บทที่ 24
“เื่มันนานมากแล้ว ให้ตายเถอะ เป็วันที่ไม่ได้เื่เลย”
“คิดซะว่าโชคดีแล้วกัน ถ้าเ้าพาคนชนบทพวกนี้ไปสู้กับมัน ได้ตายกันหมดแน่”
“…”
“ส่วนเื่ภารกิจน่ะ” อีอันยื่นหัวของแอนดอล์ฟ ‘มนุษย์หมาป่า’ ออกมา แล้วยิ้ม “เ้าได้รับมาจากหมู่บ้านไหน?”
มิเกลอารมณ์เสียเหมือนว่ายังมีเื่ค้างคาใจอยู่
อีอันพูดต่อ “ยังไงเ้าก็ต้องบอกอยู่ดี ถ้ายังอยากได้ค่าจ้างก็พูดออกมาจะดีกว่า”
“...ข้าได้รับมาจากหมู่บ้านที่อยู่ระหว่างทางไปยังหุบเขาสีแดง ใช้เวลาเดินทางประมาณสองวันก็ถึงแล้ว”
ใบหน้าของฟิลลิปมีสีสันสดใส
“แม้ว่าจะต้องย้อนกลับไปนิดหน่อย แต่ข้าก็คิดว่าเราเดินทางไปได้ เว้นเสียแต่ว่าจะไปผิดทาง ข้าก็ไม่ค่อยรู้จักทางฝั่งนั้นเหมือนกัน”
อีอันหันไปมองมิเกล
“มีนักบวชอยู่ในหมู่บ้านหรือเปล่า? ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว จะได้สวดให้ลูโซลาร์ด้วยเลย”
“มี มีวัดเล็ก ๆ ด้วย”
ดีเลย
อีอันพูดเมื่อได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาจากฝั่งหมู่บ้าน “พวกเ้าก็ต้องไปด้วย ไปนำทางให้พวกเรา”
มิเกลกะพริบตาแล้วถามกลับ “…ให้ไปด้วยเหรอ”
“ใช่ จะจ่ายค่าจ้างก็ต่อเมื่อทำภารกิจสำเร็จ เื่นั้นเ้าต้องรับผิดชอบและทำให้มันจบซะ”
มิเกลอ้าปากค้าง คิดว่าเ้านี่เป็พวกหัวขโมยเหมือนกันหรือเปล่า
อีอันพูดเสริมอย่างเรียบเฉย “เพราะฉะนั้นรีบ ๆ ขุดหลุมฝังศพให้เสร็จจะดีกว่า เดี๋ยวพวกนี้จะกลายเป็ิญญาชั่วร้าย”
“วะ…เวรแล้ว…!”
มิเกลวิ่งไปหาลูกน้อง รอยยิ้มที่น่าพึงพอใจปรากฏที่มุมปากของอีอัน ถึงแม้จะแตกต่างจากที่คาดไว้ แต่ก็มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นแล้ว
เขามองย้อนกลับไปยังซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่ไหม้เกรียม ก็มองเห็นเมฟกำลังกลับมา ตอนนี้ถึงเวลาที่จะบอกเธอว่ามีเพื่อนร่วมทางที่ไม่คาดคิดเพิ่มขึ้น
“แฮ่ก ๆ”
มิเกลขุดหลุมด้วยเหงื่อไหลพลั่ก ส่วนลูกน้องก็กำลังยุ่งอยู่กับการฝังศพในหลุมและถมดินกลบ คบเพลิงที่ตั้งอยู่ด้านข้างทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างกระตือรือร้นมากขึ้น เมฟเลื่อนที่กั้นใบหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่กำลังจ้องมองพวกนั้นด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“ก่อนจะไปถึงป่าสุสาน เราต้องจัดสัมภาระใหม่”
“ผู้ที่สูญเสียครอบครัวให้กับพวกหมาป่าก็ควรจะรู้เื่นี้เช่นกันนะขอรับ นายท่าน”
“…”
อีอันและฟิลลิป้าแบบนั้นจึงไม่ห้าม แต่สายตาดูไม่พอใจ
ในตอนแรก มีอัศวินไม่กี่คนที่ชื่นชอบทหารรับจ้าง สำหรับพวกเขาแล้ว ทหารรับจ้างเป็เพียงโจรที่ไม่มีความเชื่อหรือศรัทธาในพระเ้า
