รติมาเปิดประตูห้องน้ำออกมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจหลังจากที่เธอบอกมารดาเมื่อตอนทานอาหารเย็นว่ามีแฟนแล้วและจะพามาแนะนำให้พวกท่านได้รู้จักพวกท่านถึงกับอึ้งถือช้อนค้างกันไปเลยก่อนจะยิงคำถามออกมาเป็ชุดว่าผู้ชายคนนั้นเป็ใครมาจากไหน ทำอาชีพอะไร พ่อแม่เป็ใครและอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่างแต่เธอก็ฉลาดพอที่จะเลี่ยงไปซะเพราะยังไม่รู้เลยนี่นาว่าคนที่เธอใช้อ้างจะยอมช่วยเหลือหรือเปล่าถ้าไม่ยอมขึ้นมาได้หน้าแตกกันพอดี
หญิงสาวเดินมานั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งมองดูตัวเองในกระจกเงาพลางพูดว่า
“เธอไม่สวยไม่ดีเลยหรือไงฮึขมิ้นพี่กรถึงไม่มองเธอเป็อย่างอื่นเลยนอกจากน้องสาวเสียที น่าผิดหวังชะมัดเลย แค่นี้ก็ไม่มีปัญญาสงสัยเธอคงได้ขึ้นคานทองแน่ชาตินี้” หญิงสาวต่อว่าตัวเองในกระจกเธอคิดไว้แล้วว่าจะยอมขึ้นคานหากไม่ได้สมหวังในความรักครั้งนี้ เพราะไม่มีผู้ชายคนไหนที่ดีไปกว่าพี่กรอีกแล้ว
ขณะที่รติมากำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงก็ดังขึ้น หญิงสาวเดินไปหยิบมันขึ้นมากดรับสายโดยไม่ได้ดูเบอร์ว่าใครโทรเข้ามา
“สวัสดีค่ะ ขมิ้นพูดค่ะ”
“ฉันเองนะ”
“โทรมาทำไมมิทราบ” เมื่อรู้ว่าปลายสายคือใครน้ำเสียงที่ใช้พูดก็เริ่มห้วนกระด้างขึ้นมาทันทีถึงจะร่วมมือกันขัดขวางแผนการของเหล่าบรรดาคุณแม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมญาติดีด้วยเสียหน่อย
คนปลายสายกัดฟันกรอด ข่มอารมณ์ตนเองไว้แล้วถามว่า“เธอคุยกับพี่กรหรือยัง” และเมื่อได้รับคำตอบว่ายังไม่ได้คุยเขาก็เอ็ดใส่เป็ชุดด้วยความโมโห“อะไรนะ! นี่เธอจะมัวชักช้าไม่ได้นะ เพราะเหลือเวลาแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็จะถึงงานแต่งแล้วอะไรกันมัวโอ้เอ้อยู่ได้ นี่ฉันจะพานีน่าไปพบคุณพ่อคุณแม่พรุ่งนี้แล้วนะ”
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ฉันนัดคุยกับพี่กรพรุ่งนี้ไว้แล้วและถ้าพี่กรตกลงฉันก็จะพูดกับคุณพ่อคุณแม่เลย ถ้าเรารุกทั้งสองด้านอาจมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จมากกว่าเดิม”
“มั่นใจเสียเหลือเกินนะว่าพี่กรจะช่วย” อวัชอดหมั่นไส้ไม่ได้
“ล้านเปอร์เซ็นต์ย่ะ”เธอตอบกลับอย่างถือดีและมั่นใจเต็มเปี่ยม
“โอเค งั้นขอให้โชคดีก็แล้วกัน”
“เช่นกัน” รติมาตอบกลับเสียงแ่ก่อนจะตัดสายเป็อันจบการสนทนาแปลกจังทำไมเธอรู้สึกอุ่นวาบที่ใจอย่างประหลาดเมื่อได้ฟังคำอวยพรที่ไม่หวานหูเลยสักนิดของอวัชไม่นุ่มนวลแต่กลับทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมีกำลังใจขึ้นเยอะกว่าเดิมอีกหญิงสาวครุ่นคิดก่อนจะเลิกคิดเมื่อหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้
