ตอนที่ 4: วิวาห์มัจจุราช
สามวันอันแสนสั้นก้าวผ่านไปรวดเร็วราวกับความฝันอันเยียบเย็น
ภายในห้องรโหฐานของจวนสกุลเสิ่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดหนักอึ้ง เสิ่นเยว่ถูกกลุ่มสาวใช้จับแต่งกายด้วยชุดเ้าสาวสีแดงสดราวกับโลหิต เนื้อผ้าไหมชั้นดีถูกปักร้อยลวดลายหงส์สยายปีกคู่ัด้วยดิ้นทองคำแท้อร่ามจับตา บนศีรษะประดับประดาด้วยมงกุฎหงส์ทองฝังอัญมณีล้ำค่า น้ำหนักของมันกดทับลงมาบนคอระหงจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ กระนั้น ความหนักอึ้งทางกายภาพเ่าั้ยังไม่อาจเทียบเคียงได้กับก้อนศิลาขนาดมหึมาที่ถ่วงทับอยู่กลางใจของนาง
ตลอดเส้นทางยาวไกลที่เกี้ยวเ้าสาวแปดคนหามเคลื่อนตัวผ่าน ถนนสายหลักของเมืองหลวงที่สมควรจะคึกคักไปด้วยผู้คนและเสียงแสดงความยินดี กลับเงียบสงัดวิเวกวังเวงราวกับเส้นทางสู่ป่าช้า ไม่มีเสียงประทัดจุดมงคล ไม่มีเสียงเครื่องดนตรีปี่พาทย์บรรเลงขับกล่อม มีเพียงเสียงล้อไม้ของเกี้ยวที่บดเบียดไปบนพื้นหินศิลา ผสมผสานกับเสียงสายลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิว กรีดร้องลอดผ่านช่องม่านสีแดงเข้ามาปะทะผิวกายจนสะท้าน
สตรีในชุดมงคลนั่งตัวตรงแน่วอยู่ภายในเกี้ยว สองมือประสานกันแน่นบนตักพยายามข่มความหวาดหวั่น
นี่มันขบวนแห่รับเกี้ยวเ้าสาว หรือขบวนส่งนักโทษไปลานปะากันแน่!
เมื่อเกี้ยวหลังใหญ่เคลื่อนมาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าจวนติ้งอ๋อง สิ่งที่รอรับนางอยู่ก็ปราศจากเสียงโห่ร้องยินดีเช่นกัน มีเพียงพ่อบ้านวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเรียบตึงดุจรูปสลักหิน และบ่าวรับใช้สวมชุดสีเทาหม่นสองสามคนที่ยืนรอรับอย่างเงียบเชียบ ประตูไม้เนื้อแข็งบานใหญ่สีดำสนิทของจวนอ๋องเปิดอ้าออกกว้าง มืดมิดและลึกสุดหยั่งราวกับปากของอสูรร้ายที่กำลังอ้าคอยท่ากลืนกินเหยื่อตัวจ้อยให้หายสาบสูญ
เสิ่นเยว่ก้าวเท้าลงจากเกี้ยวด้วยท่วงท่าสง่างามและสงบนิ่ง แม้ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเ้าสาวสีแดงสด ใบหน้างดงามของนางจะซีดเผือดไร้สีเืไปแล้วก็ตามที นางถูกแม่สื่อประคองให้เดินผ่านลานกว้างที่ปูลาดด้วยแผ่นศิลาสีเทา ก้าวข้ามธรณีประตูสูงชันเข้าสู่โถงพิธีหลัก ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบง่ายจนน่าใจหาย
ไม่มีแเื่ร่วมเป็สักขีพยาน ไม่มีญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายนั่งรอรับจอกชา มีเพียงตัวนาง และ ‘เ้าบ่าว’ ที่ยืนตระหง่านเอามือไพล่หลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า
เงาร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์มงคลสีดำขลับตัดขอบด้วยดิ้นทองลายกิเลนเหินเวหา แผ่รังสีเย็นเยียบกดดันปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของโถงกว้าง แม้เสิ่นเยว่จะถูกพรางสายตาด้วยผ้าคลุมหน้าจนมองเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัดเจน แต่นางกลับรับรู้ได้ถึงสายตาคมกริบดุจใบมีดที่กำลังจับจ้องตรงมา มันทะลุทะลวงผืนผ้าสีแดงเข้ามาบดขยี้ถึงส่วนลึกของจิติญญา
พิธีคำนับฟ้าดินและคำนับป้ายิญญาบรรพบุรุษดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเงียบงัน ไร้ซึ่งบรรยากาศแห่งความปีติ ทุกขั้นตอนจบลงอย่างรวบรัด ก่อนที่ร่างของเ้าสาวจะถูกส่งตัวเข้าไปรอคอยในห้องหอ