เธอเองก็เป็อัศวินที่คิดแบบนั้น ซึ่งเธอยกเว้นอีอันไว้
“วันนี้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับนอนกลางทางอีกแล้ว”
เมื่อฟิลลิปพูด อีอันก็ตอบด้วยเสียงเรียบ
“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นน่ะนะ เ้าเองก็ไปช่วยขุดหลุมฝังศพสิ พวกนั้นยังคงแคลงใจอยู่”
“ขอรับ”
ฟิลลิปเดินห่างออกไป อีอันหันไปมองทางอื่น
พวกเขาอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเป็เวลานาน แต่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำกลับดูสว่างขึ้น นี่เป็เวลาของสัตว์ประหลาด
ไม่ใช่ว่าตอนกลางวันจะไม่มีเหล่าสัตว์ประหลาดเลย พวกมันมีนิสัยชอบหลีกเลี่ยงกลุ่มคน จึงไม่ควรประมาท
อีอันกระตุ้นพลังเวทที่แฝงอยู่ในเส้นเืของเขา ทัศนวิสัยที่มืดมนก็ชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประสาทััทั้ง 5 ถูกปลุกขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ ทำให้รู้สึกได้ถึงทุกอย่างชัดเจน ทั้งอากาศที่แห้งกร้าน กลิ่นหญ้า เสียงเท้าของสัตว์ที่เดินวนเวียนไปมาบริเวณต้นไม้และป่าหญ้า รวมถึงความรู้สึกแปลก ๆ ที่อธิบายได้ยากนี้ด้วย
“…”
หว่างคิ้วของอีอันยับยู่ยี่
‘ไม่ได้คิดไปเอง’
มันเป็ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เลือนรางมาก ซึ่งปกติไม่รู้สึกแบบนี้ สายตาของอีอันเคลื่อนไหวไปตามประสาทััก่อนจะหยุดอยู่ตรงเมฟ
ดวงตาของเขาพร่ามัว
‘ตรวจจับพลังเวท’
เมฟที่กำลังจ้องมองกลุ่มของมิเกลอยู่หันกลับไปมองเขา “ทำไมมองข้าอย่างนั้น? ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
“รู้แล้ว” อีอันที่เอนตัวไปทางเธอพูดขึ้นมา “ข้ากำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าเ้าไม่ได้ต้องมนตร์จากนักเวทดำ”
“จู่ ๆ เ้าพูดอะไร…!”
เสียงของเมฟหยุดไปชั่วขณะ เธอถอดถุงมือข้างหนึ่งออกอย่างรวดเร็วแล้วคลำไปรอบ ๆ เอว มีกระเป๋าใบเล็กห้อยอยู่ ข้างในมีลูกแก้วที่ปนเปื้อนพลังเวทอยู่
“ว่าแล้วต้องมีอะไรแปลก ๆ …ท่านพกติดตัวมาด้วยแต่ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?” อีอันจ้องกระเป๋าแล้วพูดออกมา
เมฟพยักหน้า “สำหรับข้าแล้ว มันเป็แค่ของที่ปนเปื้อนพลังเวท”
“มันคงเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเล็กน้อยเกินกว่าที่ท่านจะรู้สึกได้”
จะว่าไปแล้ว ถ้านักเวทดำแอบมองหรือพยายามจะบุกเข้ามา ก็ไม่มีทางที่เมฟจะไม่สังเกต
“มีอะไรเปลี่ยนแปลง?”
“มีคลื่นพลังเวทอยู่ มันแ่เบาแต่สม่ำเสมอ ถ้างั้น…”
อีอันมองเมฟด้วยสายตาที่เข้าใจอะไรบางอย่าง
“นี่น่าจะเป็สัญญาณ”
“สัญญาณ…?”
