อุณหภูมิในคืนนี้ลดต่ำลงกว่าทุกวันที่ผ่านมาลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนได้ยินเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันดังเกรียวกราวไปตามพื้นถนนหลินเหว่ยยืนห่อไหล่อยู่ใต้หลังคาป้ายรถเมล์ที่ดูเหมือนจะช่วยกันลมได้เพียงน้อยนิดไอสีขาวจาง ๆ ลอยออกมาจากปากทุกครั้งที่เขาลอบผ่อนลมหายใจทิ้งเขาพยายามซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อเพื่อหาความอบอุ่นพลางชะเง้อมองไปทางหัวมุมถนนที่มืดมิดด้วยความกังวล
00:00 น.
ร่างในเสื้อโค้ทสีครีมปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความมืดซูเหยียนเดินก้มหน้าสู้ลมหนาวมาจนถึงป้ายรถเมล์หลินเหว่ยสังเกตเห็นว่าคืนนี้ตัวเธอสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดผิวแก้มที่เคยขาวนวลกลับขึ้นสีระเรื่อเพราะความเย็นจัดแม้แต่ปลายนิ้วที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาก็ดูซีดเซียวจนเขารู้สึกวูบไหวในอกอย่างบอกไม่ถูก
“วันนี้หนาวมากเลยนะครับผมนึกว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว”
หลินเหว่ยทักทายพลางขยับไปยืนในทิศทางที่ลมพัดมาเพื่อหวังจะช่วยบังความหนาวให้เธอ
“ค่ะ... หนาวเหมือนใจจะขาดเลย”
ซูเหยียนตอบเสียงสั่นพร่าพลางพยายามกระชับปกเสื้อโค้ทให้สูงขึ้นเพื่อปิดบังลำคอ
“ดูเหมือนฉันจะประมาณการความหนาวของคืนนี้ผิดไปหน่อยเสื้อตัวนี้เอาไม่อยู่จริงๆ ค่ะ”
หลินเหว่ยไม่ได้ตอบอะไรทันทีเขาตัดสินใจคลายปมผ้าพันคอไหมพรมสีเทาเข้มที่ตัวเองสวมอยู่ออกอย่างรวดเร็วความอบอุ่นจากอุณหภูมิกายที่ยังหลงเหลืออยู่ในผืนผ้าทำให้เขามั่นใจว่ามันจะช่วยบรรเทาความหนาวให้เธอได้ดีกว่าปล่อยไว้เฉยๆ
“ใส่ไว้นะครับ เดี๋ยวจะป่วยเอา”
เขาพูดพลางยื่นผ้าผืนนั้นให้
ซูเหยียนชะงักไปดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยสบตาเขาผ่านแสงไฟสีส้มสลัว
“แต่คุณเองก็หนาวนะคะ ถ้าให้ฉันแล้วคุณจะทำยังไง”
“ผมแข็งแรงกว่าที่คุณเห็นเยอะครับอีกอย่าง... ผมไม่อยากนั่งคุยกับคนป่วยในวันพรุ่งนี้นะ”
เขาแกล้งพูดติดตลกพร้อมรอยยิ้มเพื่อให้เธอยอมรับมันไปแต่โดยดี
ในที่สุดซูเหยียนก็ยอมยื่นมือมารับผ้าพันคอผืนนั้นไปวินาทีที่ปลายนิ้วของเธอััถูกหลังมือของเขาหลินเหว่ยรู้สึกเหมือนมีกระแสความเย็นเยียบแปลก ๆ แล่นวาบเข้ามาจนถึงหัวใจมันไม่ใช่ความเย็นแบบคนที่เพิ่งเดินตากลมหนาว แต่มันเป็ความเย็นที่ดู “ลึก”และนิ่งสงบอย่างประหลาดจนเขาเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง
เขามองดูเธอพันผ้าสีเทาผืนนั้นรอบลำคออย่างทะนุถนอมกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเขาที่ติดอยู่บนผ้าดูจะทำให้เธอผ่อนคลายลงซูเหยียนซุกใบหน้าส่วนล่างลงกับความนุ่มของไหมพรมพลางเงยหน้ามองเขาแววตาที่เคยหม่นเศร้าดูวาววับขึ้นมาทันที
