“ข้าพูดสิ่งที่ต้องการไปหมดแล้ว เวลาที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเจ้า”
อันเยว่หันกลับมามองซูจือฉือ มองเพียงแวบเดียวเขาก็พยักหน้าเข้าใจความหมายของนาง
ทันทีที่รถเข็นถูกดันก็เกิดเสียงเอี๊ยดจากไม้กระทบกัน หลิวฟางจึงรีบตามไป นางไม่เข้าใจเลย นี่ไม่ได้มาแสดงอำนาจให้ชุยต้าเหนียนเห็นหรอกหรือ?
ไฉนแค่เอ่ยคำพูดที่ไม่เจ็บไม่แสบนิดหน่อยก็กลับแล้ว?
เมื่อทั้งสามมาถึงรถม้าหลิวฟางก็ทนไม่ไหว คว้ารถเข็นของอันเยว่
“เรามาที่นี่เพื่ออะไรฮึ?”
“มาทำให้ชุยต้าเหนียนยุ่งยากใจเพิ่ม”
อันเยว่ตอบอย่างสบายอารมณ์ ทว่ากลับเห็นหลิวฟางเปลี่ยนจากโมโหเล็กน้อยเป็นระเบิดโทสะออกมาทันที
“ในเมื่อมาสร้างความยุ่งยากใจให้นาง แล้วเหตุใดพอเข้าไปในห้องก็พูดเพียงไม่กี่คำ? ข้าไม่เห็นนางจะรู้สึกกลุ้มใจสักนิด แค่คำพูดไม่กี่ประโยคนางจะรู้สึกอะไรได้ อีกอย่าง นางเกือบเผาร้านของเจ้านะ เจ้ากลับบอกว่าไม่เอาความก็ไม่หรือ?”
เหตุใดถึงรู้สึกว่าหลิวฟางโกรธและร้อนใจหนักยิ่งกว่านางเสียอีก?
“เรื่องบางเรื่องต้องค่อยเป็นค่อยไป เจ้าต้องเข้าใจสิว่าการตัดเนื้อด้วยมีดทื่อถึงจะเจ็บปวดที่สุด”
“เจ้าเปลี่ยนไป”
หลิวฟางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แต่สายตาของนางกลับกำลังสำรวจอันเยว่ จากนั้นเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค “เจ้าไม่ใช่อันเยว่ อันเยว่จะไม่กล้ำกลืนความอยุติธรรมเช่นนี้ หากผู้อื่นกัดนาง นางต้องกัดตอบแน่นอน!”
คำพูดนี้ทำให้อันเยว่แอบตกใจเล็กน้อย หรือว่าหลิวฟางจะดูออก?
ในฐานะสหายตั้งแต่วัยเยาว์ที่โตมาด้วยกัน กล่าวได้ว่าในโลกนี้นอกจากมารดาอัน คงไม่มีใครรู้จักนางดีไปกว่าหลิวฟางอีกแล้ว
อันเยว่รีบกระแอมทันทีเพื่อปิดบังเรื่องที่ผ่านมา หากซักไซ้ไล่เลียงต่อไปจริง ๆ ต้องมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติของนางเป็นแน่
ที่นี่ ไม่มีใครเชื่อคำแก้ต่างที่นางพูดหรอก พวกเขาต้องคิดว่านี่เป็นเพียงคนที่ดูเหมือนอันเยว่ที่ปลอมตัวเป็นอันเยว่
“อันที่จริง…”
“ข้าก็ไม่รู้จะบอกเจ้าอย่างไรดี บางทีพวกสามีที่บ้านเจ้าอาจก่อเรื่องจนทำให้เจ้าสูญเสียความกล้าที่เจ้าเคยมีก็เป็นได้”
หลิวฟางเอ่ยออกมาแบบนั้นราวกับว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ทั้งยังใช้มือเท้าคางเหมือนว่ารู้จักอันเยว่เป็นอย่างดี
อันเยว่รู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าหลิวฟางยังคงสติเลอะเลือนเช่นเดิม จากนั้นนางโบกมือให้ซูจือฉือแล้วทั้งสองก็ขึ้นรถม้า สั่งให้สารถีออกรถโดยไม่สนใจว่าหลิวฟางขึ้นมาบนรถแล้วหรือยัง
“ทิ้งนางไว้แบบนี้จะดีหรือ?”