ห้องหอของจวนอ๋องทมิฬนั้นโอ่อ่ากว้างขวาง ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นล้วนสลักเสลาจากไม้จันทน์หอมและหยกชั้นเลิศ บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งล้นฟ้าของเ้าของจวน แต่บรรยากาศโดยรวมกลับให้ความรู้สึกเ็าและไร้ซึ่งชีวิตชีวา เทียนมงคลลายัหงส์สีแดงสดสองเล่มใหญ่ที่จุดตั้งอยู่มุมห้อง เปล่งแสงสว่างวูบไหวสะท้อนเงาทะมึนบนกำแพง หากแต่มันกลับไม่อาจขับไล่ความเยียบเย็นที่แทรกซึมอยู่ตามพื้นกระดานได้เลย
เสิ่นเยว่นั่งหลังตรงแน่วอยู่บนขอบเตียงสลักลายวิจิตร พยายามควบคุมจังหวะการหายใจเข้าออกให้เป็ปกติที่สุด นางกำลังรอคอยชะตากรรมของตนเองอย่างสงบนิ่ง ภายในห้วงสมองหมุนวนทบทวนแผนการเอาชีวิตรอดนับร้อยแปดพันเก้าที่พยายามคิดเตรียมไว้ล่วงหน้า
กึก…กึก…กึก…
เสียงรองเท้าหุ้มเกราะย่างเหยียบอย่างสม่ำเสมอและหนักแน่นดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยบานประตูห้องหอที่ถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าองอาจของเซียวเหยียนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาเพียงลำพัง เขายกมือขึ้นโบกสะบัดเบาๆ เป็เชิงไล่สาวใช้และแม่สื่อที่คอยปรนนิบัติอยู่ออกไปให้พ้นทาง โดยไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาแม้แต่ครึ่งคำ
ปัง!
บานประตูไม้ถูกปิดสนิทและลงดาลแ่า ทิ้งไว้เพียงความเงียบอันน่าอึดอัดที่โรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่เพิ่มระดับขึ้นทวีคูณจนอากาศภายในห้องคล้ายจะถูกสูบออกไป
บุรุษมัจจุราชยืนนิ่งอยู่กลางห้องหอ ทอดสายตามองสตรีในชุดแดงที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยแววตาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น แสงเทียนสีส้มทองสะท้อนตกกระทบลงบนใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขา เผยให้เห็นสันกรามที่ขบเข้าหากันจนเป็รอยนูนคมกริบ ริมฝีปากหยักลึกเม้มตึงเป็เส้นตรง และดวงตาสีนิลที่ล้ำลึกราวมหาสมุทรยามวิกาล ภายนอกดูไร้คลื่นลมต้านทาน แต่เบื้องล่างกลับซุกซ่อนกระแสน้ำวนอันตรายที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งเอาไว้
เสิ่นเยว่ััได้ถึงสายตาที่กำลังกวาดสำรวจเรือนร่างของนางอย่างละเอียดถี่ถ้วน มันไม่ใช่แววตาของสวามีที่กำลังชื่นชมความงามของภรรยาในคืนวสันต์ แต่มันคือสายตาของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังประเมินจุดอ่อนของเหยื่อ
เวลาแต่ละวินาทีไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับชั่วนิรันดร์ ในที่สุดร่างสูงใหญ่ก็เริ่มขยับกาย ก้าวเดินเข้ามาหานางอย่างเนิบนาบ แต่ทุกย่างก้าวของเขากลับมีอานุภาพราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนจังหวะการเต้นของหัวใจนาง บีบรัดจนก้อนเนื้อในอกซ้ายปวดหนึบ
เขาหยุดยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ห่างกันเพียงแค่ระยะลมหายใจกั้น เสิ่นเยว่เผลอกลั้นลมหายใจและจิกปลายเล็บเข้ากับฝ่ามือตนเองโดยไม่รู้ตัว กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมที่เจือกลิ่นอายความเย็นเยียบอันเป็เอกลักษณ์ประจำกายของเขาลอยอวลมาแตะจมูก
‘ใจเย็นไว้เสิ่นเยว่ ห้ามแสดงความหวาดกลัวหรือความอ่อนแอให้เขาเห็นเด็ดขาด!’