“ใช่ มันชัดเจนมากสำหรับคนที่มีพลังเวทแบบเดียวกัน บางทีมันอาจจะดึงดูดสัตว์ประหลาดมา เพราะพวกมันรู้ว่านี่คือแหล่งพลังของพวกมัน”
สายตาของเมฟดูหม่นลง
“ถ้างั้น ลูกแก้วนี่ก็กำลังเรียกพวกสัตว์ประหลาดแห่งความมืดมาอย่างนั้นเหรอ”
“ก็คงใช่”
หวงเมล็ดพันธุ์หว่านไปขนาดนั้นเลย ดูเหมือนว่าความปรารถนาที่จะแก้แค้นอีอันได้เอาชนะความโลภแล้ว ว่ากันว่าพ่อมดลืมบุญคุณได้ง่าย ๆ แต่ไม่เคยลืมความแค้น มันเป็อย่างนั้นจริง ๆ ด้วย
‘เพราะเ้าเลย ขอบคุณ’
ริมฝีปากของอีอันยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนจะเป็ปีศาจที่เก่งกาจเลยนะ เท่านี้ก็ช่วยออมแรงในการไล่ตามด้วยตัวเอง ไว้ครั้งต่อไปค่อยไปตามหาด้วยตัวเอง
ถ้านักเวทดำรู้คงอยากจะอยากบีบคอ
“หรือว่า…ที่มนุษย์หมาป่าเป็แบบนั้นก็เพราะมัน” จู่ ๆ เมฟก็พูดออกมา
อีอันส่ายหัวเบา ๆ “ไม่น่าจะใช่ เมื่อวานข้าไม่ได้รู้สึกเลย ข้าพึ่งรู้สึกได้วันนี้วันแรก ถ้าปล่อยสัญญาณแบบนี้ทั้งวัน…”
“…คงไม่แปลกหากจะมีปีศาจตามมาเมื่อไหร่ก็ได้” เมฟพูดแทน
ฟิ้ววว
ลมพัดผ่านระหว่างพวกเขาได้จังหวะพอดี
“พูดถึงเสือ เสือก็มา” อีอันพูดขณะสบตากับเมฟอยู่
ดวงตาสีเขียวของเธอจ้องโดยไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ พร้อมทำท่าเหมือนเตรียมรับมือตลอดเวลา
“เป็สุภาษิตที่ตลกจัง”
เมฟเลื่อนที่ปิดหน้าลง
อีอันเลื่อนมือไปที่เอว จู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้แล้วก็พูดว่า “ฟิลลิป ไปเอาดาบเ้ามา”
“ดาบเหรอ…? นายท่าน ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงให้ไปเอาดาบล่ะขอรับ?” ฟิลลิปถามขณะวิ่งเข้ามาพร้อมกับดึงดาบออกมา
“เพราะว่าจำเป็ต้องใช้ไง” อีอันตอบก่อนจะหันไปบนเนินเขาที่มืดมิด
มีเงาสีดำปรากฏขึ้นใต้เมฆสีเทา เงามีรูปร่างของคนขี่ม้า แต่เหนือไหล่ของอีกฝ่ายแบนราบ
“ไม่มี…หัวงั้นเหรอ?” ฟิลลิปพูดออกมาอย่างเหม่อลอย
“เ้าคงไม่เคยได้ยินข่าวลือเื่คนขี่ม้าไร้หัว” อีอันพูดต่ออย่างใจเย็น “นั่นไงคนขี่ม้าไร้หัว ดูลลาฮัน”
ดูลลาฮันเป็มอนสเตอร์ที่ปรากฏในเนื้อเื่บทที่ 1 อีอันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็พวกเดียวกับนักเวทดำ
“คนขี่ม้าไร้หัว…” ฟิลลิปพูดออกมาหลังจากพิจารณาเงา “นายท่านพูดถูกอีกแล้ว”
“…?”
“อาณาจักรเละวุ่นวายหมดแล้ว”
“…”