บทที่ 2 นักรบระดับสิบห้า สุสานของซวีเหรินกุ้ย!
"สุสานที่อยู่ด้านหน้าสุดเป็ของนักรบระดับสิบห้า แล้วสุสานที่อยู่ด้านหลังซึ่งใหญ่โตและยิ่งใหญ่กว่าล่ะ?"
ดวงตาของหลี่มู่เปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม!
หลังลังเลอยู่ครู่ หลี่มู่ก็เดินอ้อมสุสานของหลงเฉี่ยไปทางด้านหลัง
"นี่มัน..."
หลังจากเดินอ้อมสุสานของหลงเฉี่ยแล้ว หลี่มู่ก็พบว่าเขตสุสานตรงนี้แบ่งออกเป็เก้าเขตอย่างชัดเจน
ด้านหน้าเป็สุสานที่เรียงรายอยู่เคียงข้างสุสานของหลงเฉี่ย นั่นคือเขตแรก
ห่างไกลออกไปมีสุสานขนาดมหึมาตั้งตระหง่านราวกับูเาอันยิ่งใหญ่และลึกลับ นั่นคือเขตสุดท้าย
ระหว่างสองเขตนี้ยังมีอีกเจ็ดเขตซึ่งมีขนาดแตกต่างกัน
สุสานเหล่านี้เรียงตัวเป็แนวตรง และยิ่งไปทางด้านหลังก็ยิ่งสูงใหญ่ขึ้น ด้วยเหตุนี้หลี่มู่จึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
สุสานเขตแรกห่างจากสุสานเขตที่สองประมาณหลายร้อยเมตร
หลี่มู่เพิ่งเดินผ่านไปได้เพียงร้อยเมตร ฝีเท้าของเขาก็พลันชะงักในชั่วพริบตา ร่างกายรู้สึกราวกับถูกถ่วงด้วยน้ำหนักนับพันกิโลกรัม ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
สุสานแต่ละแห่งในเขตที่สองแผ่พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แตกต่างกันออกมา
สุสานเหล่านี้กำลังผลักไสหลี่มู่!
โครม!
ภายในชั่วขณะถัดมา ร่างของหลี่มู่ลอยกระเด็นออกไปทันที
"แค่ก! แค่ก!"
หลี่มู่ล้มลงข้าง ๆ สุสานของหลงเฉี่ย
"นี่มันเื่อะไรกัน? เมื่อกี้ตอนที่เข้าใกล้สุสานของหลงเฉี่ยก็มีแรงกดดันคล้าย ๆ กัน แต่ไม่รุนแรงขนาดนี้"
"ดูเหมือนตอนนี้ยังไม่สามารถเข้าสู่สุสานเขตที่สองได้"
แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้หลี่มู่ท้อแท้แต่อย่างใด
หากสิ่งที่จารึกบนสุสานเป็ความจริง สุสานเบื้องหน้าเขาก็มีอาวุธเทพระดับสิบห้าอยู่!
หลี่มู่ไม่รู้แน่ชัดว่าอาวุธเทพระดับสิบห้านั้นหมายถึงอะไร
สิ่งเดียวที่แน่ใจได้คือ มันเป็สมบัติล้ำค่าอย่างแท้จริง!
และหากได้มันมา ปัญหาเื่ทรัพยากรที่รบกวนเขามานานก็จะได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย
"ขออภัยในความไม่สุภาพ!"
หลี่มู่ประสานมือคำนับ แล้วลงมือทันที
หากตอนนี้เป็เพียงความฝัน การกระทำอันไม่เหมาะสมก็คงไม่เป็ไร
แต่ถ้าไม่ใช่ความฝัน เขาย่อมไม่อาจปล่อยโอกาสเช่นนี้ให้หลุดลอยออกไปได้
สุสานของหลงเฉี่ยถูกก่อด้วยก้อนหินสีเทาเกือบขาวขนาดเท่าแตงโม มันเรียงซ้อนกันอย่างแนบสนิท ไม่เหลือช่องว่างแม้แต่น้อย
ในฐานะนักรบระดับเกือบหนึ่ง หลี่มู่มีพละกำลังกว่าสามร้อยหน่วย ตามหลักการแล้วการยกก้อนหินเหล่านี้ไม่ควรเป็เื่ยากเย็นแต่อย่างใด แต่เมื่อเริ่มลงมือเขากลับพบว่าหินของสุสานแห่งนี้ราวกับเป็เนื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะออกแรงอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"บ้าเอ๊ย!"
