ในเมืองอาร์คาเดีย หอประชุมขนาดใหญ่ซึ่งรองรับจอมเวทจำนวนกว่าร้อยคน กำลังมีการประชุมที่บรรยากาศมาคุ เรื่องของการต่งตั้งจอมเวทเจ็ดดารา เพื่อสรรหาผู้ที่จะมารับตำแหน่งให้ครบทุกคน
“เรามีรายงานล่าสุดแจ้งให้ทราบ” เฮคเตอร์ซึ่งนั่งในหอประชุมแถวหน้ากล่าวก่อนจะลุกขึ้นยืน “ในงานศพของท่านจอมเวทเจ็ดดาราคนล่าสุด ที่เสียชีวิตไป เรนเดลและฟรังซัวร์ ผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับสืบทอดตำแหน่งจอมเวทเจ็ดดารา ประพฤติตนไม่เหมาะสม พวกเขาทะเลาะวิวาทในงานศพของท่านเจ็ดดารา...ข้าจึงต้องรายงานเรื่องนี้ให้สมาคมจอมเวททราบ”
ด้านหน้าสุดของห้องประชุมมีชายในชุดสูทสีดำรับฟังเรื่องทั้งหมดของเฮคเตอร์ เขาเป็นชายแก่อายุแปดสิบกว่าๆ แก่ขนาดที่ต้องใช้ไม้เท้าเวทค้ำยัน ผมและหนวดเคราะของเขาหงอกไปหมดทั้งตัว
“งั้นหรือ” ชายแก่ด้านหน้าห้องประชุมกล่าว “ตามกฏของสมาคมเรา...จอมเวทเจ็ดดาราห้ามทะเลาะเบาะแว้งกันเอง การกระทำของพวกเขาอาจไม่เหมาะสม ดังนั้นปลดพวกเขาจากการรับเลือกซะ”
“ขอรับ ท่านประธานสมาคม” เฮคเตอร์กล่าวพลางก้มหัว ก่อนจะเสนอต่อ “ดังนั้นข้าจึงขอเสนอวิธีการคัดสรรค์จอมเวทเจ็ดดาราชุดใหม่ขึ้นมาแทนครับ”
“เดี๋ยวนะ” จอมเวทในที่ประชุมคนหนึ่งยกมือค้านทันที “เรอา บุตรสาวของจอมเวทเจ็ดดาราคนก่อนก็ยังอยู่นี่ ทำไมต้องเลือกชุดใหม่ทั้งหมดเลยล่ะ”
“เป็นความประสงค์ของข้าเองค่ะ” เรอาซึ่งนั่งใกล้ๆกับเฮคเตอร์กล่าวพลางยกมือ “ข้าจะปลดระวางตัวเองออกจากการเป็นจอมเวทเจ็ดดารา และจะคอยดูแลจอมเวทเจ็ดดาราชุดใหม่แทน”
“แล้วเราจะหาชุดใหม่จากไหนหรือ” จอมเวทในที่ประชุมคนหนึ่งกล่าว “ในห้องประชุมนี้ ส่วนใหญ่ก็มีอายุเกินสี่สิบไปแล้ว พวกเราน่ะแก่เกินกว่าจะออกไปสู้รบปรบมือกับพวกอันเดดหรือปีศาจ หนุ่มสาวยุคนี้หลายคนก็รักตัวกลัวตาย เอาความสามารถของตัวเองไปทำอย่างอื่นที่ได้เงินและสวัสดิการที่ดีกว่า”
เสียงพูดคุยปรึกษาหารือเริ่มดังขึ้นในห้องประชุม อันที่จริงแล้วมีจอมเวทหนุ่มสาวฝีมือดีมากมาย บางคนมีฝีมือกว่าผู้อาวุโสในนี้ด้วยซ้ำ แต่เขาหรือเธอเลือกจะทำงานให้กับเอกชน หรือเข้าไปเป็นอาจารย์สอนตามมหาลัยเสียมากกว่า ไม่ค่อยมีใครอยากรับงานเสี่ยงตาย อย่างตำแหน่งเก่าแก่โบราณเช่นจอมเวทเจ็ดดารา
“ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วสินะ” ประธานสมาคมจอมเวทกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “หรือถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องยุบตำแหน่งนี้ลง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารเวท จัดการกับพวกตัวตนแห่งภัยพิบัติต่อไป”