ไม่ใช่แค่รติมาคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เข้าใจความรู้สึกตนเองอวัชก็เช่นกันชายหนุ่มนั่งมองโทรศัพท์นิ่งไม่ไหวติง เขาแปลกใจตัวเองมากว่าทำไมต้องรู้สึกโกรธและเ็ปด้วยเวลาที่รติมาพูดถึงพัสกรด้วยความชื่นชมและรักใคร่เธออยากจะรักอยากจะชื่นชมใครทำไมเขาจะต้องไม่พอใจด้วยนะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิดยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งไม่เข้าใจตนเองจึงตัดสินใจหยุดคิดเื่นี้เพราะเขายังมีเื่อื่นที่สำคัญกว่ารอให้จัดการอยู่
เสียงรถคุ้นหูดังขึ้นให้ได้ยิน งานทุกอย่างของทุกชิ้นที่อยู่รอบตัวก็หมดความหมายโดยทันทีรติมาลุกเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน ชะโงกหน้าลงไปมองดูเพื่อความแน่ใจเมื่อเห็นว่าใช่แน่นอนแล้วหญิงสาวจึงรีบออกจากห้องวิ่งลงไปข้างล่างทันที
“พี่กรนึกว่าจะไม่มาแล้วซะอีก” เธอยิ้มหวานเดินเข้าไปเกาะแขนผู้พี่เอาไว้
“ทำไมจะไม่มาล่ะคุณน้าทั้งสองไปไหนเหรอพี่ไม่เห็นเลย”
“ออกไปทำธุระกันทั้งคู่เลยค่ะขมิ้นว่าเราไปนั่งคุยกันที่สนามหน้าบ้านดีกว่านะคะ ขมิ้นมีเื่สำคัญจะขอร้องให้พี่กรช่วย” ประโยคสุดท้ายรติมากระซิบกระซาบเหมือนมันเป็ความลับสุดยอด จากนั้นหญิงสาวก็ฉุดแขนพี่ชายให้เดินตามไปท่ามกลางอาการงุนงงเล็กน้อยของผู้เป็พี่แต่ก็ยอมเดินตามไปโดยดีหลังจากที่ได้น้ำดื่มและขนมขบเคี้ยวเล่นต่างๆ แล้ว และแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นเธอจึงเริ่มเื่ทันที
“พี่กรคะคือขมิ้นมีเื่อยากให้พี่ช่วยหน่อยคือเื่มันเป็แบบนี้...”แล้วเธอก็เล่าเื่ทุกอย่างให้พัสกรฟัง ซึ่งชายหนุ่มก็รับฟังเื่ราวต่างๆที่น้องสาวเล่าอย่างตั้งใจ
“มีเื่อย่างนี้เกิดขึ้นกับเราด้วยเหรอพี่ไม่เห็นรู้เื่เลย”
“มีสิคะ ไม่อย่างนั้นขมิ้นจะมานั่งกลุ้มใจขอร้องให้พี่กรช่วยเหรอคุณแม่ทำร้ายจิตใจกันมากเลยนะคะ ถึงขนาดที่ว่าถ้าขมิ้นไม่ยอมแต่งงานกับนายปูนท่านจะตัดแม่ตัดลูกกับขมิ้นเลยคิดดูสิคะว่าโหดร้ายขนาดไหน ทั้งที่ขมิ้นบอกว่าไม่รักไม่ชอบท่านก็ยังไม่ฟัง ยังยืนยันเสียงแข็งจะให้แต่งงานให้ได้” ยิ่งเล่าก็ยิ่งโมโห เธอมองหน้าเขาแล้วตีหน้าเศร้าเอ่ยออดอ้อนว่า
“พี่กรขา พี่กรต้องช่วยขมิ้นนะคะไม่งั้นขมิ้นต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตแน่ๆพี่กรทนเห็นน้องสาวคนนี้ไม่มีความสุขได้หรือคะ” รติมาร่ายยาวไม่เปิดโอกาสให้พัสกรได้พูดอะไรแถมแกล้งบีบน้ำตาออกมาเพื่อให้เขาสงสารอีกด้วย ไอ้เื่บีบน้ำตาเนี่ยเธอถนัดนักเพราะทำอยู่เป็ประจำั้แ่เด็กจนโตมักเอาไว้ใช้เป็อาวุธเวลามีคนขัดใจ
พัสกรเห็นน้องสาวร้องไห้ก็ใจคอไม่ดีดึงตัวเธอเข้ามากอดหวังปลอบใจให้คลายเศร้าโดยไม่รู้เลยว่าน้องสาวตัวดีกำลังเล่นละครหลอกตนอยู่ หญิงสาวซุกซบใบหน้าลงกับอกกว้างแล้วแอบยิ้มอย่างสมใจเมื่อเหตุการณ์เป็ไปตามที่คาดคิดไว้พี่กรต้องใจอ่อนยอมช่วยแน่นอน แต่เพื่อไม่ให้พลาดเธอจึงทำเสียงสะอื้นออกมาเป็ระยะๆเพื่อความสมจริง