หลี่มู่กัดฟันพลางใช้เทคนิคการออกแรงที่เรียนมาจากโรงเรียน เส้นเืที่หน้าผากปูดขึ้นเล็กน้อย ทว่าหินบนสุสานก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อน
"เฮ้อ"
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่มู่ที่หมดเรี่ยวแรงจำเป็ต้องเลือกที่จะยอมแพ้
หลังจากพักครู่หนึ่ง หลี่มู่ที่ยังรู้สึกไม่ยอมแพ้อยู่บ้างเดินมาที่สุสานอีกหลุมหนึ่ง ซึ่งอยู่ข้าง ๆ สุสานของหลงเฉี่ย
[สุสานของหลัวเฉิง]
[หลัวเฉิง : เกิดในปี 453 เสียชีวิตในปี 701 นักรบระดับสิบห้า]
[ครั้งหนึ่งเคยนำทัพอาชานิรันดร์แห่งแคว้นเยี่ยนทั้งสิบแปดนาย บุกทะลวงถ้ำปีศาจทั้งเก้าให้ราบภายในสามสิบสองวัน]
[วีรบุรุษยากจะต้านทานกระแสกาลเวลาอันยาวนาน เมื่อวานสง่างาม วันนี้ร่วงโรย ไม่เห็นซึ่งความสง่าผ่าเผยนั้นแล้ว]
[ฝังร่วมกับม้าศึก 'ถาเหยียนหลูซ่างเฟย' ณ สถานที่แห่งนี้]
"เป็แม่ทัพผู้มีชื่อเสียง และยังเป็นักรบระดับสิบห้าด้วย"
หลังจากลองพยายามเล็กน้อย และพบว่าไม่สามารถเปิดสุสานได้ เขาจึงเดินตรงไปยังสุสานถัดไปทันที
[สุสานของฝานไคว่]
[ฝานไคว่ : เกิดในปี 91 เสียชีวิตในปี 324 นักรบระดับสิบห้า]
[นักรบระดับสิบห้า]
[เคยสังหารเทพ]
[ถูกฝังร่วมกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ 'ดาบสังหาริญญาเก้าโค้ง']
"สังหารเทพ?!"
แม้หลี่มู่จะเห็นสุสานมาหลายแห่งแล้ว แต่เนื้อหาบนป้ายสุสานนี้ก็ยังคงทำให้เขาตกตะลึง ภายในโลกแห่งนี้มีเทพเ้าอยู่จริง ๆ เหรอ?
ฝานไคว่เคยสังหารเทพเ้ามาก่อนจริง ๆ หรือเปล่า?
"นี่คือความแข็งแกร่งของนักรบระดับสิบห้าเหรอ?"
ก่อนหน้านี้ผลงานบนสุสานอื่น ๆ ทำให้หลี่มู่รู้สึกประทับใจ แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทว่าตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าระดับสิบห้าหมายถึงอะไร
นั่นคือระดับที่สามารถ ‘สังหารเทพ’ ได้!
"ช่างเป็ขอบเขตที่น่าปรารถนาจริง ๆ!"
ดวงตาของหลี่มู่เปล่งประกายร้อนแรงยิ่งขึ้น
"ขออภัยด้วย!"
เมื่อมาถึงด้านข้างของสุสาน
สุสานของฝานไคว่เป็สุสานดินที่สมบูรณ์ และบนนั้นยังมีรอยแตกที่เห็นได้อย่างชัดเจน
หลี่มู่สูดหายใจเข้าลึก ๆ เก็บพลังเอาไว้ที่ตันเถียน ย่อขาลงเล็กน้อย แล้วซัดหมัดอย่างแรงลงบนรอยแตกนั้น
ตูม!
สุสานพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ผืนดินแตกและกลายเป็ฝุ่นผงที่ปลิวไปตามสายลม
"นี่มัน..."
หลี่มู่อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ หนึ่งหมัดของเขามีพลังมหาศาลขนาดนี้เลยเหรอ? ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัวเลย?
เมื่อฝุ่นละอองจางหายไป สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในตำแหน่งสุสานคือโลงศพ ที่ฝาถูกกัดกร่อนด้วยสายลมและกาลเวลา
ภายในนั้นยังมีศพที่ย่อยสลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง พร้อมกับดาบหนึ่งเล่ม
ดวงตาของหลี่มู่สว่างวาบขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบยื่นมือไปคว้าอย่างรวดเร็ว
แต่เพียงัั ภายในพริบตานั้นดาบก็พังทลายลงราวกับกระแสน้ำ
"นี่มัน..."