“หากมหาเวททั้งสิบสอง ของจอมเวทเจ็ดดาราต้นกำเนิดยังอยู่ ข้าเชื่อว่าตำแหน่งนี้ก็ยังคงมีความหมาย” เฮคเตอร์กล่าวขึ้นอีกครั้ง “แต่อย่างที่ทราบกันดี ว่าในยุคนี้ ไม่มีใครถือครองมหาเวทต้นกำเนิดของจอมเวทเจ็ดดารากันเลยสักคน...ข้าเลยตัดสินใจว่าเราควรลืมอดีต และเริ่มต้นอะไรใหม่ๆกันได้แล้ว”
“และอะไรใหม่ๆที่ท่านว่า คือยังไง” ประธานสมาคมจอมเวทเอ่ยถาม ผู้คนในห้องประชุมต่างเงียบสงบ เพื่อตั้งใจฟัง ทำเอาเฮคเตอร์ยิ้มน้อยๆ ที่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดไว้ จะง่ายดายเสียเหลือเกิน
“พวกเด็กวัยรุ่นน่ะ เลือดร้อน และกระหายที่จะพิสูจน์ตนเองเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง ข้าอยากจะให้โรงเรียนเวทมนตร์ทั้งเจ็ดแห่ง ซึ่งอยู่ในเครือจักรภพคิเมร่าแห่งนี้ เข้าร่วมงานประลองแย่งชิงตำแหน่งจอมเวทเจ็ดดารา”
จอมเวทในห้องประชุมต่างฮือฮาทันที เมื่อได้ยินแนวคิดของเฮคเตอร์ จนประธานสมาคมต้องยกมือห้าม
“เราจะฝากอนาคตไว้กับพวกเด็กทั้งเจ็ดคนได้ยังไง ถึงจะคัดเลือกพวกเขามาแล้วก็ตาม...ข้ามองว่ามันเป็นไปไม่ได้”
“ถ้าเด็กทั้งเจ็ดคน ได้รับการปลูกฝังแนวคิด และการฝึกสอนจากสมาคมจอมเวทโดยตรงล่ะ” เฮคเตอร์กล่าวแนวคิดของเขา “เด็กทั้งเจ็ดคน ที่ผ่านการคัดเลือกในแต่ละสายพลังเวทของเขามาแล้ว ว่าเขาหรือเธอแข็งแกร่งที่สุดในธาตุของตัวเอง ท่านคิดว่าภายภาคหน้า พวกเขาหรือเธอจะเป็นจอมเวทเจ็ดดารา ที่มีคุณภาพได้ไหมล่ะครับ ท่านประธาน”
“ข้าเห็นด้วย” จอมเวทในที่ประชุมคนหนึ่งกล่าว “คลื่นลูกใหม่ ย่อมมาแทนที่คลื่นลูกเก่า หากสายลมแห่งใหม่พัดพาเข้ามาในหน้าต่างที่เรียกว่าสมาคมจอมเวท ข้าคิดว่าจะต้องมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแน่นอน”
หลังจากนั้นแนวคิดของเฮคเตอร์ก็ได้รับการโหวตยอมรับจากเสียงส่วนมาก แทบทุกคนยอมรับในแนวคิดของเฮคเตอร์ เพราะถ้าหากตำแหน่งในตำนานนี้สามารถได้มาจากฝีมือของตัวเอง มีหรือเด็กวัยรุ่นที่แข็งแกร่งจะไม่ไขว่คว้า จากนี้ไปสมาคมจอมเวทไม่ต้องเสียเวลาเหนื่อยตามหาคนมารับตำแหน่ง แต่จะมาคนวิ่งมาหาตำแหน่งนี้เอง
“เรนเดล ฟรังซัวร์ ถ้าพวกเธอสองคนเป็นของจริง ตำแหน่งเจ็ดดาราก็คงไม่หนีไปไหนหรอกนะ” เฮคเตอร์กล่าวกับตัวเอง ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับเรอา
หลังกลับมาจากการทำความเคารพศพของจอมเวทเจ็ดดาราธาตุแสง เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านมาอีกอาทิตย์ เรนเดลและฟรังซัวร์ก็ยังคงทำสงครามแย่งชิงเมืองอยู่เหมือนเดิม แต่มีบางสิ่งที่แตกต่างไป
อย่างแรก จักรวรรดิมังกรไฟประกาศช่วยเหลือกองกำลังของเรนเดลอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งกำลังทหารบุกตีราชรัฐจิ้งจอกแดงอีกทาง ทำให้ตอนนี้กองกำลังของกลุ่มราชวงศ์ใหม่เสียเปรียบอย่างมาก