“อย่าร้องไห้เลยคนดี ร้องมากตาจะบวมเดี๋ยวไม่สวยนะจะบอกให้” ชายหนุ่มเย้าแหย่เล่นหวังให้น้องสาวคลายเศร้า ก่อนเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นแล้วเช็ดน้ำตาที่เปื้อนแก้มให้อย่างอ่อนโยน
“ช่างมันเถอะค่ะ อีกหน่อยพอต่อไปแต่งงานแล้วคงจะตาบวมมากกว่านี้อีกคงไม่สวยหรอกค่ะ บางทีอาจจะตรอมใจตายไปเลยก็ได้ ฮือๆๆ”หญิงสาวกลั้นสะอื้นพูดประชดประชันแล้วปล่อยโฮออกมาอีกยก
‘ขนาดนี้แล้วไม่ใจอ่อนยอมช่วยก็ให้มันรู้ไปสิ’
พัสกรถอนหายใจยาวเมื่อได้ฟังคำพูดประชดประชันของสาวน้อยในอ้อมแขนนี่ขนาดเขายังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเลยสักอย่างยังโดนขนาดนี้ แล้วถ้าปฏิเสธขึ้นมาจริงๆจะขนาดไหนกัน
“อยากเป็อย่างนั้นมากนักหรือไงถึงได้พูดออกมา”
“ไม่อยากหรอกค่ะ แต่สักวันมันคงต้องเป็ถ้าคนแถวนี้ยังไม่ยอมช่วย”
‘ประชดกันอีกแล้ว เฮ้อ...ยัยน้องตัวแสบเอ๊ย’
“พี่ยังไม่ได้ปฏิเสธสักคำเลยนะ”เขาบอกอย่างอ่อนใจ
คำนี้ได้ผล รติมาหยุดคร่ำครวญแล้วเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็วจนศีรษะเกือบจะโดนปลายคางของพัสกรดีทว่าเขาหลบทันไม่อย่างนั้นได้คางเหลืองก่อนที่จะได้ช่วยกันแน่ ดวงตาหญิงสาวเป็ประกายแจ่มใสทำให้ชายหนุ่มคิดว่าตัวเองคิดถูกที่ตัดสินใจแบบนี้อย่างน้อยเขาก็ช่วยให้น้องสาวมีความหวังขึ้นมา
“หมายความว่าพี่กรจะช่วยขมิ้นใช่ไหมคะ”เธอถามอย่างกระตือรือร้น
พัสกรพยักหน้ารับ รติมายิ้มและหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาก่อนจะกอดชายหนุ่มเอาไว้แน่นถามย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่หลายหน
“จริงนะคะ จริงๆ นะรักพี่กรที่สุดในโลกเลย”
พัสกรมองคนในอ้อมแขนด้วยสายตารักใคร่เอ็นดูจับใจก็เป็ซะอย่างนี้จะไม่ให้เขาใจอ่อนได้อย่างไรกันเล่าความที่เขาเป็ลูกคนเดียวไม่มีน้องร่วมสายเืมาเล่นด้วยจึงทำให้เหงาเมื่อพ่อได้พาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆน่ารักคนหนึ่งมาที่บ้านนับแต่นั้นมาเขาก็ไม่เคยเหงาอีกเลย
ตอนแรกชายหนุ่มก็ไม่ค่อยอยากยุ่งด้วยเท่าไรนักเพราะเธอเป็เด็กผู้หญิงอายุเพียงห้าขวบเท่านั้นส่วนเขาอายุสิบสองแล้วอยากเล่นกับน้องชายที่อายุไล่เลี่ยกันมากกว่าแต่ว่าความน่ารัก สดใส คุยเก่งของเธอทำให้เขารักและเอ็นดูจนได้ ั้แ่นั้นมาเขาก็คิดว่าเธอคือน้องสาวที่เขาต้องดูแลเอาใจใส่และปกป้องคุ้มภัยให้เธอมีความสุขมีรอยยิ้มที่สดใสอย่างนี้ตลอดไป
มีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่งเขาจำได้แม่นยำว่าพาน้องไปเล่นที่สวนสาธารณะใกล้บ้านในวันที่คุณน้าทั้งสองเอาน้องมาฝากไว้ให้เขาช่วยดูแลเนื่องจากต้องไปทำธุระเขาพาน้องไปเล่นด้วยซึ่งระหว่างที่เขาเล่นเตะบอลอยู่กับเพื่อนๆ นั้น รติมาที่กำลังนั่งเล่นก่อปราสาททรายอยู่ก็ร้องไห้จ้าขึ้นมาเขาหันไปมองจึงได้เห็นเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังดึงหางเปียที่เขาเป็คนถักให้เองกับมืออย่างสนุกสนานกันใหญ่น้องน้อยของเขาก็ร้องไห้เรียกหาเขาเสียงดังลั่น
“พี่กร ฮือๆๆ พี่กร!”
