Ep 040 :: ความพิโรธของฮ่องเต้
เมื่อดวงจันทร์ขึ้นสูงอยู่กึ่งกลางศีรษะ เฟยเกาจงฮ่องเต้จึงสั่งเลิกงานเลี้ยงให้บรรดาขุนนางและคุณหนูทั้งหลายแยกย้ายกลับจวน ในขณะที่พระองค์ต้องเก็บอารมณ์ฉุนเฉียวโกรธาไว้ในเบื้องลึกก่อนที่จะได้ปลดปล่อยมันออกมาต่อหน้าคนต้นเรื่องที่ตำหนักของเมิ่งกุ้ยเฟย
เจ้าของตำหนักคล้ายรับรู้ชะตากรรม เมิ่งกุ้ยเฟยแทบจะถลาโผเข้าสู่อ้อมอกแกร่งหวังให้เจ้าของวรกายล้ำค่าพระทัยเย็นลงสักเล็กน้อย
แต่เฟยเกาจงฮ่องเต้ไม่แม้แต่จะคิดรั้งรอเวลา หลังจากก้าวเดินเข้าสู่ในตัวตำหนักพร้อมกับสะบัดพระหัตถ์ไล่ข้าราชบริพานให้ออกไปจากครรลองสายตา วรกายสูงค่าก็ประทับนั่งลงบนเก้าอี้อย่างรุนแรง สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังกังวานไปทั่วตำหนัก
“เจ้าเด็กโง่เง่า!!”
...โดยมีเป้าหมายอยู่ที่อดีตธิดาคนโปรดของพระองค์เอง
...ใช่ แค่อดีตเท่านั้น
ไม่คาดว่าการฝากให้กุ้ยเฟยสั่งสอนลูก จะทำให้องค์หญิงเติบโตมาเป็นคนหยิ่งยโสตามมารดาได้มากขนาดนี้ และที่แย่ก็คือ นางโง่เขลามาก นางโอหังโดยไม่มีแม้แต่มารยาใด ๆ เลยสักนิด
ตึง!!
พระหัตถ์หนาฟาดลงบนโต๊ะอย่างแรง พระพักตร์หล่อเหลาองอาจมึนตึงจนเส้นพระโลหิตแทบปริแตก มิคาดว่าองค์หญิงหกยังมิอาจคาดเดาอารมณ์ของผู้เป็นบิดา ยังถือดีโอหังกล่าวตอบอย่างไม่เกรงกลัวอาญาด้วยคิดว่าตนเองเป็นคนโปรด
ทั้ง ๆ ที่เขาก็โปรดปรานนางแค่ตอนที่นางยังเล็ก ตอนที่นางยังเป็นแค่ผ้าขาวที่ไร้สีสันใดเจือปนจนเปรอะเปื้อน ทุกวันนี้แม้เขาจะเคยพยายามดึงนางกลับมาให้เข้าร่องเข้ารอย แต่นิสัยของเมิ่งกุ้ยเฟยก็เป็นแบบอย่างของนางไปจนถึงแก่นแล้ว ต่างกันก็แค่เมิ่งกุ้ยเฟยไม่โง่พอจะยโสต่อคนที่มีอำนาจเหนือกว่า และนางยังมีความอดทนพอจะไม่อวดอำนาจในเวลาที่ไม่สมควร
“เสด็จพ่อลูกทำสิ่งใดผิดหรือทำไมต้องกล่าวว่าลูกด้วย!?”
“เจ้ายังจะ-!!”
“เสด็จพ่อ ชินอ๋องทำร้ายศักดิ์ศรีของลูกมิเท่ากับชินอ๋องผู้นั้นลบหลู่ท่านหรือ เสด็จพ่อต้องชำระความให้ลูกนะเพคะ!”
