วันนี้เสนาบดีลู่มีภารกิจในวังหลวง เขาเดินไปตามทางด้วยความห่อเหี่ยวใจ หลังจากที่เขารู้ว่าบุคคลที่เขารักอาจไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร
เขาเดินไปเรื่อยอย่างใจลอยจนเข้าเขตตำหนักองค์ชายน้อย เมื่อเขาเดินไปพบเข้ากับองค์ชายน้อยที่กำลังนั่งจดๆจ้องๆอยู่กับกระดาษและพู่กัน เขาถึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองเดินผิดทาง จะกลับไปเลยก็แลดูเสียมารยาทเกินไป ดังนั้นเขาจึงเอ่ยทักทายองค์ชายน้อยขึ้นว่า
"ถวายบังคมพะยะค่ะองค์ชายน้อย ทรงทำอะไรงั้นหรือพะยะค่ะ"
ไม่มีคนถามก็แล้วไป แต่เมื่อมีคนถามขึ้น ความอัดอั้นตันใจที่สะสมไว้ถึงกับะเิออกมา สลับร่างกลับตอนไหนไม่สลับ ดันมาสลับตอนยัยเด็กผู้หญิงน่ารำคาญนั่นติดการบ้านคัดลายมือถึง 2,000 ตัวอักษร เวลาเหลือเพียงแค่ 4 วัน เขาจะคัดเสร็จได้ทันที่ไหนกัน เห้อ
"เสด็จอาเชิญตามสบายเถอะ พะยะค่ะ"
เมื่อเห็นปฏิกริยาขององค์ชายน้อย เขาก็ได้แต่งุนงง สงสัยจะโดนลงโทษกระมัง หลังทักทายพูดคุยพักหนึ่ง เขาก็ขอตัวจากไป
เมื่อภารกิจในวังหลวงของเขาลุล่วง เขาก็เดินใจลอยไปเรื่อยๆบนท้องถนน ไม่ได้เรียกรถม้าของตระกูลออกมารับ
ั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปหลายปีมากแล้ว แต่ความคิดถึงอวิ๋นภายในใจของเขาไม่เคยลดลงได้เลย ท่านแม่พยายามอย่างมากที่จะหาสตรีมาให้เขาเลือก แต่เขาไม่สนใจ โชคดีที่ท่านพ่อช่วยพูดให้เขา ทำให้เขาจึงรอดพ้นจากการจับคู่ของท่านแม่มาได้ เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็บุรุษชอบตัดแขนเสื้อหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะหญิงหรือชายที่นอกจากอวิ๋น เขาก็ไม่เคยมีความรู้สึกรักใคร่ได้อย่างที่เขารักอวิ๋น
เวลาผ่านไปครึ่งเดือนเสนาบดีลู่ที่ไม่ได้ออกไปไหนมากนัก จนวันนี้ที่จวนแม่ทัพอี้มีงานเลี้ยงวันเกิดบุตรสาวครบ 6 ขวบ นามว่าอี้ฮวา เขาจึงได้ก้าวออกจากจวนเพื่อไปแสดงความยินดี
เขาสวมชุดสีคราม สีที่อวิ๋นเคยบอกว่าชอบ ไม่รู้เหตุใดเขาถึงอยากใส่ชุดสีคราม มีอะไรบางอย่างในใจบอกเขาว่า วันนี้มันต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เมื่อมาถึงจวนแม่ทัพอี้ เขาก็ก้าวเข้าไปด้านใน ผู้คนมากหน้าหลายตา พากันเข้ามาร่วมแสดงความยินดี เขากล่าวทักทายผู้คนที่พบกัน ก่อนจะเดินเลียบไปข้างๆสวนเข้าสู่ด้านหลังของจวน เขาเดินเล่นเรื่อยๆจนพบเข้ากับสตรีผู้หนึ่งที่ยืนหันหลัง ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงรู้สึกว่าสตรีผู้นี้ดูคุ้นตา
เสนาบดีลู่เดินเข้าไปใกล้ด้วยใจระทึก แต่ก่อนที่เขาจะทักทาย สตรีผู้นั้นก็หันกลับมา มิน่าเล่าเขาถึงรู้สึกคุ้นตา ที่แท้คือแม่นางเหม่ยเซียนนั่นเอง
เขากล่าวทักทายนางก่อนจะนั่งเล่นในสวนอยู่อีกครู่หนึ่งจนเผลอหลับไป เมื่อตื่นมาเขาก็มองเห็นหลังของสตรีผู้หนึ่งที่ดูคุ้นตาเช่นเดิม เขาพยายามเบิกตามองไปทางสตรีผู้นั้น อ่อ ที่แท้ก็แม่นางอี้ผิงนั่นเอง
แต่ข้างๆแม่นางอี้ผิงมีสตรีผู้หนึ่งยืนเคียงข้างกัน เขาจ้องมองอยู่พักหนึ่งถึงได้รู้ว่า นั่นก็คือแม่นางซูลี่นั่นเอง
ยังๆ ยังมีสตรีอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆกัน นั่นก็คือแม่นางอวิ๋นนั่นเอง
!!
