บรรยากาศในตอนนั้นแปรเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อคำกล่าวตอบรับของโอดินได้หลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา
ราวกับเป็การสถาปนาอาณัติใหม่จากผู้สืบทอดแห่งพระเ้าโบราณ ความสั่นไหวของห้วงมิติที่ล้อมรอบจิติญญาของโอดินนั้นสงบนิ่งลง เสียงสะท้อนของสายลมเบาบางพลิ้วไหวราวกับกาลเวลาหยุดหมุน
ทว่าขณะที่จิตใจอันตื่นเต้นถึงขีดสุดของโอดินได้เริ่มกลับคืนสู่ความสงบ เขาพลันได้สติและขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างแน่นหนัก สายตาที่เคยพร่ามัวจากอารมณ์ก็กลับมาเฉียบคมอีกครั้ง ริมฝีปากขยับเอ่ยอย่างจริงจัง
“เดี๋ยวก่อนนะท่านอาจารย์.. ท่านบอกว่ากลับไปยังจุดเริ่มต้นเพื่อฝึกฝน มันหมายความว่ายังไงกัน? ท่านไม่ได้จะฟื้นคืนชีพข้าเรอะ?”
ในตอนนั้นเอง การูด้าก็หัวเราะออกมาอีกคราพร้อมกับเปล่งเสียงขึ้นด้วยความสนุก
【โอดิน.. รากฐานของเ้าตอนนี้มันไม่อาจที่จะฝึกฝนรูปแบบพลังอำนาจของข้าได้ หรือต่อให้ข้าจะฟื้นคืนชีพเ้าให้กลับไปยังยุคสมัยที่มนุษย์ไม่หลงเหลือ ใต้ท้องฟ้าที่ถูกฉีกขาดด้วยาศักดิ์สิทธิ์ เ้ายังไงก็ต้องตกตายอีกครั้งอยู่ดี】
【มันเป็ไปไม่ได้เลยที่เ้าจะหนีรอดไปจากเงื้อมมือของเฟิงซิ่ว หรือปีศาจโลหิตเบเฮมอท】
【หรือสิ่งใดๆที่เหนือกว่าขอบเขตของวิวัฒนาการในตอนนี้ของเ้า】
เสียงนั้นหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
【แล้วพลังอำนาจของข้า.. ไม่ใช่ว่าจะถ่ายทอดให้ปุบปับ แล้วเ้าจะแข็งแกร่งเหนือใครๆในบัดดล มันไม่ใช่คำอวยพรของเทพธิดา หรือพรจากศิษย์เทพเ้า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ั้แ่รากฐาน ฝึกฝนเส้นทางแห่งหายนะและการพิพากษา】
【เทคนิคการหายใจ รูปแบบพลังเวท กลไกแห่งอาณาจักรต้นกำเนิด ทุกสิ่งทุกอย่างของเ้า.. จะถูกรีเซ็ตใหม่ทั้งหมด】
คำกล่าวนั้นทำให้โอดินเบิกตากว้าง เขายืนนิ่งอยู่กลางม่านหมอกสีทองอย่างเงียบงันราวกับรูปปั้น
เขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตนเอง มันไม่ใช่เพียงแค่การให้โอกาสในการเริ่มต้นใหม่ แต่มันคือการกำเนิดใหม่ในอีกบทบาทหนึ่ง บทบาทของศิษย์แห่งการูด้า ผู้ที่จะสืบทอดเจตจำนงของพระเ้าโบราณ
และแล้วคำตอบที่ไม่้าถามกลับก็ปรากฏขึ้น
【ถูกต้องแล้วละ เป็อย่างที่เ้าคิดนั่นแหละโอดิน ด้วยเหตุนี้เอง ข้าจึงจะส่งเ้ากลับไปยังยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์ที่ 3,000 ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือก็คือ.. ย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เ้าจะได้กลายมาเป็ผู้วิวัฒน์.. จอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์ยังไงละ】
【ข้าจะส่งเ้ากลับไปยัง่เวลาที่เ้ามีอายุเพียง 17 ปี หนึ่งวันก่อนที่ตัวของเ้าจะเริ่มต้นการกลายเป็ผู้วิวัฒน์】
โอดินถึงกับขยับตัวเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึง เสียงของการูด้าดังต่อไปไม่หยุดหย่อน
【ซึ่งแน่นอนว่าทั้งศักยภาพ รวมถึงพร์ของเ้าจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์เมื่อได้รับการสืบทอดพลังอำนาจจากข้า ไม่ใช่อาณาจักรต้นกำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์ัเซียนมรกตอีกต่อไปแล้ว】
【ส่วนที่ว่าจะเป็อะไร.. แน่นอนว่าเ้าต้องไปลุ้นเอาเอง】
ความเงียบแทรกเข้ามาเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนที่น้ำเสียงของการูด้าจะกลับมาอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่แฝงไว้ทั้งความเมตตาและความดุดัน
【ส่วนเส้นทางการเลือกเดินของเ้าในครั้งใหม่ เ้าอยากจะทำอะไรก็ตามสบาย อยากทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด อยากฆ่าสังหารใคร อยากแก้แค้นพวกสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่า อยากสร้างดินแดนแห่งตนเองใหม่ หรืออยากทำลายหอคอยศักดิ์สิทธิ์ ข้าไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น】
【ทั้งหมดข้าไม่ห้าม! ขอเพียงแค่เ้าอย่าละทิ้ง “ความฝัน” และ “เส้นทางของผู้แข็งแกร่ง” ก็เพียงพอ】
【เข้าใจใช่ไหมละ.. 】
【ศิษย์ของข้า?】
ทันทีที่คำถามนั้นถูกกล่าวออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของโอดินคือการะเิของห้วงอารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกมาอย่างยาวนาน
ก่อนที่ชายหนุ่มจะคุกเข่าลงอย่างเงียบงันอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์แห่งหายนะและการพิพากษา
ม่านเมฆที่ล่องลอยรอบกายส่องประกายเรืองรองเมื่อเขาทรุดตัวลงบนพื้นมือวางแนบอก ใบหน้าของเขาเงยขึ้น น้ำตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจคลอหน่วยดวงตาสีเงิน มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ แต่มันคือการขอบคุณจากส่วนลึกของหัวใจ
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ให้โอกาสข้าเพื่อเริ่มต้นใหม่!”