“เจ้า!! เจ้าคิดว่าชินอ๋องเป็นบุคคลเช่นไร องค์หญิงไม่ได้ความเช่นเจ้าเหตุใดไม่รู้จักคิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองสถานการณ์ก่อนจะพูดจาเสียบ้างเจ้าหาใช่เด็กสามขวบนะ!!”
“ฝ่าบาท... เหม่ยเอ๋อร์นั้น-”
เมิ่งกุ้ยเฟยคุกเข่าลงกล่าวด้วยเสียงหวานสั่นเครือ พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบสวามีที่เวลานี้โทสะพุ่งสูงเทียมฟ้า แต่กล่าวได้ไม่กี่คำธิดารักกลับแย้งขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงอันดังยิ่งกว่าผู้เป็นพระราชบิดาเสียอีก
“เสด็จพ่อ!! ชินอ๋องผู้นั้นหักหน้าทั้งยังลบหลู่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีลูก รวมถึงศักดิ์ศรีของท่านในฐานะฮ่องเต้แห่งแคว้นฉินอีกเช่นกัน เหตุใดท่านไม่เพียงไม่ชำระความให้ เวลานี้ยังกล่าวว่าลูกอีก!! ลูกยังเป็นธิดาของเสด็จอยู่หรือไม่เพคะ!?”
“บังอาจ!!!”
“!!!”
สุรเสียงดังกึกก้องยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ทั่วตำหนักพระสนม บ่าวรับใช้ที่ถูกไล่ให้ออกไปอยู่ข้างนอกต่างพากันสะดุ้งโหยง แต่คนที่ตกตะลึงที่สุดก็คือองค์หญิงหกที่ยืนปีกกล้าขาแข็งอ้าปากค้าง จนกระทั่งถูกมือของพระมารดาฉุดให้นั่งคุกเข่าลง
“หากเจ้าไม่ใช่ธิดาของเจิ้น เวลานี้เจ้าคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้!!”
“...ฝ่าบาทเพคะ...ขอพระองค์อย่าทรงกริ้ว”
เมิ่งกุ้ยเฟยแทบหมอบกราบเกาะแทบพระบาท แต่เฟยเกาจงฮ่องเต้กลับไม่ใส่พระทัยในตัวนางแม้เพียงนิด
“ไม่กริ้วได้รึ!! ธิดาไม่รักดีคิดจะทำให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นฉินและเซี่ยอยู่รอมร่อ เจิ้นจะไม่กริ้วได้รึ!!”
“แคว้นฉินเรามีอันใดต้องกลัวแคว้นเซี่ยกันเพคะ!! คนผู้นั้นก็เป็นเพียงชินอ๋องผู้หนึ่งเท่านั้น! ไม่มีทางเกิดสงครามขึ้นเพียงเพราะคนคนเดียว หรือต่อให้มีสงครามเกิดขึ้นก็แล้วอย่างไรกันเพคะ!!”
เฟยอี้เหม่ยสะบัดกายขืนการจับกุมของมารดา ริมฝีปากยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้วแว้ด ๆ ด้วยความไม่พอใจ ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยแรงอารมณ์
“หุบปากเดี๋ยวนี้!!!”
“เสด็จพ่อ-!!?”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ยิ่งพิโรธหนักเมื่อธิดาไม่รักดียังกล้าเถียงตนปาว ๆ
อนาคตของแคว้น ชีวิตของราษฎร์นับล้านมันก็คือการตัดสินใจของคนคนเดียวนั่นแหละ!
แต่ที่น่าโมโหคือถ้าหากสงครามมันเกิดจากเรื่องไร้สาระที่ธิดาไม่เอาอ่าวของตนกระทำ แล้วพระองค์มิอาจหยุดยั้งมิให้มันเกิดได้... ฮ่องเต้เช่นพระองค์ก็คงไม่ต่างจากทรราชเช่นฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อน!