อย่างที่สอง เหล่าขุนนางเริ่มแสดงตัวมากขึ้นว่าอยากเข้าร่วมกับเรนเดล ทำให้มีบางเมืองประกาศเข้าข้างเรนเดล และขอมาสวามิภักดิ์กับเขา จนในที่สุดราชรัฐจิ้งจอกแดงก็ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์ คือราชรัฐจิ้งจอกแดงตะวันตก และราชรัฐจิ้งจอกแดงตะวันออก
ส่วนที่เรนเดลปกครองคือราชรัฐจิ้งจอกแดงตะวันออก เป็นเขตแดนที่ไม่มีเส้นทางเชื่อมไปยังเมืองอาร์คาร์เดีย และภูมิประเทศส่วนใหญ่ โอบล้อมไปด้วยเมืองที่ล่มสลาย ทิวทัศน์โดยรอบของราชรัฐจิ้งจอกแดงตะวันออก จึงเป็นกำแพงสูงใหญ่ป้องกันภัยพิบัติเสียมากกว่า
แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเรนเดลระดมพลบุกพื้นที่เขตแดนของคนตาย จัดการกับพวกอันเดดจนหมดสิ้น และให้กำลังพลสร้างกำแพงเมืองเพิ่มเติม จนตอนนี้เขตแดนของเรนเดลขยายออกไปไกลกว่าสามสิบกิโลแล้ว
เรนเดลตื่นเช้ามาบนที่นอนของเขาตามปกติ ในห้องนอนของโรงเรียน กิจวัตรประจำวันของเขายังคงเหมือนเดิม คือเรียนหนังสือกับเพื่อนๆ ฝึกซ้อมวิชาให้สามสาว แต่จะมีบางครั้งที่สัตว์ภูติของเขาเปิดวาร์ปมาหาเขา เพื่อรายงานสถาณการณ์ของเมืองที่เขาปกครองอยู่
และวันนี้ก็เป็นอีกวัน ที่เจ้าสโนว์เปิดประตูมิติข้างๆโต๊ะเรียนของเรนเดล โคโตโนฮะเห็นดังนั้นเธอรีบเดินมาหาสโนว์ และอุ้มมันขึ้นมาแนบอกทันที
“ตัวโตขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ สโนว์” โคโตโนฮะกล่าวด้วยท่าทีเอ็นดู เจ้าจิ้งจอกกระดิกหางของมันยกใหญ่ ก่อนจะเริ่มเลียหน้าโคโตโนฮะ จนเธอต้องเอามือบัง
“อืม...โตขึ้นจริงๆแหละ” เรนเดลกล่าวก่อนจะแย่งสโนว์ในมือของโคโตโนฮะมา แล้วจับมันวางลงกับพื้น “รายงานสถาณการณ์วันนี้มาหน่อยสิ”
“ที่ชายแดนวันนี้สงบสุข ปราศจากการสู้รบ และกองกำลังของเราก็ลาดตระเวณอย่างแน่นหนา ไม่มีย่อหย่อนทางวินัย...อ้อนี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะบอก”
“มีอะไรจะรายงานฉันหรือ” เรนเดลเอ่ยถาม ขณะที่โคโตโนฮะหยิบข้าวกล่องทำเองเอาออกมาวางไว้ที่โต๊ะของเรนเดล
ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงแล้ว เธอจงใจเตือนให้เรนเดลทานอาหารตรงเวลา ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆในห้อง ต่างเดินออกไปกินข้าวข้างนอก เนื่องจากพวกเขาไม่อยากรบกวนเวลาของเรนเดลและโคโตโนฮะ
“ฝ่ายตะวันตกส่งทูตมาน่ะสิ” สโนว์กล่าวเสียงเครียด “เขาบอกว่าต้องการจะเจรจากับเรนเดล”
“เจรจาหรือ” เรนเดลกล่าวขณะอ้าปากกว้างเพื่องับไส้กรอกทอดที่โคโตโนฮะป้อนเข้าปาก และเขาต้องอ้าอีกครั้งเพื่อรับข้าวสวยร้อนๆที่โคโตโนฮะป้อนให้ ก้อนจะเคี้ยวจนพูดไม่ได้