“ไม่มีปัญหา สิบกว่าปีมานี้ไม่รู้ว่านางเดินอยู่ในฮวาตูตั้งกี่รอบแล้ว เป็นเรื่องง่ายหากนางต้องการกลับบ้าน เราไปดูที่ถนนตะวันตกกันเถอะ ถึงอย่างไรยังต้องวางแผนสำหรับร้านต่อไปอีก”
“โฉนดบ้านและโฉนดที่ดินทั้งหมดบนถนนตะวันตกเป็นของตระกูลชุย ต่อให้เราไปที่นั่น เกรงว่าก็คงซื้อร้านดี ๆ ไม่ได้กระมัง”
แม้แต่ซูจือฉือยังรู้เรื่องนี้ ถนนตะวันตกเป็นอาณาบริเวณของตระกูลชุย หากต้องการไปพัฒนาถนนตะวันตกย่อมต้องผ่านด่านชุยต้าเหนียนก่อน
พูดจบซูจือฉือถึงจะดึงสติกลับมา เขาเงยหน้ามองสตรีข้างกายเล็กน้อย หรือว่านางคิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว?
คิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรกที่จับกุมแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุย หรือว่าเพิ่งวางแผนเมื่อเร็ว ๆ นี้?
แต่ใบหน้าด้านข้างของอันเยว่กลับไม่เห็นถึงอารมณ์ของนางในยามนี้ เขารู้แค่ว่าสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดาเหมือนที่เขาคิด
และในเวลานี้เองจู่ ๆ อันเยว่ก็ขมวดคิ้วมุ่นราวกับนึกเรื่องที่ลำบากใจได้
“จือฉือ…”
“ฮูหยิน ท่านคิดว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือ?”
“ใกล้ยามอู่แล้ว เจ้าว่าเรากินอะไรกันดี?”
ซูจือฉือเบ้ปาก คนผู้นี้คืออันเยว่จริง ๆ นางยังคงคิดถึงแต่เรื่องตรงหน้า บางทีเขาอาจมองนางฉลาดเกินไป แต่ความจริงแล้วในใจของนางก็คิดแค่เรื่องกิจวัตรประจำวันทั่วไป
“แล้วแต่ฮูหยิน”
“เช่นนั้นก็ไปกินที่หอจู้เหอกัน”
ซูจือฉือแค่พยักหน้าน้อย ๆ เป็นอันว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่นางพูด
กล่าวได้ว่าหอจู้เหอที่ถนนตะวันตกมีชื่อเสียงมาก ไม่เพียงมีอาหารหลากหลาย แม้แต่รสชาติของอาหารก็อร่อยมาก
แน่นอนว่าเหล่านี้คือรสชาติในความทรงจำของอันเยว่ ซึ่งนางยังไม่ได้ไปที่นั่นเลยตั้งแต่ฟื้น
ภายในห้องส่วนตัวของหอจู้เหอ อันเยว่รับประทานอาหารอย่างมีความสุขโดยไม่สนใจบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย
ซูจือฉือมองอาหารสิบสองอย่างบนโต๊ะ คิ้วงามขมวดเข้าหากัน สตรีผู้นี้ช่างรู้จักวิธีเสพสุขจริง ๆ
หากคาดหวังในตัวนางละก็ เจ้าต้องผิดหวังแน่นอน
“หิวจริง ๆ แต่อาหารนี่ยังสามารถปรับให้ดีขึ้นได้อีกนะ”
“ปรับอย่างไร?”
ซูจือฉือตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา อาหารบนโต๊ะนี้ไม่ว่าจานไหน ๆ รสชาติก็ถือว่าใช้ได้ คำพูดสบาย ๆ ของนางในยามนี้ หรือนางหวังว่าเมื่อผู้อื่นมองนาง พวกเขาจะไม่คิดว่านางเป็นคนไม่เอาไหน?