เสียงของเขาถึงมันจะสั่นเครือ แต่มั่นคงในเจตจำนงอันแรงกล้า
“และในครั้งนี้.. ข้าจะไม่ทำเพื่อใครทั้งสิ้น!”
“ไม่ใช่เพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่ใช่เพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์อันว่างเปล่า แต่ข้าจะทำทุกสิ่ง.. เพื่อตนเองเท่านั้น!”
สัตย์สาบานดังสะท้อนราวกับฟ้าร้องกลาง์ และในวินาทีนั้น สายลมของโชคชะตาก็ได้แปรเปลี่ยนทิศทางไปตลอดกาล
ก่อนที่มิติและกาลเวลารอบด้านจะเริ่มบิดเบี้ยวและพลันแปรเปลี่ยนไปในลักษณะที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็คำพูดได้
ม่านหมอกทองคำที่ล่องลอยดั่งกลุ่มหมู่เมฆอันศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆถอยออก เปิดเผยให้เห็นโครงสร้างอันสูงส่งที่ไม่มีสิ่งใดในโลกแห่งความเป็จริงจะเทียบเคียงได้ บัลลังก์แห่งหายนะและการพิพากษาซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือห้วงมิติแห่งจิติญญา
ได้เริ่มสั่นไหวราวกับเป็การตอบสนองต่อคำสัตย์ปฏิญาณของศิษย์ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาอย่างแท้จริง
บังเกิดเป็ภาพสะท้อนของใครบางคนที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ด้วยท่วงท่าสงบ เยือกเย็น แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง รูปร่างสูงโปร่งเลือนลางราวกับมีอยู่และไม่มีอยู่ในเวลาเดียวกัน เปล่งรัศมีแห่งการมีอยู่เหนือสามัญสำนึก
ม่านผ้าคลุมที่ห่อหุ้มร่างสะบัดปลิวโดยไร้ซึ่งแรงลม ก่อให้เกิดแรงะเืต่อโครงสร้างแห่งห้วงมิติ
ปีกทั้งสิบสีเขียวมรกตเื้ัที่กางออกในลักษณะสมมาตร เปล่งแสงเรืองรองประดุจคริสตัลที่ดูดซับและสะท้อนแสงแห่งโลกทั้งปวง แต่ละขนนกดุจอักขระที่มีชีวิตสลักไว้ด้วยสัจธรรมแห่งการลงทัณฑ์ บังเกิดอารมณ์ทั้งเกรงขามและศรัทธาในเวลาเดียวกัน
โอดินเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้านั้นก็สั่นสะท้านในห้วงลึกของดวงจิต
ความรู้สึกปั่นป่วนอันแรงกล้าะเิขึ้นในหัวใจ ความคาดหวังและเป้าหมายใหม่อุบัติขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว
หัวใจที่เคยถูกทรยศ แหลกสลาย ปิดผนึก และมอดม้วย กลับลุกโชนขึ้นอีกครั้งด้วยแรงศรัทธาใหม่ซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานมาจากใครอื่น แต่คือความปรารถนาอันแน่วแน่ที่จะทลายข้อจำกัดของตนเองให้ถึงจุดสูงสุด
เขาจ้องมองปีกแห่งการูด้าด้วยแววตาแน่วแน่ เปี่ยมไปด้วยพลังอันสดใหม่ แล้วเอ่ยกับตนเองในใจอย่างหนักแน่น
“สักวันหนึ่งข้าจะต้องยืนเคียงข้างท่าน.. หรือแม้แต่ทะยานขึ้นไปถึงระดับเดียวกันนั้นให้จงได้!”
ตัวตนบนบัลลังก์สีทองค่อยๆพยักหน้ารับ ดวงหน้าที่ไม่อาจเห็นได้ชัดเจนเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อผู้ที่ตนเลือก กระแสแห่งความอบอุ่นถึงจะเลือนราง แต่มันก็ซึมลึกเข้าไปถึงจิติญญาของโอดินอย่างแท้จริง ก่อนที่เสียงทรงอำนาจและแฝงไว้ด้วยความเมตตาจะเอ่ยขึ้นชัดเจนดุจกังวาน
【กลับไปยังจุดเริ่มต้นเถอะ ไว้สักวันหนึ่ง.. พวกเราคงได้พบเจอกันอีกครั้ง โอดิน ฮาฟฟิเลีย】