แทนที่บุรุษตรงหน้าจะใช้มือเลิกผ้าคลุมหน้าเ้าสาวขึ้นตามธรรมเนียมปฏิบัติ เขากลับล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบเอาคทาหยกขาวแกะสลักประจำกายออกมา แล้วใช้ส่วนปลายคทาอันเย็นเฉียบนั้นเกี่ยวชายผ้าคลุมหน้าของนางเลิกขึ้นช้าๆ มันเป็การกระทำอันแสนเ็าที่บ่งบอกถึงความรังเกียจและจงใจรักษาระยะห่างอย่างชัดเจนที่สุด
เมื่อม่านสีแดงร่วงหล่นลงไปกองบนตัก ใบหน้างดงามหมดจดล่มเมืองของเ้าสาวก็ปรากฏสู่สายตาเขาอย่างเต็มตาภายใต้แสงเทียนสีนวล ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะแรก ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีสด
“เ้าไม่หวาดกลัวข้าหรือ”
นั่นคือประโยคแรกที่เขาเอ่ยปากสนทนากับนางในคืนวสันต์มงคล น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเย็นเยียบเสียดกระดูกราวกับส่งตรงมาจากธารน้ำแข็งพันปี
เสิ่นเยว่เชิดคางขึ้นเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับมัจจุราชหนุ่มตรงๆ นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่หลบหนีสายตาคมกริบคู่นั้น ริมฝีปากบางค่อยๆ ขยับแย้มคลี่ยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้ม หากแต่ลึกลงไปกลับแห้งแล้งและไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
“ความหวาดกลัว จะช่วยรักษาชีวิตหม่อมฉันได้หรือเพคะ”
ร่องรอยแห่งความประหลาดใจพาดผ่านั์ตาสีนิลของเซียวเหยียนไปเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่มันจะถูกฉาบทับด้วยความเ็าดังเดิม เขาทอดสายตามองลึกลงไปในดวงตาหงส์คู่นั้น ดวงตาที่สมควรจะเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดหวั่นหรือความสิ้นหวัง
แต่สิ่งที่เขามองเห็น กลับมีเพียงความสงบนิ่งที่ถูกปั้นแต่งขึ้นเป็เกราะป้องกัน และประกายไฟดวงเล็กๆ ที่ลุกโชนอยู่ก้นบึ้ง ประกายแห่งความดื้อรั้นที่ไม่ยอมก้มหัวจำนนต่อชะตากรรม
ข่าวลือหนาหูในเมืองหลวงที่เล่าลือกันว่าคุณหนูใหญ่สกุลเสิ่นทั้งโง่งมและเสียสติเพราะความรัก ดูท่าจะนำมาใช้เป็บรรทัดฐานไม่ได้เสียแล้ว
“ดี”
เขาเปล่งเสียงตอบรับสั้นๆ ออกมาเพียงคำเดียว ก่อนจะละสายตาจากใบหน้างดงาม แล้วหันหลังกลับไปปลดเข็มขัดรัดเอวของตนเองออกอย่างไม่รีบร้อน การกระทำอันกะทันหันนั้นทำให้หัวใจของเสิ่นเยว่กระตุกวูบ ร่างกายเกร็งเขม็งเตรียมพร้อมรับมือกับการคุกคาม
แต่สิ่งที่นางคิดกลับผิดคาดไปถนัดใจ หลังจากเซียวเหยียนปลดอาภรณ์ชั้นนอกสีดำทิ้งลงบนพนักเก้าอี้ เขากลับเดินตรงไปยังโต๊ะไม้กลมที่ตั้งอยู่มุมห้อง รินชาสมุนไพรที่เย็นชืดให้ตัวเองหนึ่งจอก แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดอย่างเงียบๆ โดยไม่หันกลับมาสนใจสตรีที่นั่งอยู่บนเตียงอีกเลย
เสิ่นเยว่นั่งนิ่งเป็รูปสลัก พยายามกวาดสายตาประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้ชายคนนี้กำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่!