“ขาท่อนบนของหมูชิ้นนี้ หากนำไปตุ๋นอีกครั้งหลังจากผ่านน้ำมันรอบหนึ่งแล้ว รสชาติของมันต้องสุดยอดแน่ ๆ”
นางวิจารณ์พลางคีบเนื้อขาท่อนบนที่ติดหนังเข้าปาก ไขมันในเนื้อทำให้คนรู้สึกเลี่ยนเล็กน้อย
นางเคี้ยวอาหารจนเกิดเสียงและแสดงท่าทางไม่ชอบ ทั้งยังส่ายหัวไม่หยุด “ไม่น่าสนใจ ไม่สามารถทำให้เนื้ออวบอ้วนแต่ไม่มันเยิ้มได้ รสชาติก็ไม่ซึมลึกถึงข้างใน ให้อย่างมากไม่เกินสามคะแนน”
เมื่อได้ยินนางวิจารณ์เช่นนั้นซูจือฉือจึงลองชิมดูบ้าง รสชาติเดิมนั้นไม่ได้แย่ แต่เมื่อถูกนางวิจารณ์เช่นนี้ก็ชวนให้คนอดที่จะหาข้อบกพร่องไม่ได้จริง ๆ
อันเยว่ตักน้ำแกงมาตรงหน้าหนึ่งถ้วย หลังจากซดไปหนึ่งคำก็ทำเสียงจุ๊ปาก
“เป็นอย่างไรอีกล่ะ?”
“ขาดรสเค็มไปหน่อย น้ำแกงนี่จืดชืด ต้องการทำรสอ่อนกลับใช้เครื่องปรุงรสของไก่แขวนคอ ต้องการทำให้เข้มข้นกลับเข้มข้นไม่พอ ไม่ดี”
อันเยว่วิจารณ์โดยไร้ซึ่งความเกรงใจใด ๆ นี่เป็นเพียงห้องส่วนตัวที่ใช้ฉากกั้นแบ่งพื้นที่บางส่วน ไม่ว่าพวกเขาพูดอะไร คนอื่น ๆ ที่อยู่หลังฉากกั้นก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจน
“เจ้ารู้อีกแล้ว”
ซูจือฉือรู้สึกอึ้ง เขายกน้ำแกงขึ้นดื่ม ทันทีที่น้ำแกงเข้าปากก็สัมผัสได้ถึงความเข้มข้น รสชาติอ่อนผสมกลิ่นหอม เป็นน้ำแกงที่ไม่เลว แต่เมื่อดื่มครั้งที่สองกลับรู้สึกว่าจืดชืดเสียอย่างนั้น
ช่วงนี้ที่บ้านนางทำอาหารหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็จริง ทว่าหอจู้เหอแห่งนี้เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาหลายสิบปี กลับไม่มีดีอะไรสักอย่างเมื่ออยู่ในปากของนาง
“ผัดเครื่องในวัวจานนี้ดูใช้ได้เลย ไหนข้าลองชิมหน่อย”
อาหารสิบกว่าอย่างบนโต๊ะถูกกินจนเกือบหมด เหลือแค่ผัดเครื่องในวัวจานนี้ที่ยังไม่ได้แตะ เดิมทีเครื่องในวัวมีสีดำเล็กน้อยอยู่แล้ว ถึงแม้อันเยว่จะไม่รู้สึกอยากอาหารแล้ว แต่ก็ยังคีบขึ้นมาดมหนึ่งชิ้นก่อนนำเข้าปาก
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูจือฉืออยากรู้นักว่าอันเยว่ยังจะสามารถวิจารณ์อาหารบนโต๊ะอย่างไรได้อีก
อาจเป็นเพราะรับรู้ได้ถึงความสบายใจในน้ำเสียงของเขา อันเยว่จึงค่อย ๆ วางตะเกียบ เมื่อนางเงยหน้ามองซูจือฉือก็เผยรอยยิ้มสดใสให้เห็นทันที