กลับจะยิ่งหนักหนาเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะพระองค์ทำให้แผ่นดินฉินของบรรพบุรุษลุกเป็นไฟแล้วถูกแย่งชิงจากอีกสามแคว้นอื่น สูญเสียมาตุภูมิอันเป็นแผ่นดินเกิด!!
“แม้สตรีไม่มีสิทธิ์บริหารบ้านเมือง แต่ในฐานะองค์หญิงเจ้ากลับไม่แม้แต่สนใจในราชกิจ ความเป็นไปของบ้านเมือง ทั้งยังไม่สนใจชีวิตของประชาชน เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เจ้าช่างไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่มีเอาเสียเลย!!!”
“เสด็จพ่อ!!!”
เฟยอี้เหม่ยหน้าซีดเผือดด้วยตาเบิกกว้าง แต่มารดาที่ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดนั้นซีดยิ่งกว่า
“ฝ่าบาท เหม่ยเอ๋อร์ยังเด็ก เป็นหม่อมฉันที่สั่งสอนนางไม่ดี ขอฝ่าบาทอย่าลงโทษนางเลยเพคะ ละเว้นเหม่ยเอ๋อร์สักครั้งเถิดนะเพคะ!”
“ไม่ต้องให้ท้ายนาง!!!”
“ฝ่าบาท...”
“ก็รู้ตัวนี่ว่าสั่งสอนนางไม่ดี ถ่ายทอดนิสัยยโสโอหังไม่เห็นหัวใครไปเสียหมด เหตุใดไม่สอนสั่งให้นางรู้จักมารยาได้เช่นเจ้าสักนิดกันจะได้ไม่โง่เช่นนี้!?”
“...ฝ่าบาท”
เมิ่งกุ้ยเฟยร้องไห้น้ำตานองหน้า ทั้งโกรธที่ถูกด่าซึ่ง ๆ หน้า แต่ก็หวาดกลัวในอารมณ์พิโรธของสวามี นางเกาะแข้งขาร้องขอความเมตตา แต่ผู้เป็นใหญ่ไม่แม้แต่จะให้ความสนใจ สุรเสียงทรงอำนาจตวาดลั่นอีกครา
“องค์หญิงหกเฟยอี้เหม่ยประพฤติตนมิเหมาะสมต่อตำแหน่งและอำนาจ ลงโทษให้อ่านราชกิจทั้งหมดในห้องหนังสือเป็นเวลาหนึ่งเดือนให้สำนึกในสิ่งที่ตนสมควรกระทำ หากหลังจากนี้ยังสำนึกถึงหน้าที่ของตนเองไม่ได้! เจิ้นจะปลดเจ้าจากตำแหน่งองค์หญิงแล้วเนรเทศไปชายแดน!!”
“ฝ่าบาท!? อย่างไรเสียเหม่ยเอ๋อร์ก็เป็นธิดาของพระองค์นะเพคะ!”
เมิ่งกุ้ยเฟยพยายามร้องค้าน สำหรับนาง บุตรชายอย่างหรงซิ่นคือคนที่จะพานางสู่อำนาจในฐานะไทเฮา แต่นิสัยของเขานั้นช่างเย็นชาและไม่ฟังคำนางเลย ต่างจากบุตรสาวอย่างอี้เหม่ยที่คอยออดอ้อนออเซาะและเชื่อฟังทำให้นางรู้สึกดี นางจึงมักให้ท้ายอี้เหม่ยในทุกเรื่อง
...สุดท้ายเรื่องก็กลายมาเป็นเช่นนี้
“ยิ่งเป็นธิดาของเรายิ่งต้องจำให้ขึ้นใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร หากวันนี้มิใช่องค์ชายอู่ช่วยเบี่ยงประเด็น มีหรือสงครามจะไม่เกิด!!”
“ฝ่าบาทอย่างไรเสีย-!”
“ไม่ต้องพูดอีกแล้ว คำตรัสของข้าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คืนคำ!!”
“เสด็จพ่อ!! ท่านทำอย่างนี้กับลูกไม่ได้นะเสด็จพ่อ!!”