เขาจำได้ว่าตัวเองหยุดเล่นทันที แล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเด็กชายที่ดึงผมเปียน้องอยู่เขาจับมือที่ดึงผมน้องออกแล้วต่อยเข้าที่ใบหน้าของเด็กคนนั้นไม่ยั้งมือ เพื่อนของอีกฝ่ายจะเข้ามารุมต่อยเขาเพื่อช่วยเพื่อนของตนแต่เพื่อนของเขาก็มาช่วยกันดึงออกไปก่อนที่จะถึงตัว เพราะ้าให้เด็กสองคนสู้กันตัวต่อตัวมากกว่า
ถึงแม้เด็กคนนั้นจะอายุน้อยกว่าเขาสองปีแต่ตัวก็โตกว่ามากทว่าเขาไม่มีหวั่นอยู่แล้ว อารมณ์โทสะเข้าครอบงำจนตัวเองไม่รู้ว่าต่อยเด็กคนนั้นและโดนเด็กนั่นต่อยไปกี่หมัดกัน
จนลุงข้างบ้านผ่านมาเห็นแล้วช่วยแยกออกจากกันเื่นี้เลยกลายเป็เื่ราวใหญ่โตจนพ่อของเขาต้องออกค่ารักษาพยาบาลให้และเสียค่าทำขวัญให้คู่กรณีมิใช่น้อยเพราะเด็กคนนั้นเจ็บหนักถึงกับต้องนอนโรงพยาบาลกันเลยทีเดียว
เขาทำใจคิดว่าต้องโดนพ่อทำโทษแน่แต่กับผิดคาดเพราะพ่อยิ้มให้แถมยังชมอีกว่าเขาเก่งที่สามารถดูแลปกป้องน้องได้เป็อย่างดีและพ่อก็ภูมิใจในตัวเขามากแต่พ่อก็สอนว่าคราวหลังต้องมีสติมากกว่านี้ ให้ใช้สมองมากกว่ากำลังเพราะกลัวเขาจะไปทำใครตายเข้าซะก่อน
อีกเื่หนึ่งที่นึกได้ก็คือเขาต้องคอยทำตัวเป็ไม้กันหมาให้เธอพอใครมาจีบปุ๊บก็จะต้องเอาเขาเป็โล่ป้องกันตัวเองทุกทีชอบอ้างกับคนพวกนั้นว่าเขาเป็แฟน ซึ่งเขาก็ต้องจำใจเล่นตามบทบาทที่น้องสาวตัวดียัดเหยียดให้ไม่อย่างนั้นได้งอนไปสามวันเจ็ดวันแน่
ชายหนุ่มอดหัวเราะกับวีรกรรมทำเพื่อเธอของตัวเองไม่ได้ที่นึกได้เป็เพียงเสี้ยวหนึ่งของเื่ราวทั้งหมดเท่านั้นยังมีอีกเยอะที่เขาต้องเจ็บตัวและยุ่งยากใจเพราะน้องสาวคนนี้แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็เป็ความเต็มใจของตัวเองทั้งสิ้น เธอไม่ได้บังคับอะไรเขาเลย เพียงแค่ทำตาปรอยและทำท่าทางหงอยๆให้น่าสงสารก็เท่านั้นเอง
“แล้วพี่ต้องทำยังไงบ้าง” พัสกรถามถึงสิ่งที่จะต้องทำ รติมาจึงรีบบอกความ้าให้อีกฝ่ายได้รับรู้“หา! ให้พี่เนี่ยนะหลอกพวกคุณน้าว่าเป็แฟนเรา” ชายหนุ่มร้องเสียงหลงด้วยความใ จนหญิงสาวต้องรีบเอามือปิดปากเขาไว้พลางกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณที่นั่งอยู่
“เบาๆ หน่อยสิคะ”
“ก็ดูเราพูดสิ เอาจริงเหรอแล้วคิดว่ามันจะสำเร็จหรือไง” เขาถามอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่อยากช่วยใช่ม้า...” เธอทำสุ้มเสียงน้อยใจทันที
“ไม่ใช่อย่างนั้น” พัสกรปฏิเสธ แต่สีหน้าดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ได้ค่ะ พี่กรไม่ต้องช่วยหรอกขมิ้นเข้าใจปล่อยให้ขมิ้นเผชิญชะตากรรมคนเดียวก็แล้วกัน” รติมาตีหน้าเศร้าพูดเสียงสั่นเครือ