ใคร!! แม่นางอวิ๋น ใครคือแม่นางอวิ๋น เขาฝันไปหรือเปล่า เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ะโขึ้นมาจากพื้น ก้าวยาวๆไม่กี่ก้าวก็ประชิดตัวสตรีทั้งสามที่ยืนคุยกันเบื้องหน้า
สตรีทั้งสามใมากเมื่อเห็นเสนาบดีลู่ก้าวเข้ามา ที่เห็นจะใมากที่สุดคืออวิ๋น นางใมากจนจะวิ่งหนีไป แต่ไหนเลยเสนาบดีลู่จะยอมปล่อยนาง เขาวิ่งตามไปคว้ามืออวิ๋นเข้ามา ก่อนจะดึกตัวนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดของเขา
เขากอดนางไว้ในอ้อมอก เขากลัว กลัวเหลือเกิน เขากลัวว่าตื่นมานางจะหายไป อวิ๋นที่อยู่ในอ้อมกอดยืนนิ่งไม่ไหวติง นางไม่เคยคิดว่าจะได้พบเขาในสถานการณ์เช่นนี้
"อวิ๋น เ้าคืออวิ๋นของข้าใช่หรือไม่"
อวิ๋นพยักหน้าน้อยๆเป็เชิงตอบรับแล้วพวกเขาก็ไปหาที่คุยกัน
เมื่อครู่เสนาบดีลู่ไม่ได้สนใจการแต่งตัวของอวิ๋นเพราะเขามัวแต่ดีใจ แต่ตอนนี้เมื่อมองชัดๆเขาก็ได้แต่ตกตะลึง เหตุใดอวิ๋นถึงแต่งชุดสตรี หรือว่า...
อวิ๋นที่เห็นลู่เหิงมองมาที่นางก็อดเขินอายขึ้นมาไม่ได้ นางได้เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เขาฟัง
นางถูกพ่อแม่เลี้ยงให้เป็ผู้ชาย เพราะพวกเขา้าให้นางสอบจอหงวน หลังจากที่นางสอบจอหงวนได้นางก็ได้พบกับลู่เหิง ต่อมานางที่รู้สึกดีกับเขาขึ้นเรื่อยๆ ถูกคนมาข่มขู่ให้นางสืบเื่ของเขาซึ่งนางเพิ่งได้รู้ว่าเขาคือเสนาบดีลู่ นางไม่ยินยอมทำตามจนกลุ่มคนพวกนั้นโกรธจนพลั้งมือฆ่าพ่อกับแม่ของนาง นางที่หวาดกลัว อีกทั้งยังกลัวว่าเขาจะเดือดร้อน ได้หนีรอนแรมจนได้มาอยู่ที่นี่ตอนนี้ อวิ๋นอธิบายเื่ราวต่างๆทั้งน้ำตา
เสนาบดีลู่ที่ได้ฟังได้แต่ขอโทษอวิ๋นซ้ำไปซ้ำมา เพราะเขาเป็ต้นเหตุที่ทำให้นางลำบาก เขาสัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำให้นางต้องลำบากอีก
อวิ๋นซาบซึ้งใจโอบกอดกับเสนาบดีลู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย
หลังจากนั้นเสนาบดีลู่ได้บอกเล่าเื่ราวของเขากับอวิ๋นต่อบิดามารดา ทั้งสองไม่มีใครคัดค้าน โดยเฉพาะมารดาของเขาที่ดีใจยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก
และหลังจากนั้นทั้งสองก็ได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
- จบ -