“เงียบปากเสียองค์หญิงหก จงใช้เวลานี้ระลึกถึงหน้าที่ของตนเอง ระหว่างนี้อย่าได้ก้าวเท้าออกจากตำหนัก จะฮองเฮา สนม หรือแม้แต่เมิ่งกุ้ยเฟย นางกำนัล ขันที ไม่ว่าใครห้ามแม้แต่เฉียดกรายเข้าไปยุ่ง กลับ!!”
“เสด็จพ่อ-!!!”
เฟยเกาจงฮ่องเต้สะบัดวรกายสูงค่าหันหลังกลับเดินสู่ตำหนักของตนเอง
เสียงกรีดร้องของธิดาและเสียงอ้อนวอนหาความเมตตาของภรรยาหาได้ทำให้ฮ่องเต้ยอมอ่อนข้อ เมื่อเทียบกับประชาชนตาดำ ๆ ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใด กับธิดาที่เคยให้ความโปรดปรานแต่กลับตั้งใจจะชักศึกใหญ่เข้าบ้านแล้ว...
...ในฐานะฮ่องเต้ผู้อยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน เรื่องของบ้านเมืองย่อมมาก่อนเรื่องภายในครอบครัว ภาระหน้าที่ของพระองค์หนักหนาจนมิอาจเอาความสุขส่วนตนเป็นที่ตั้ง
เช่นเดียวกับที่เขาสามารถสั่งให้สหายรักทำเรื่องน่าละอายรับอนุเข้าบ้าน ที่เขารับสนมมากมายก็ไม่ใช่เพราะชมชอบ ทุกสิ่งที่พระองค์ทำนั้นล้วนมีที่มาที่ไปและมีเหตุจำเป็น
...เพื่อแผ่นดินนี้ ไม่ว่าจะรับอะไรเข้ามา หรือต้องตัดสิ่งใดทิ้งไป เขาล้วนทำได้ทุกอย่าง
...แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นลูกของเขาเองก็ตาม!
...
“เสด็จพ่อพิโรธถึงเพียงนี้?”
องค์หญิงสามเฟยชางเยว่ละมือออกจากพิณชั้นดีตัวโปรด ใบหน้างามก้มลงคล้ายกำลังครุ่นคิด ในขณะที่สมองยังคงประมวลผลถึงถ้อยคำของนางกำนัลที่นำเรื่องมาแจ้ง
“องค์หญิง หากไม่นับองค์หญิงห้าก็แปลว่าคนที่ต้องได้สมรสกับชินอ๋องต้องเป็นท่านแน่”
“คนตัดสินใจคือเสด็จพ่อเจ้าอย่าพึ่งเอ็ดไป”
องค์หญิงสามแม้จะงดงามบอบบางน่าทะนุถนอมแต่ก็หาใช่ธิดาที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุด ยิ่งเสด็จพ่อทรงงานหนักยิ่งไม่ค่อยมีเวลาให้แก่บุตรธิดามากนัก ฐานะของมารดาก็ไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งยังต่ำต้อยยิ่ง
ว่าได้ว่านางคือองค์หญิงเพียงเปลือกภายในกลวงไร้อำนาจ เป็นคนที่เหมาะสมจะเป็นคนที่ได้รับสมรสพระราชทานแต่งออกนอกแคว้นที่สุดในบรรดาองค์หญิงที่เหลือ
สำหรับตัวนางแล้วนางก็ยินดีที่จะได้รับหน้าที่นี้ อย่างไรเสียในฐานะองค์หญิงการพบปะบุรุษแล้วได้เจอบุรุษที่ต้องตาก็ยากเย็นแล้ว ยิ่งจะได้ครองคู่ยิ่งยากยิ่งกว่า และถึงแม้บุรุษผู้นั้นจะหาได้มีใจรักแต่เขาก็คงไม่จะปฏิบัติต่อนางแบบย่ำแย่เนื่องจากอย่างไรเสียก็เป็นการแต่งเพื่อบ้านเมือง แล้วนางก็จะไม่ถูกขังอยู่ในวังจนแก่ตาย ถูกบรรดานางสนมของเสด็จพ่อติฉินนินทากลั่นแกล้ง
ได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติและได้รับอิสระจากวังนี้ สำหรับนางนั้นคือโอกาสอันยิ่งใหญ่
“...ไม่รู้ว่าน้องหกจะคิดเช่นไรกับเรื่องนี้”
...แต่ที่แน่ ๆ ผู้ที่ประทับนั่งบนบัลลังก์หงส์คงกำลังหัวเราะด้วยความชอบใจ ที่เมิ่งกุ้ยเฟยพลาดอย่างโง่งมเพราะบุตรสาวที่โง่เง่าของตนเองกระมัง...