ชายหนุ่มคิดหนักเพราะเื่นี้มันไม่ใช่เื่เล่นๆเลย แล้วถ้าเกิดมันสำเร็จขึ้นมาล่ะ เขามิต้องแต่งงานกับน้องสาวจริงๆ เหรอ โอ๊ย...คิดแล้วกลุ้มชะมัด
หญิงสาวทำท่าจะลุกออกไป เขาต้องรีบดึงมือเอาไว้เพื่อมาพูดกันให้รู้เื่ก่อน
“จะไปไหนมาคุยกันให้รู้เื่ก่อนสิแล้วถ้าเกิดพี่ทำสำเร็จขึ้นมาล่ะ เราจะทำยังไง”
รติมายิ้มกริ่มก่อนจะตอบเขาด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
“ถ้าสำเร็จเราก็เล่นตามน้ำกันไปก่อนพอสักพักเมื่อแน่ใจแล้วว่านายปูนจะแต่งงานกับแฟน เราก็บอกว่าเราสองคนเพิ่งรู้ตัวว่ารักกันอย่างพี่น้องไม่ใช่แฟนง่ายๆ แค่นี้เองค่ะพี่กร นะคะพี่กร นะคะๆ ช่วยน้องหน่อยน้า” รติมาเกาะแขนแกร่งทำเสียงออดอ้อน ั์ตาเว้าวอนเหมือนแววตาของลูกแมวที่ถูกทอดทิ้งอย่างน่าสงสาร
‘เฮ้อ...ช่วยก็ช่วย เอาไงเอากัน’ เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว พัสกรก็พยักหน้าตกลง
“ขอบคุณนะคะพี่กรขมิ้นจะไม่ลืมบุญคุณของพี่เลย”
‘ขมิ้นจะดูแลและเป็ภรรยาของพี่ให้ดีที่สุดถ้าพี่้า’รติมานึกในใจ คิดวาดฝันในอนาคตข้างหน้าอย่างมีความสุข ทั้งคู่นั่งวางแผนกันจนกระทั่งใกล้เที่ยงดำรงและนวลฉวีก็กลับเข้าบ้านมา
“ว่าไงตากร ยัยตัวยุ่งเรียกเราเพื่อมาอ้อนขออะไรอีกล่ะ” ดำรงถามพัสกรเพื่อเย้าแหย่บุตรสาวเล่น ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นรติมาทำหน้ามุ่ยคนถูกถามไม่ตอบเอาแต่ยิ้มอย่างเดียวพลางคิดว่าหากท่านรู้ว่าเขาโดนอ้อนขออะไร ท่านยังจะหัวเราะออกอีกไหมนะ
“อยู่ทานข้าวเที่ยงกับน้าก่อนนะ” นวลฉวีเอ่ยชวน
“ครับ ผมเองก็ตั้งใจเอาไว้อยู่แล้วเพราะมีเื่จะเรียนให้คุณน้าทั้งสองทราบด้วยเหมือนกันครับ”ชายหนุ่มรีบตอบรับเมื่อโดนสะกิดจากคนข้างกาย
“เหรองั้นไปทานข้าวกันก่อนดีกว่า ส่วนเื่ที่จะคุยเอาไว้ทีหลังแล้วกันนะ” ดำรงบอกอย่างอารมณ์ดีพลางยกมือขึ้นโอบไหล่ภรรยาเดินนำเข้าบ้านไป
สองสามีภรรยากิจสุนทรกำลังนั่งรอบุตรชายอย่างใจจดใจจ่อเพราะวันนี้อวัชบอกว่าจะพาว่าที่ลูกสะใภ้ที่พวกท่านไม่้ามาแนะนำให้ได้รู้จัก โสภิตาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อคิดถึงแฟนของลูกชายความจริงไม่จำเป็ต้องมาทำความรู้จักกันก็ได้เพราะท่านรู้จักผู้หญิงคนนั้นดี
ทั้งจากหน้าหนังสือพิมพ์บ้างหนังสือแฟชั่นบ้างเพราะว่าลูกชายของท่านตกเป็ข่าวด้วยประจำ และที่สำคัญท่านรู้จักผู้หญิงคนนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่าลูกชายอีกด้วยผู้หญิงคนนี้หวังแค่เงินทองและความร่ำรวยเท่านั้น ไม่ได้มีความรักความจริงใจให้อวัชเลยแม้แต่น้อยแถมยังมั่วไม่เลือกอีกต่างหาก