หลี่มู่รู้สึกยากจะยอมรับได้
อาวุธเทพระดับสิบห้าเป็อย่างไรกัน?
"เวลาผ่านนานเกินไปแล้ว..."
หลี่มู่สงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนึกถึงประโยคที่เห็นบนสุสานของหลัวเฉิง และอดถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้
"มิใช่เพียงวีรบุรุษที่ไม่อาจต้านทานกระแสกาลเวลาอันยาวนาน แม้แต่อาวุธวิเศษก็เป็เช่นเดียวกัน"
ชายหนุ่มเดินไปยังสุสานถัดไป
[สุสานของซวีเหรินกุ้ย]
[ซวีเหรินกุ้ย : เกิดในปี 1755 เสียชีวิตในปี 2011 นักรบระดับสิบห้า]
[สามธนูพิชิตเทือกเขา สามธนูปราบเหวปีศาจ สามธนูสยบอสูรโบราณ]
[ถูกฝังเอาไว้ ณ ที่นี้พร้อมกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ศรพิสุทธิ์ทะยานฟ้า]
"เวลาไม่ถูกต้อง"
หลี่มู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในตอนนี้โลกแห่งความเป็จริงเพิ่งจะเป็ปี 826 เท่านั้น
เวลาเกิดและตายของซวีเหรินกุ้ยนั้นดูผิดปกติเป็อย่างมาก
"ไม่ใช่ปฏิทินของประเทศหลงในปัจจุบัน เป็เพราะ่ขาดหายของประวัติศาสตร์หรือเปล่า..."
หลี่มู่ไม่ได้ครุ่นคิดมากเกินไป เพียงจดจำเวลาเอาไว้เงียบ ๆ
"ผู้าุโ ผมขออภัยด้วย!"
หลี่มู่ผู้มีประสบการณ์แล้วประสานมือคำนับ จากนั้นก็เดินตรงไปยังด้านข้างของสุสาน
ดวงตาของชายหนุ่มพลันสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย
บริเวณด้านข้างของสุสานมีรอยแตกเล็ก ๆ ปรากฏอยู่
ตูม!
หมัดหนึ่งถูกซัดออกไป แต่สุสานกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
หลี่มู่ไม่ใทว่ากลับดีใจ เขามองซ้ายมองขวา ก่อนจะพบก้อนหินก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนสุสานโดยตรง ใช้เทคนิคการออกแรง สองมือกอดก้อนหินและทุ่มลงไปที่รอยแตกครั้งแล้วครั้งเล่า
ตูม! ตูม!... เสียงดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยแตกค่อย ๆ ขยายกว้างขึ้นทีละน้อย
ในที่สุดหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง ส่วนบนของสุสานก็แตกออกอย่างสมบูรณ์ หินขนาดต่าง ๆ กลิ้งกระจายไปทางซ้ายและขวา
หลังจากนั้นอีกครู่หนึ่ง เขาก็ใช้เวลาทำความสะอาดดินบนหลุมศพ
โลงศพทองสัมฤทธิ์ปรากฏขึ้นตรงหน้าของหลี่มู่
ฝาของโลงศพสูญหายไปครึ่งหนึ่ง พร้อมเผยให้เห็นช่องว่างระหว่างชั้นของโลงศพด้านใน
ที่นั่นมีกล่องไม้สีม่วงอยู่หนึ่งใบ
หลี่มู่รีบคว้าขึ้นมาทันที ภายในกล่องไม้มีจี้หยกสีเหลืองอ่อนเปล่งประกายวาววับ
เขาััมันโดยไม่รู้ตัว
‘กลืนกิน์และโลก’
‘กลืนกินทุกสรรพสิ่งเพื่อหล่อหลอมร่างกายแห่งนักรบ’
ความทรงจำมากมายพลันหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิดของหลี่มู่
"นี่… ตำราการฝึกยุทธ์งั้นเหรอ?!"
และในคำบรรยายของความทรงจำนั้น ผลลัพธ์ของมันสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่าเกินจริงเท่านั้น
การหลอมรวมความทรงจำจำนวนมากทำให้สติของหลี่มู่เริ่มมึนงง
ใน่เวลาสุดท้ายที่ยังมีสติสัมปชัญญะ เขาเห็นแสงสีเงินวาววับอยู่ระหว่างช่องว่าง ดูเหมือนมันจะเป็ลูกธนูอันหนึ่ง
ชายหนุ่มคว้าลูกธนูนั้นไว้โดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเขาก็หมดสติไปในทันที