“สโนว์จ๊ะ” โคโตโนฮะอาศัยจังหวะนี้กล่าวน้ำเสียงเยือกเย็นใส่เจ้าจิ้งจอกทันที “เรนเดลได้เวลารับประทานอาหารแล้วนะจ๊ะ เธอเองก็ควรจะทานด้วยล่ะ”
เจ้านกสีขาวสี่ปีกของโคโตโนฮะปรากฏตัวออกมา ก่อนที่มันจะวางปิ่นโตเหล็กขนาดเล็กไว้ตรงหน้าสโนว์
“อันนั้นส่วนของเธอกับดาร์คเนส กินข้าวก่อน และค่อยคุยเรื่องงานนะจ๊ะ”
“ครับ นายหญิง” เจ้าจิ้งจอกสโนว์กล่าวเสียงสั่น ก่อนจะคาบปิ่นโตของมัน แล้วเปิดประตูวาร์ปกลับเมืองทันที
“เขินจังเลยอะ” โคโตโนฮะกล่าวพลางเอามือทาบแก้มตัวเอง “สัตว์ภูติของนายเรียกฉันว่านายหญิงด้วยล่ะ เรนเดล”
“จ้า” เรนเดลกล่าวพลางเคี้ยวข้าวตุ่ยๆ ก่อนที่เขาจะเริ่มหยิบตะเกียบของตัวเอง แล้วเป็นฝ่ายคีบอาหารป้อนใส่ปากโคโตโนฮะบ้าง แต่ด้วยความที่เรนเดลไม่ถนัดใช้ตะเกียบมาก่อน ทั้งชาติที่แล้ว และชาตินี้ เขาจึงทำข้าวปั้นหน้าไข่ม้วนร่วงไปอันหนึ่ง โคโตโนฮะไม่ได้โกรธอะไรเขา แต่กลายเป็นว่ามื้อเที่ยงเรนเดลต้องเรียนรู้วิธีจับตะเกียบไปโดยปริยาย พร้อมกับกินข้าวไปด้วย
“อีกหน่อยเกิดนายต้องไปหาพ่อแม่ฉัน คงทานอาหารไม่สะดวก” โคโตโนฮะกล่าวขณะทำท่าสอนเรนเดล “พ่อของฉันเป็นคนเข้มงวดมากเลยล่ะ ฉันกลัวว่าท่านจะดุนายเอาน่ะสิ เรนเดล”
“ท่านอาจจะชอบฉันก็ได้” เรนเดลกล่าวพลางส่งยิ้ม “เพราะฉันเป็นคนที่เธอเลือกนี่ โคโตโนฮะ”
โคโตโนฮะหน้าแดงทันที ก่อนจะตีที่ใหล่ของเรนเดล และหัวเราะเบาๆ
ที่นอกห้องนั้น เพื่อนๆของเขาทั้งเจ็ดคนกำลังแอบดูการกระทำทุกอย่าง เรียวจิ เร็น และฮายาโตะหัวเราะคิกคัก พลางเอามืออุดปากตัวเองไว้ไม่ให้เสียงหลุดลอดออกไป โจแอนนากับลูเธอร์ไม่ได้หัวเราะด้วย เขากำลังดูเซร่าด้วยท่าทีเป็นห่วง เพราะเซร่านั้นยิ้มและหัวเราะจนผิดธรรมชาติ
เซร่าย้อนนึกกลับไปเมื่อหลายวันก่อน หลังจากที่ลงจากรถม้า และโคโตโนฮะเรียกเธอคุยเป็นการส่วนตัว โคโตโนฮะถามเธอตรงๆว่ารู้สึกยังไงกับเรนเดล เพราะเซร่าเป็นเพื่อนคนสำคัญของเธอเหมือนกัน เธอไม่อยากจะทำร้ายความรู้สึกของเซร่า หากเซร่าชอบเรนเดล เธอก็จะยกเลิกการหมั้นหมาย และแข่งกับเซร่าอย่างยุติธรรม
“ขอบคุณมากนะ โคโตโนฮะ ที่เธอคิดถึงฉัน” เซร่ากล่าวทั้งน้ำตา “แต่ฉันรู้ดีค่ะ ว่าเรนเดลไม่ได้คิดอะไรกับฉันมากไปกว่าตัวแทนของพี่สาว ฉันรู้ดีว่าเรนเดลคิดกับฉันแค่นั้น...ขอให้พวกเธอทั้งคู่มีความสุขเถอะนะคะ ฉันจะเอาใจช่วยค่ะ”
ระหว่างที่เซร่ากำลังหวนนึกถึงความหลังนั้น มีมือของใครบางคนดึงเธอออกมาจากตรงนั้น เมื่อเซร่าหันมามอง เธอพบว่าเป็นเร็นนั่นเอง
“มีอะไรหรือคะ เร็น” เซร่าถามด้วยความสงสัย เร็นไม่ตอบอะไร ก่อนจะดึงเธอให้ออกห่างจากห้องเรียนที่หนึ่ง โจแอนนาและลูเธอร์แอบตามดูห่างๆทันที