หยางเฟิ่งปิงคนงามแห่งแคว้นฉินนั่งรถม้าคันใหญ่ออกจากวังหลวงเพื่อกลับไปยังจวนสกุลหยาง ข้างกายมีสุ่ยหลิวคอยบีบนวดปรนนิบัติไม่ขาดสาย
แม้จะเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางคนเดียวไร้ครอบครัวผู้หวงนางยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ เพราะในฐานะแม่ทัพใหญ่ รองแม่ทัพ รวมถึงขุนนางผู้หนึ่งของบุรุษทั้งสาม ทำให้ยังจำเป็นต้องรั้งอยู่ก่อน ได้แต่ปล่อยให้นางต้องกลับบ้านเพียงลำพังอย่างไม่เต็มใจนัก
แต่ถึงกระนั้นรอบรถม้าก็มีคนคุ้มกันที่บิดาและพี่ชายทั้งสองจัดหามาให้ขี่ม้าขนาบมาอย่างแน่นหนา
“คุณหนู งานเลี้ยงเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ?”
“ก็เช่นปกติ วุ่นวาย ไร้สาระ มีดีเพียงแค่อาหารอร่อย”
“คุณหนู...”
“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่สุ่ยหลิว ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างที่ท่านกังวลหรอก” เฟิ่งปิงยิ้มหวานเอ่ยอย่างหนักแน่น คนสนิทข้างกายจึงพอคลายใจลงได้บ้าง
“คุณหนูเจ้าคะ ชินอ๋องได้พึงพอใจในตัวคุณหนูรึเปล่าเจ้าคะ?”
ไม่รู้ว่าสิ่งใดดลใจให้สุ่ยหลิวถามออกมาเช่นนั้น ทำเอานางชะงักนิ่งก้มหน้าครุ่นคิด ตอบกลับได้ไม่เต็มปากเต็มคำเสียอย่างนั้น ซ้ำยังมีความคิดฟุ้งซ่านโผล่มาในสมองสะบัดไล่ทิ้งแทบไม่ทัน
“...ข้าก็ไม่รู้”
...
จวนที่เงียบสงัดแต่ก็มีทหารยามคอยเดินตรวจตราอารักขาอย่างขยันขันแข็ง คุณหนูหยางทำความสะอาดร่างกายอยู่เพียงผู้เดียวในห้องหับของนางเอง ทันทีที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดร่างเครื่องประทินโฉมเสร็จจะก้าวเท้าขึ้นเตียงนอนเพราะความง่วงเข้ามารุมเร้า นางก็จำต้องยืดคอนั่งหลังตรงแน่วแล้วกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์เล็ก ๆ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว หม่อมฉันต้องการการพักผ่อนนะเพคะ”
“...เปิ่นหวางย่อมทราบ”
“เช่นนั้นไม่ทราบว่าชินอ๋องมีธุระอะไรหรือเพคะ?”
------
ยิ่งแก้ยิ่งอายตัวเองในสมัยก่อนโว้ยยยย