“อุ่นจัง... ขอบคุณนะหลินเหว่ย อุ่นมากจริง ๆค่ะ”
เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้น
ทั้งสองนั่งลงบนม้านั่งไม้ตัวเดิมคราวนี้ระยะห่างที่เคยมีกลับหายไปเกือบหมดไหล่ของซูเหยียนพิงเข้ากับต้นแขนของเขาเบา ๆความเงียบรอบตัวที่เคยดูเวิ้งว้างและน่ากลัวกลับกลายเป็พื้นที่ปลอดภัยที่มีเพียงเราสองคนนั่งพิงกันอยู่
หลินเหว่ยรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงบนแขนเบา ๆมันเป็ััที่ย้ำเตือนเขาว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่เพียงความฝันที่เกิดขึ้นในเวลาเที่ยงคืนแต่อนุภาคของเธอกำลังมีอยู่จริงข้างกายเขา
“ถ้าพรุ่งนี้ยังหนาวแบบนี้อีกฉันจะซื้อช็อกโกแลตร้อนมาขอบคุณนะคะ หวังว่าคุณจะยังชอบอะไรหวาน ๆ เหมือนเดิม”
เธอพูดพลางหลับตาลงนิ่ง ๆคล้ายจะเก็บเกี่ยวความอบอุ่นนี้ไว้ให้ได้มากที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่
“ผมจะรอนะครับ ไม่ว่าจะเป็ช็อกโกแลตหรือว่า... รอเจอคุณ”
หลินเหว่ยตอบเบา ๆพลางลอบมองใบหน้าด้านข้างของเธอที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือหัวใจของเขาพองโตจนลืมความหนาวรอบตัวไปสิ้น
00:10 น.
เสียงเครื่องยนต์ของรถเมล์ดังแว่วมาคราวนี้ดูจะเร็วกว่าปกติแสงไฟสีเหลืองนวลเริ่มสาดส่องเข้ามาถึงชายคาป้ายรถเมล์ ซูเหยียนลุกขึ้นยืนช้า ๆเธอทำท่าจะคลายปมผ้าพันคอคืนให้เขาด้วยความเกรงใจ แต่หลินเหว่ยรีบยกมือห้ามไว้ก่อน
“ใส่ไปเถอะครับ ทางกลับบ้านคงยังหนาวอยู่พรุ่งนี้ค่อยเอามาคืนผมที่นี่... ตามเวลาเดิมของเรา”
ซูเหยียนนิ่งมองเขาครู่หนึ่งแววตาของเธอดูสั่นระริกคล้ายมีความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่ได้พูดออกมาเธอพยักหน้าเบา ๆ แทนคำสัญญาก่อนจะเดินก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับผ้าพันคอสีเทาผืนนั้นที่ยังพันรอบลำคอเธออย่างแ่า
หลินเหว่ยยืนมองตามท้ายรถเมล์ที่หายลับไปในความมืดความหนาวที่เคยรู้สึกดูจะเบาบางลงไปมากเขายกมือขึ้นััหลังมือตัวเองตรงที่ปลายนิ้วเย็น ๆ ของเธอเคยแตะต้องความเย็นแปลก ๆ นั้นจางหายไปแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกอุ่น ๆในอกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับเขา... อีกยี่สิบสามชั่วโมงสี่สิบห้านาทีหลังจากนี้มันช่างยาวนานเหลือเกิน
คุยกับนักเขียน
ััเล็ก ๆ น้อย ๆในคืนที่หนาวเหน็บมักจะมีความหมายเสมอครับผ้าพันคอหนึ่งผืนอาจจะไม่ได้ช่วยกันลมได้ทั้งหมดแต่ความห่วงใยที่ส่งผ่านไปนั้นอุ่นยิ่งกว่าผ้าผืนไหน ๆ แน่นอน เพื่อน ๆเคยให้ของสำคัญกับ “คนแปลกหน้า”บ้างไหมครับ? ฝากเป็กำลังใจให้หลินเหว่ยด้วยนะครับ!