“ฉันกำลังช่วยเธออยู่น่ะสิ ยัยบ้า” เร็นกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว ก่อนจะลากเซร่าลงมายังอาคารชั้นล่าง และพาเธอไปนั่งตรงโรงอาหารใกล้ๆ
“ช่วยหรือคะ” เซร่ากล่าวด้วยความสงสัย ขณะเร็นเดินไปกดตู้หยอดน้ำ แล้วยื่นน้ำลิ้นจี่กระป๋องให้ เธอรู้สึกแปลกใจที่เร็นรู้ว่าเธอชอบดื่มน้ำผลไม้อะไร
“มันปวดใจใช่ไหมล่ะ เห็นเขาสองคนคู่กันน่ะ” เร็นกล่าวก่อนจะลงมือดื่มกาแฟกระป๋องของตัวเอง “เธอรู้สึกยังไง ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นแหละ”
“เพราะอะไรคะ” เซร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสงสัย “ทำไมคุณถึงเข้าใจฉัน เร็น”
“เพราะโคโตโนฮะ คือรักแรกของฉันยังไงล่ะ” เร็นกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ที่น่าเจ็บปวดกว่านั้นคือเธอรู้ว่าฉันรู้สึกยังไง แต่เราก็เป็นได้แค่เพื่อนกันนั่นแหละ เธอไม่คิดกับฉันไปมากกว่านั้น”
“เหมือนฉันจะเคยได้ยินมานะคะ” เซร่ากล่าว “ว่าพวกคุณเคยหมั้นหมายกัน”
“มันเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้วน่ะ” เร็นกล่าว “นานมากจนฉันไม่อยากจะนึกถึงมันอีก”
“ขอโทษค่ะ” เซร่ากล่าว “แต่คุณก็เข้มแข็งนะคะ เร็น ไม่มีใครดูออกเลย ว่าคุณกำลังเศร้า”
เร็นหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินคำพูดของโคโตโนฮะ ก่อนจะมองเซร่าด้วยท่าทีแปลกๆ
“ฉันทำใจได้แล้วน่ะสิ และฉันในตอนนี้ก็ไม่ได้เศร้าแล้ว” เร็นกล่าว “เพราะอย่างน้อยฉันก็ได้บอกความรู้สึกทั้งหมดของฉันออกไป อีกฝ่ายรับรู้แล้ว ฉันทำเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียดายอีก...แต่เธอ เซร่า ความรู้สึกอัดอั้นตันใจของเธอ จะอยู่กับเธอไปชั่วชีวิต และมันจะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น เมื่อเธอเห็นพวกเขารักกันมากยิ่งขึ้น โดยที่เธอไม่เคยได้ลงมือทำอะไรเลย”
“ความรักของฉันที่เกิดอยู่ในอก ยังมีโอกาสแปรเปลี่ยนเป็นความรักแบบอื่นค่ะ” เซร่ากล่าวพลางส่งยิ้มให้กับเร็น ที่กำลังทำหน้าเครียด “ฉันเชื่อว่าความรักที่ดีงาม และถูกต้อง ต้องเป็นความรักที่ไม่ได้ทำร้ายใคร ทั้งคนรักและถูกรักต่างมีความสุขค่ะ...แต่ถ้าฉันบอกความรู้สึกให้เรนเดลทราบ จะมีคนถึงสามคนที่ต้องเจ็บปวด จากที่มีคนเจ็บปวดเพียงคนเดียว”
“แม่พระจริงๆ” เร็นกล่าวพลางส่ายหัว “เที่ยงนี้อยากกินอะไรล่ะ ฉันเลี้ยงเอง เพื่อปลอบใจเธอที่กำลังเศร้า”
“ให้ฉันเลี้ยงดีกว่าค่ะ” เซร่ากล่าวพลาวหัวเราะในลำคอ “ถือซะว่าเป็นการขอบคุณ ที่มาหาฉันในยามเศร้า”
“ไม่ล่ะ” เร็นกล่าว “ฉันเลี้ยงเองนั่นแหละ ให้ผู้หญิงเลี้ยงอายตายเลย”