ที่ท่านรู้เพราะว่าได้จ้างนักสืบมาสืบพฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้จึงได้เห็นความเลวที่ปกปิดไว้ท่านจะไม่ยอมให้อวัชคว้าผู้หญิงแบบนี้มาเป็เมียและลูกสะใภ้ของท่านอย่างเด็ดขาด เพราะตำแหน่งนี้ได้จัดเตรียมไว้ให้กับบุตรสาวของเพื่อนรักแล้วเท่านั้น
เสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นแว่วๆเพียงไม่นานก็ปรากฏร่างชายหนุ่มหญิงสาวสองคนเดินเข้ามาในห้องรับแขก โสภิตามองผู้หญิงที่ลูกชายพามาด้วยสายตาเหยียดหยันแวบหนึ่งก่อนจะจางหายเป็ปกติหึ...ทำท่าทางกิริยาเรียบร้อยนึกว่าท่านไม่รู้สินะ ทำได้เนียนดีนี่ มิน่าลูกชายของท่านถึงได้โง่หลงเชื่ออยู่ได้นี่ถ้าท่านไม่รู้ประวัติผู้หญิงคนนี้มาก่อนก็คงหลงเชื่อตามไปด้วยอีกคนเป็แน่
”คุณพ่อคุณแม่ครับนี่นีน่าคนรักของผมครับ คนที่ผมอยากจะแต่งงานด้วย”
อวัชแนะนำดรุณีให้ท่านทั้งสองได้รู้จักอย่างเป็ทางการหญิงสาวยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อยเกินเหตุจนดูขัดตาไม่เป็ธรรมชาติ สองสามีภรรยามองเฉยไม่นึกยินดียินร้ายอะไรและยกมือขึ้นรับไหว้อย่างขอไปทีเท่านั้นทำให้คนไหว้หน้าเสียแล้วหันไปมองแฟนหนุ่มอย่างขอความเห็นใจ อวัชสบตาให้กำลังใจก่อนจะหันไปมองบิดามารดาด้วยั์ตาขอร้อง
“นีน่าซื้อผลไม้มาฝากคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ” ดรุณีพยายามเอาใจ มาถึงขั้นนี้แล้วเธอไม่ยอมแพ้หรอกเพียงแค่ท่าทางเฉยเมยไม่ทำให้เธอกลัวจนต้องถอย
โสภิตาปรายตามองของที่วางอยู่บนโต๊ะโดยไม่พูดอะไรเช่นเดียวกับผู้เป็สามีที่นั่งนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้ายจึงสร้างความอึดอัดใจให้อวัชเป็อย่างมากเพราะไม่คิดว่าพวกท่านจะทำถึงขนาดนี้ชายหนุ่มมองมารดาด้วยสายตาตัดพ้อและผิดหวัง
โสภิตาสบตาลูกชายก่อนจะมองเลยไปทางดรุณีจากนั้นก็ค่อยๆ เปิดรอยยิ้มให้เป็ครั้งแรกสร้างความโล่งใจให้หนุ่มสาวเป็อย่างมาก
“แหม...ความจริงหนูนีน่าไม่ต้องลำบากลำบนเอาของมาฝากก็ได้นะยังไงเราก็คนกันเองอยู่แล้ว”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะคุณแม่ของเล็กน้อยเท่านั้น” ดรุณียิ้มแย้มบอกเสียงหวาน แต่ในใจกลับคิดตรงกันข้าม
‘ถึงเล็กน้อยแค่นี้ก็แพงเอาการอยู่นะยะโธ่เอ๊ยอีแก่...ทำมาวางท่าใส่ฉันอยู่ได้ตั้งนาน น่าหมั่นไส้จริงๆ ให้ฉันได้เป็สะใภ้ก่อนเถอะจะเอาคืนให้หนักเลยคอยดู’