คล้ายกับมีหูทิพย์ตาปีศาจที่อ่านความคิดของนางออก เซียวเหยียนวางจอกชากระเบื้องเคลือบลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กึก’ เขาหมุนตัวกลับมามองนางอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขากวาดมองสำรวจไปทั่วบริเวณห้องหออย่างเชื่องช้า ก่อนจะลากกลับมาหยุดตรึงอยู่ที่ดวงตาของนาง
“แววตาของเ้า กำลังสอดส่ายมองหาทางรอด”
ประโยคสั้นๆ นั้นกรีดแทงเข้ากลางใจของเสิ่นเยว่อย่างจัง! นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย อาการตื่นตระหนกพลุ่งพล่านจนแทบจะเก็บซ่อนสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่ บุรุษผู้นี้อ่านความคิดมนุษย์ได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ร่างสูงใหญ่ก้าวประชิดเข้ามาหานางอีกครั้ง คราวนี้เขาย่อตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าคมคายอยู่ในระดับเดียวกับดวงตาของนาง ั์ตาสีนิลคู่นั้นจ้องลึกลงมาอย่างคุกคาม ราวกับจะแหวกว่ายเข้าไปค้นหาทุกความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจของนาง
“เลิกคิดเพ้อฝันเสียเถิด” น้ำเสียงทุ้มต่ำดุดันกระซิบแ่เบาอยู่ข้างใบหู ลมหายใจเย็นะเืของเขาเป่ารดลงบนผิวแก้มเนียนจนขนอ่อนบริเวณลำคอของนางตั้งชัน “จวนอ๋องทมิฬแห่งนี้ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาแล้ว ก็จงอย่าได้หวังว่าจะได้ก้าวออกไปอีก ไม่ว่าจะในสภาพที่มีลมหายใจ หรือไร้ลมหายใจก็ตาม”
นั่นคือคำประกาศิตเตือนที่ชัดเจนและเยือกเย็นที่สุด!
เสิ่นเยว่กำหมัดที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างแน่นจนเล็บจิกเนื้อ นางััได้อย่างชัดเจนถึงไอสังหารเข้มข้นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา มันคือความกักขฬะและกลิ่นอายของนักรบเดนตายที่เหยียบย่ำข้ามูเาซากศพและแม่น้ำสายเืมานับครั้งไม่ถ้วน กลิ่นอายของมัจจุราชที่หอบเอาความตายติดตัวอยู่ทุกลมหายใจ
เขาไม่จำเป็ต้องชักกระบี่ออกจากฝัก นางก็รู้สึกปวดร้าวราวกับมีใบดาบคมกริบจ่อกดลงบนลำคอเตรียมบั่นศีรษะอยู่รอมร่อ
เซียวเหยียนยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง แววตาคมกริบทอดมองสตรีตรงหน้าเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับ แล้วเดินตรงไปยังตั่งไม้เนื้อแข็งขนาดเล็กที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง เขาทิ้งตัวลงนอนตะแคงหันหลังให้อย่างไม่แยแส ราวกับมองข้ามตัวตนของนางไปโดยสมบูรณ์
เสิ่นเยว่นั่งเดียวดายอยู่บนเตียงวิวาห์ ปล่อยให้ความเงียบสงัดและความเย็นะเืของห้องหอกัดกินความรู้สึกที่ตึงเครียด นางทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่กำลังหลับตาพักผ่อน บุรุษผู้ควบตำแหน่งทั้ง ‘สวามี’ และ ‘เพชฌฆาต’ ของนางในร่างเดียว
คืนเข้าหออันแสนวิปลาสสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ไม่มีบทสนทนาใดๆ เล็ดลอดออกมาอีก ไม่มีแม้แต่การชายตามองหรือความอบอุ่นใดๆ มอบให้
กระนั้น ในส่วนลึกของจิตใจ เสิ่นเยว่กลับตระหนักรู้ได้เป็อย่างดี สถานการณ์ในค่ำคืนนี้ไม่ใช่จุดจบของเื่ราว แต่มันคือสัญญาณลั่นระฆังเริ่มต้นของเกมเอาชีวิตรอดที่แท้จริง
เกมกระดานนองเืที่นางจำต้องวางชีวิตของตนเองลงเป็เดิมพัน และมีอ๋องทมิฬผู้ไร้หัวใจผู้นี้ เป็ผู้คุมเกมที่ทรงอำนาจที่สุด!