“นี่คุณกำลังเหยียดเพศอยู่นะคะ” เซร่ากล่าวพลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “หญิงชายเท่าเทียมกันนะคะ ในประเทศของฉัน”
เร็นส่ายหน้าด้วยความระอา ก่อนจะยอมแพ้แล้วรับข้อเสนอของเซร่า ทำเอาเซร่าหัวเราะยกใหญ่ เธอเอามือป้องปากในขณะหัวเราะ เพื่อไม่ให้ตัวเองดูน่าเกลียด
โจแอนนาและลูเธอร์มองดูเซร่าอยู่ไกลๆ เธอยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อเห็นน้องสาวของเธอหัวเราะ
“เหมาะสมกันแล้วล่ะ” โจแอนนากล่าวเสียงเรียบ “หวังว่าเร็นจะไม่ทำให้เธอต้องร้องไห้เป็นครั้งที่สองนะ เซร่า...ฉันไม่อยากเห็นเธอเจ็บปวดเพราะความรักอีกแล้วล่ะ...น้องสาวของฉัน”
“เขาอาจจะไม่คบกันก็ได้” ลูเธอร์พูดแทรกทำลายบรรยากาศประทับใจของโจแอนนา ทำเอาเธอสะดุ้ง และมองลูเธอร์ด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
“รู้แล้วย่ะ ฉันแค่อินไปนิดหน่อยเท่านั้นแหละ”
หลังจากเรนเดลและโคโตโนฮะรับประทานอาหารเสร็จ เจ้าสโนว์และดาร์คเนสก็ออกมาจากประตูวาร์ป พร้อมกับคาบผืนหนังม้วนแผ่นหนึ่ง ดูท่าจะเป็นใบประกาศจากราชรัฐฝั่งตะวันตก เรนเดลรับแผ่นกระดาษมาจากสโนว์ทันที
“นี่สินะ ที่นายอยากจะบอกฉัน” เรนเดลกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะพับแผ่นหนังม้วนกลับเข้าที่ “พวกราชรัฐฝั่งตะวันตก ขอเจรจาสงบศึก เนื่องจากเหตุการณ์เร่งด่วน”
“ใช่แล้วล่ะ เรนเดล” ดาร์คเนสกล่าวก่อนจะยืนสองขา เพื่อรับไส้กรอกทอดจากโคโตโนฮะ มันลงมือเคี้ยวทันที สโนว์จึงต้องเป็นฝ่ายพูดแทน
“ทางนั้นแจ้งมาว่าปีศาจระดับสูงที่ราชรัฐจิ้งจอกแดงเคยผนึกไปเมื่อห้าสิบปีก่อน มันตื่นขึ้นมาแล้ว พร้อมพัฒนาตัวเองเป็นระดับตัวตนแห่งภัยพิบัติ”
“มันเก่งขนาดไหนกันเชียว” เรนเดลเอ่ยถาม “ถึงขนาดฟิลิปและมาริคยอมลดศักดิ์ศรีมาขอเจรจากับฉัน”
“มันมีชื่อว่าบาฮามุท...ปีศาจนอกคัมภีร์พระเวท” ดาร์คเนสกล่าวหลังจากกินไส้กรอกจนหมดแล้ว “นายคงรู้สินะเรนเดล ว่าเวทมนตร์ในโลกนี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน และมากกว่าครึ่ง เป็นเวทมนตร์นอกตำราคัมภีร์พระเวท”
“รู้สิ” เรนเดลกล่าว “เวทมนตร์นอกคัมภีร์พระเวท คือเวทที่ไม่ได้อัญเชิญพลังของเทพเจ้า หรือตัวตนฝ่ายดี แต่อาศัยพลังของปีศาจ อสูร รวมทั้งตัวตนที่ชั่วร้ายต่างๆ ซึ่งเวทพวกนั้นน่าจะไม่เหลือแล้วนี่ ในยุคนี้ เพราะไร้ผู้สืบสานต่อ”
“โอเค แสดงว่าความจำส่วนนี้ของนายยังอยู่ และไม่ได้หลงลืมไปตามกาลเวลา ฉันจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไร” ดาร์คเนสกล่าว “ฉันไม่รู้ว่าบาฮามุทคืออะไร แต่พวกนั้นบอกว่ามันเป็นปีศาจที่ใช้เวทมนตร์นอกคัมภีร์พระเวท และถ้าหากนายไม่มาช่วยพวกเขา จะไม่มีราชรัฐจิ้งจอกแดงให้แย่งชิงกันอีกต่อไป””