“เอ...เดือนหน้านี้หนูว่างไหมจ๊ะประมาณต้นเดือนน่ะ” โสภิตาเอ่ยถามสีหน้ามีเลศนัยอวัชมองหน้ามารดาอย่างไม่ไว้ใจนัก นึกภาวนาขออย่าให้ท่านทำอย่างที่เขาคิดไว้เลย
“สำหรับคุณแม่นีน่าว่างเสมอค่ะคุณแม่อยากให้นีน่ารับใช้อะไรก็บอกมาได้เลยนะคะ นีน่ายินดีและเต็มใจเสมอ” นางแบบสาวรีบเอ่ยอย่างเอาใจ
“หนูนีน่าละก็รับชงรับใช้อะไรกันล่ะจ๊ะ” โสภิตาหัวเราะ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมากกว่าตอนแรกนัก
“แล้วตกลงคุณแม่จะให้นีน่าช่วยอะไรเหรอคะบอกมาได้เลยค่ะไม่ต้องเกรงใจ”
“ไม่ทำให้หนูลำบากหรอกจ้ะ แค่จะชวนหนูมางานแค่นั้นเอง”
“งานอะไรคะ” ดรุณีรีบถามพลางคิดวาดฝันถึงงานเลี้ยงไฮโซหรูหราที่พวกคุณหญิงคุณนายชอบไปกันโสภิตาหันไปมองหน้าสามีที่นั่งนิ่งฟังอยู่ ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างรู้ความนัยดี
“คุณแม่จะชวนนีน่าไปงานอะไรเหรอครับ” อวัชถาม รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาตงิดๆ หวังว่าคงไม่ใช่งานนั้นหรอกนะ
“อ้าว ตาปูนนี่น่าตีจริงๆเชียว ก็งานแต่งงานของลูกกับหนูขมิ้นยังไงล่ะ” คำตอบของท่านทำเอาหนุ่มสาวทั้งสองนิ่งอึ้งไปตามๆกัน แต่ท่านก็ทำเป็ไม่สนใจยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงสดใสอีกว่า “งานจะเริ่มวันที่ห้าเดือนหน้านะจ๊ะ หนูคงตัดชุดทันใช่ไหมต้องขอโทษด้วยที่มาบอกเอาป่านนี้ เื่นี้ต้องโทษตาปูนที่ไม่ยอมเอ่ยชวนหนูเสียทีแต่หนูอย่าโกรธเลยนะ ยังไงฉันก็ถือโอกาสชวนแทนเลยก็แล้วกัน”
ดรุณีทนฟังไม่ได้จึงลุกขึ้นยืนแล้วสะบัดหน้าเดินออกไปทันทีด้วยความโกรธเธอต้องไปก่อนที่จะหมดความอดทนแล้วแสดงกิริยาหยาบคายออกมาเสียก่อน ทั้งที่ใจนั้นอยากจะร้องกรี๊ดๆแล้วเข้าไปตบยายแก่ใจร้ายให้สาแก่ใจสักทีสองที แต่ก็ต้องยั้งใจเอาไว้เพราะยังไม่อยากให้แฟนหนุ่มมองเธอในแง่ไม่ดี
‘นังแก่คนนี้มันร้ายไม่ใช่เล่นแต่นึกเหรอว่าคำพูดเพียงแค่นี้จะทำให้ฉันเลิกคบกับปูนได้ ฝันไปเถอะ วันนี้ยอมให้ไปก่อนก็แล้วกันแต่วันหน้าถึงทีฉันเมื่อไรจะเอาคืนให้สาสมเลยคอยดูสิ’
โสภิตามองตามไปอย่างสะใจ รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ดรุณีไม่แสดงกิริยาหยาบคายออกมาไม่อย่างนั้นเธอคงได้เอามาเป็ข้ออ้างอีกข้อให้บุตรชายเลิกคบซะ
อวัชรีบตามคนรักออกไปทันทีแต่ก็ไม่ทันเพราะหญิงสาวเรียกรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมาพอดีกลับไปแล้ว ชายหนุ่มยืนมองท้ายรถที่เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความหนักใจและรู้สึกผิดที่พาเธอมาเจอเื่ร้ายๆ แบบนี้ อวัชเดินคอตกเข้าบ้านก็เจอบิดามารดายืนคอยอยู่แถมยังพูดจากระแนะกระแหนอีกว่า
“เด็กสมัยนี้ไม่รู้เป็ไงนะคะคุณไม่มีสัมมาคารวะนึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มาไม่เห็นหัวผู้ใหญ่เลย สงสัยที่บ้านคงไม่มีใครอบรมสั่งสอน”
ชายหนุ่มมองมารดาด้วยความเสียใจระคนโกรธเคือง
“มองแม่ด้วยสายตาแบบนั้นทำไมตาปูนโกรธแม่นักหรือไงกัน”
“ถ้าเป็คุณแม่บ้างจะโกรธไหมล่ะครับผมอุตส่าห์พานีน่ามาให้คุณแม่คุณพ่อรู้จัก แต่คุณแม่กับทำร้ายจิตใจเธอ ทำไมครับ นีน่าไม่ดีตรงไหนบอกผมหน่อยสิครับ” เขาระงับความโกรธเอาไว้ พยายามถามหาเหตุผลจากผู้เป็มารดา
“เพราะแม่ไม่อยากได้ผู้หญิงอย่างนั้นมาเป็ลูกสะใภ้น่ะสิแกรู้จักผู้หญิงคนนั้นดีแค่ไหนกันฮะตาปูน” โสภิตาเอ็ดใส่ลูกชายอย่างไม่พอใจที่ไม่ยอมตาสว่างเสียที
“รู้ดีสิครับ ผมกับนีน่าคบกันมานานแล้วเขาเป็คนดีทำไมคุณแม่ถึงไม่ชอบ ทำไมครับ!”อวัชเริ่มเสียงดังใส่มารดา ทำให้สุชาติทนไม่ได้ที่ลูกชายก้าวร้าวจึงชี้หน้าด้วยความไม่พอใจ
“แกอย่ามาขึ้นเสียงใส่แม่แกอย่างนี้นะตาปูน”
อวัชมองบิดาที่เข้าข้างมารดาอย่างน้อยใจก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีเตรียมขึ้นห้อง แต่โสภิตาไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ
“หยุดนะตาปูน จะหนีไปไหนมาพูดกับแม่ให้รู้เื่ก่อนกลับมาเดี๋ยวนี้นะ”
ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันกลับมามองหน้าท่านด้วยสีหน้าเ็า
“ผมไม่มีอะไรจะพูดด้วยอีกแล้วและผมก็ยังยืนยันคำเดิม”
“นี่แกจะขัดคำสั่งแม่เพราะผู้หญิงคนนั้นเหรอ” โสภิตาถามเสียงเครียด อวัชนิ่งไม่ตอบก่อนจะหันหลังเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่สนใจอีกเลย
“ตาปูน! ลูก...” พูดได้เพียงแค่นี้โสภิตาก็เป็ลมหมดสติไปทันทีสุชาติที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบเข้ามารับร่างของภรรยาเอาไว้ด้วยความใพลางร้องเรียกคนในบ้านเสียงดังลั่นอวัชที่กำลังเปิดประตูเข้าห้องพอได้ยินเสียงร้องของบิดาก็รีบวิ่งลงบันไดมาดู
“นายสน! นายสนไปเอารถออกไปโรงพยาบาลเร็วเข้า นายสน!!”
“คุณพ่อครับคุณแม่เป็อะไรไป” ชายหนุ่มรีบเข้ามาช้อนอุ้มร่างมารดาขึ้น
“แม่แกช็อกจนหมดสติไปน่ะสิเพราะแกนั่นแหละตาปูนที่ทำให้แม่แกต้องเป็แบบนี้”สุชาติกล่าวโทษลูกชาย ทำให้อวัชรู้สึกผิดมากยิ่งขึ้นกว่าตอนแรกที่โต้เถียงท่านซะอีกชายหนุ่มอุ้มท่านไปใส่รถของตนเองที่จอดอยู่หน้าบ้าน แล้วขับออกไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอนายสนคนขับรถอีกต่อไป