วันที่ 2 สิงคาคม ปี 2012
เริ่มวันใหม่ที่เข้า่ปิดเทอมฤดูร้อนของทากิ และเป็วันที่เขาต้องไปเที่ยวโอซากิกับครอบครัว เป็ตอนเช้าที่แปลกต่างจากทุกวัน ทากิแทบไม่อยากจะรับรู้อะไรเลย อยากจะนอนเก็บตัวคนเดียวอยู่แต่ในห้อง ไม่อยากจะออกไปไหน เพราะเขาต้องพบกับความเป็จริง เมื่อคืนวานทุกอย่างเกิดมันรวดเร็วจนทำใจไม่ได้ ซึ่งเป็เื่ยากที่จะยอมรับ ไอซากิไปแล้วและจะไม่ได้พบกันอีก ในหัวของเขาตระหนักย้ำเตือนสิ่งนั้นตลอดเวลา
แต่การไปเที่ยวกับครอบครัวในครั้งนี้ อาจเป็หนทางเดียวที่จะทำให้เขาดีขึ้นก็ได้และยังมีครอบครัวที่คอยปรอบใจอยู่ข้าง ๆ คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวที่เป็ห่วงเป็ใยเขา
รถล้อหมุนตอน่บ่าย การเดินทางไปโอซาก้าของครอบครัวเอมิยะเริ่มต้นขึ้น คุณแม่เป็คนจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จองโรงแรมที่พักและอาหาร รวมถึงแผนการท่องเที่ยวว่าจะไปสถานที่ไหน คุณพ่อเป็คนขับรถพาไป แน่นอนว่าเป็การเดินทางที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะถึงที่พัก ออกเดินทางตอนบ่าย 3 โมง น่าจะถึงที่นั่นราว ๆ 2 ทุ่ม เพราะจังหวัดไซตามะกับเมืองโอซาก้าอยู่ห่างกันหลายร้อยกิโล
ั้แ่ออกจากบ้าน ทากิแทบจะไม่ได้พูดคุยกับครอบครัวเลย ซึ่งคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวก็เป็ห่วงเขามาก ดวงตาของเขาเศร้าหมองราวกลับว่าจะเป็เด็กที่ไม่ร่าเริงอีกแล้ว ในมือขวาของเขากำแว่นตาไว้แแ่สนิท เฝ้ามองดูรูปถ่ายในมือถือ เป็ภาพของคู่รักเด็ก ซึ่งเป็ตัวเขากับไอซากิ ทั้งสองมองมาที่กล้องอย่างยิ้มแย้มในขณะที่ยังจับมือกันไว้ตลอดท่ามกลางหิมะขาวโพรนในสนามเด็กเล่น รูปนี้ถ่ายตอนฤดูหนาวที่ผ่านมาของปีที่แล้ว ในภาพถ่ายนั้นไอซากิสวมสร้อยคอที่ติดหยดน้ำสีน้ำเงิน ซึ่งเป็เครื่องรางที่ระลึกที่เขาให้ไว้ และเป็เพียงของดูต่างหน้าอย่างเดียวของไอซากิ
“ไม่ว่าลูกจะทำยังไงเธอก็ไม่กลับมาหรอกนะ ตอนนี้ลูกอาจทั้งสับสนและเศร้า มันอาจต้องใช้เวลา แต่ไม่นานลูกจะลืมเธอไปเองโดยไม่รู้ตัว” ผู้เป็แม่พูดกับลูกชายอย่างปรอบโยน แต่ดูเหมือนว่าทากิจะรับฟังแต่เขาไม่อาจทำตามได้ เพราะความรู้สึกข้างนั้นมันยังค้างคามาตลอดเส้นทาง น้องสาวของเขานั่งจ้องหน้าพี่ชายอย่างไร้เดียงสา
“…”
เด็กชายปิดหน้าจอมือถือและมองออกไปนอกกระจกรถ ดูวิวทิวทัศน์สถานที่ต่าง ๆ ที่รถขับผ่าน มันช่างสวยงามเมื่อขับผ่านทุ้งดอกทานตะวันที่สะท้อนแสงเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์
ฮินะน้องสาวสายเืแท้ ๆ ของทากิ มองหน้าพี่ชายของเธออย่างเง้างอน เพราะยังเด็กเกินและด้วยว่าเธอเกิดห่างจากพี่ชายถึงสองปี เลยไม่เข้าใจเื่รัก ๆ ไคร่ ๆ ของหนุ่มสาว ซึ่งมันก็ไม่แปลกอะไรที่เธอจะพูดประโยคหนึ่งออกมาจากปาก
“พี่ชายร่าเริงหน่อยสิ~ แบบนี้เดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุกเอานะ อารมณ์ของพี่ชายตอนนี้เหมือนกับพระเอกในนิยายเลย” น้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำของเด็กสาวพูดอย่างไร้เดียงสา
ทากิพอเห็นน้องสาวส่งรอยยิ้มมาให้ เด็กชายก็ฉีกยิ้มตอบกลับก่อนจะเอามือไปลูบหัวของเธอเบา ๆ อย่างอ่อนโยน
“ขอบใจนะ ฮินะ”
“ตอนนี้อาจจะไม่ได้พบกัน แต่ไม่แน่บางทีในอนาคต ลูกอาจจะได้พบกับเธออีก …ถ้าถึงวันนั้น ลูกก็ต้องพามาให้แม่ลูกจักด้วยนะ” ผู้เป็แม่พูดให้ความหวังกับลูกชายที่นั่งอยู่โบะหลังด้วยรอยยิ้มที่งดงาม
พอรถแล่นมาหยุดตรงไฟแดง ผู้เป็คุณพ่อของทากิก็เอ่ยขึ้นว่า
“ก็อย่างที่แม่บอก ถ้านี่เขาเรียกว่ารักแท้ ยังไงลูกก็จะได้พบกับเธออีก”
“นี่คือรักแท้แน่นอนครับ” เด็กชายตอบอย่างมั่นใจ
“เชื่อมั่นจังเลยนะ”
สิ้นสุดไฟแดง ไฟเขียวก็มาแทนที่ รถออกวิ่งตรงไปอีกครั้งยังหนทางข้างหน้า
“พ่อครับ…”
“หืม?”
“งานตำรวจของพ่อ เป็งานที่คอยทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังทุกยากและสร้างความยุติธรรมให้กับคนเ่าั้ แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะแลกมาด้วยเื เสี่ยงตายอยู่หลายครั้ง แต่ตำรวจก็ยังทำหน้าที่ต่อไป ในบางครั้งตำรวจก็ไม่อาจเลี่ยงได้… เหมือนกับ วีรบุรุษเลยครับ” เด็กชายเงิยหน้ามองผู้เป็พ่อที่หันหลังขับรถให้อยู่
“ลูกเป็เด็กที่ฉลาดนะ การที่ลูกพูดกับพ่อแบบนี้ แสดงว่า..”
“เพราะผมมีเป้าหมายที่อยากจะเป็!” น้ำเสียงที่มุ้งมั่นของลูกชายดังมาถึงผู้เป็พ่อ
“แบบนี้เองสินะ ลูกอยากจะเป็ตำรวจเหมือนพ่อ..”
“ไม่ใช่เลยครับ ผมจะเป็สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เป็สิ่งที่คอยช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากและจัดการกับสิ่งชั่วร้ายให้หมดสิ้น สิ่งที่เรียกว่า….….ผู้ผดุงความยุติธรรม”
สิ้นสุดคำพูดของลูกชาย ผู้เป็พ่อถึงกับทำสีหน้าใเล็กน้อยเพราะเป็คำพูดที่นึกไม่ถึง แต่จริง ๆ แล้วมันก็เป็คำพูดที่เรียบง่ายที่เป็เหมือนความฝันของเด็กคนหนึ่ง พ่อฉีกยิ้มและขยับริมฝีปากขึ้นว่า
“ใฝ่ฝันสูงจังนะ ถ้าลูกอยากจะเป็คนที่สูงส่งขนาดนั้น… พ่อก็เชื่อว่าลูกทำได้ ถ้าหากลูกพยามมากพอ มีความฝันเป็เื่ปกติของเด็ก ๆ แต่ตอนนี้อย่าพึ่งคิดถึงอนาคตเลย ทำวันนี้ให้ดีที่สุดและพยามให้มากกว่าในวันต่อ ๆ ไปที่จะมาถึง และพอวันนั้นมาถึงลูกจะพบว่าตัวเองอยู่สูงกว่าเดิม”
“เป็การผสมผสานคำพูดกับปราชญารึไงครับ”
ทากิจ้องมองผู้เป็พ่อที่กำลังทำหน้าตายิ้มแย้ม พรางยกนิ้วโป้งให้อย่างมั่นใจ
“แถมจริงจังอีกด้วย!”
ผู้เป็พ่อกระแอมหนึ่งครั้ง มองกระจกหน้ารถที่สะท้อนใบหน้าของลูกชาย ก่อนจะเปลื่ยนเื่คุย
“ประสบการณ์ชกต่อยกับกลุ่มเด็กเกเรของลูกในตอนนั้น อย่าคิดว่าพ่อแม่ไม่รู้นะ การแถว่าไปหกล้มมา ไม่มีคนเป็พ่อเป็แม่ที่ไหนจะเชื่อหรอก”
“งั้นเหรอครับ…แจ็กพอตแตกจนได้”
“ฮ่า ๆ โกหกให้มันแเีกว่านี้หน่อยสิ แต่รอยพกช่ำตามร่างกายของลูกกับเพื่อนที่ลูกเคยช่วยไว้ เป็หลักฐานมัดตัวอย่างดีเลยล่ะ”
“สมกับเป็ตำรวจยอดนักสืบ ผมยอมให้จับข้อหาทะเลาะวิวาทก็ได้นะ แต่ขออยู่เรือนจำที่มีแต่พวกพี่สาวสวย ๆ นะ” เด็กชายพูดเสนอตัวเล่นหยอกพ่อของตัวเองอย่างอารมณ์ขัน
หลังจากออกเดินทางมาได้สามชั่วโมงกว่า รถก็วิ่งเข้าไปเติมน้ำมันในปั้ม ครอบครัวเอมิยะหยุดพักระหว่างทาง ต่างคนต่างไปทำธุระส่วนตัวของตนเองก่อนจะเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง พอมาดูเวลาตอนนี้ เข็มก็ก็ชี้ที่ 6 โมงเย็น ผู้เป็แม่ไปเข้าห้อง ส่วนคุณพ่อเดินไปซื้อน้ำของกินในร้านสะดวกซื้อไกล้ ๆ กับปั้มน้ำมัน ทากิและฮินะน้องสาวของเขาเดินข้ามถนนไปร้านหนังสือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับปั้มน้ำมัน เพราะฮินะร้องอยากจะได้หนังสือนิยายไว้อ่านระหว่างเที่ยวโอซาก้า ทากิเลยจำใจต้องพาข้ามทางม้าลายไปซื้อ
พอเข้าไปในร้าน ฮินะก็อ้าปากค้าง เพราะร้านนี้กว้างใหญ่ ดูภายนอกเป็ร้านเล็ก ๆ แต่พอเข้ามาข้างในมันกว้างมาก หนังสือนิยายและหนังสือการตูนวางเรียงตามชั้นแยกเป็เื่ ๆ หนังสือที่ขายไม่ออกถูกวางกองอยู่หน้าร้านด้วยราคาลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล หนังสือที่ขายออกเรื่อย ๆ ก็ถูกพนักงานนำมาใส่เพื่ม คนเข้ามาออกร้านตลอดเวลาจนพอจะเดาได้ไม่ยากว่านี้คงเป็ร้านที่เปิดมานานและมีชื่อเสียงในย่านนี้
ฮินะเดินเลือกหนังสืออย่างใจเย็น ก่อนจะหยิบหนังสือนิยายเื่ที่ตัวเองติดตามเล่มต่อขึ้นมาหลายเล่ม และเลือกหยิบหนังสือการตูนแนวเลิฟคอมเมดี้เื่ที่ใหม่ที่ยังไม่เคยอ่านใส่ในตระกร้า ทากิเดินดูหนังสือตามชั้นต่าง ๆ ไปพราง ๆ ก่อนจะหันไปสังเกตหนังสือเล่มหนึ่ง เป็หนังสือการตูนแนวต่อสู้ฮีโร่ เขาหยิบออกมาจากชั้นและเปิดอ่านดู จากนั้นไม่นานก็ตัดสินใจได้ เขาหยิบการตูนเล่มนี้ไปใส่ในตระกร้าของฮินะ ก่อนจะเดินไปคิดเงินที่เค้าเตอร์ มีหนังสือนิยายหลายเล่มที่ฮินะซื้อไปอ่าน และมีเพียงหนังสือการตูนเพียงเล่มเดียวที่ทากิซื้อ
ทางด้านคุณพ่อกำลังเลือกซื้อแต่ของกินอยู่ในร้านอย่างใจเย็น ก่อนจะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นที่หน้าเค้าเตอร์คิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ผู้เป็พ่อผิดสังเกตมาั้แ่ที่ร้านดูเงียบ ๆ ั้แ่เมื่อกี้และด้วยสัญชาตญาณดิบของเขาก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาโพล่หน้าออกไป และเป็ไปตามที่เขาคิดทุกอย่าง ตอนนี้มีโจรสามคนกำลังปล้นร้านสะดวกซื้ออยู่ พวกมันปิดบังใบหน้าดูหน้ากากฮีโร่ในหนัง คนแรกพูดขู่กรรโชกเ้าของร้านให้ส่งเงินทั้งหมดมาขณะที่กำลังถือปืนพกจ่ออยู่อย่างรน ๆ อีกคนกวาดของมีค่าในเกะเครื่องคิดเงินอย่างรีบร้อนรน ๆ ไม่ต่างจากคนถือปืน ส่วนอีกคนคอยดูลาดเลาอยู่ตรงประตูทางเข้าร้าน พวกมันดูไม่เป็มืออาชีพเอาซะเลย น่าจะเป็พวกโจรกระจอกทั่วไปที่พึ่งเคยปล้นร้านสะดวกซื้อครั้งแรก
ทันใดนั้น ผู้เป็พ่อก็ทำท่าจะคว้าบางอย่างที่อยู่ตรงเอว แต่ทว่าเขาไม่ได้พกปืนมา เพราะมาเที่ยวกับครอบครัว เขาจัดแว่นให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะพุ่งออกไปอย่างไม่ลังเล ตรงเข้าหาคนร้ายที่ถือปืนก่อน เขาที่เป็ถึงตำรวจมียศระดับสูงเข้าแย่งปืนคนร้ายอย่างรวดเร็วด้วยเทคนิคของตำรวจ ก่อนจะรวบเตะขาคนร้ายจนล้มกระแทกกับพื้น จับหมอนั้นกดกับพื้นและเปิดเผยใบหน้าของมันในทันที พวกมันที่เหลือก็ใจนทำอะไรไม่ถูก ทิ้งเพื่อนของมันแล้วรีบวิ่งหนีออกจากร้านไปขึ้นรถอย่างรวดเร็ว
ชายวัยกลางคนแสดงตัวตนด้วยการโชว์บัตรเ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับเปร่งเสียงบอกกับเ้าของร้านให้แจ้ง 110 โทรหาตำรวจในพื้นที่เข้าตรงมาที่นี้โดยเร็ว ก่อนจะเรียกเ้าพนักงานร้านอีกสองคนให้มาช่วยกดจับล็อกตัวคนร้ายให้อยู่กับที่ในขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงพวกมันสตาร์ทรถพร้อมจะหลบหนี เขาเลยรีบวิ่งตามออกไปนอกร้านและพบว่าพวกมันที่เหลือรอดเขารถหนีออกไปแล้ว รถของมันวิ่งออกจากปั้มน้ำมันขึ้นไปบนถนนอย่างไม่คิดชีวิต
ซึ่งในตอนนั้นทากิและฮินะก็เดินออกจากร้านหนังสือหลังชำระเงินเสร็จพอดีเตรียมจะเดินข้ามถนน ทากิที่เดินถือถุงใส่หนังสือนำหน้าฮินะไปบนทางม้าลาย โดยไม่รู้ว่าคนน้องกำลังหยุดผูกหูรองเท้าอยู่หน้าร้าน ตอนนี้เด็กชายเดินอยู่บนทางม้าลายเพื่อจะข้ามไปอีกฝั่ง แต่ทว่าทันใดนั้นเองเขาก็สะดุ้ง เพราะได้ยินเสียงของน้องสาวฮินะที่ะโดังมาถึงหู
“พี่ชาย!!!” น้ำเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของเด็กชาย ทำให้ทากิรู้สึกตัว
ชั่วพริบตาที่ทากิหันไปมองรถที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว สติเขาก็หลุดลอยออกไป พร้อมหัวใจของเด็กชายที่หยุดเต้นอย่างฉับพลัน ใบหน้าที่ตื่นใแบบขีดสุด นัยต์ตาสีฟ้าที่เบิกกว้าง คือแสงไฟจากรถยนต์ที่ไกล้เข้าประชิดตัว เสียงแตร์ และเสียงเบรกรถที่ดังยาว เป็เพียงเสียงเดียวที่ดังขึ้นในวินาทีนั้น และสิ่งที่เดียวที่เขาััได้ …คือวินาทีสุดท้ายในชีวิตของเขา
<‘ความตาย’>
เอียด…………….!!!
ในตอนนั้น ชั่วพริบตาที่เสียงเบรกรถดังลั่นไปทั่วบริเวณ ถุงที่ใส่หนังสือก็ลอยกระเด็นในอากาศก่อนจะลงล่วงตกลงสู่พื้นถนน ่วินาทีชีวิตของเด็กชายที่อยู่ไกล้ความตายมากที่สุด ก็ได้ถูกผู้เป็พ่อของตนเองช่วยชีวิตเอาไว้ ด้วยการวิ่งเข้าหาโดยไม่ลังเลว่าตัวเองจะเป็ยังไง เข้าโอบกอดลูกชายไว้พร้อมใช้พลังกายทั้งหมดะโหลบให้พ้นทิศทางที่รถวิ่งตรงมาอย่างฉิวเฉียด
คงเป็เพราะรถเบรก ความเร็วเลยลดลงอย่างฉับพลัน ซึ่งทำให้คนเป็พ่อวิ่งเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน เด็กชายรอดชีวิต สองพ่อลูกกริ้งตลบไปตามถนน รถที่มีโจรนั่งอยู่เปิดประตูลงมาดูสองพ่อลูก และพอดูลาดเลาว่าปลอดภัย พวกคนร้ายก็กลับขึ้นรถและหนีไปหน้าตาเฉย
เด็กชายที่ถูกโอบกอดไว้แน่นกลับมาหายใจคล่อง แต่ก็ยังหายใจหอบแหบราวกับหัวใจพึ่งจะกลับมาเต้นได้อีกครั้ง ดวงตาของเขาเปิดกว้างเพราะยังคงใกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดกับตัวของเด็กชาย ถ้าไม่ใช่เพราะคนเป็พ่อเข้ามาช่วยไว้ทัน…เขาคงอาจจะไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว
หลังให้ปากคำกับตำรวจที่มาถึงเกิดเหตุเสร็จในฐานะพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเดินทางไปโอซาก้าต่อ แม้ว่าจะยังช็อกกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อยู่ แต่อีกนิดเดียวก็จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จะให้กลับไปบ้านตอนนี้มันก็ยังไงอยู่ เพราะเดินทางมาต้องไกล
รถครอบครัวของตะกูลเอมิยะล้อหมุนไปอีก 1 ชั่วโมง พวกเขาเกือบจะถึงที่หมายแล้ว เหลืออีกไม่กี่กิโล รถที่วิ่งบนถนนตอนนี้มีน้อยมากเพราะมันก็เลย 1 ทุ่มมาแล้ว เดิมทีในย่านนี้หลังพ้น 5 โมงรถก็จะน้อยมาก เลยทำให้ถนนแถวนี้ปลอดภัย ซึ่งตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว มีเพียงแสงไฟตามถนน รถวิ่งมาหยุดอยู่ตรงไฟแดงตรงสี่แยกอีกครั้ง ก่อนที่คนในรถเริ่มพูดคุยกันอย่างเป็ห่วงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
“ดีนะที่ลูกไม่ได้าเ็อะไร ฮินะก็ปลอดภัยดี แม่เป็ห่วงแทบแย่เลยนะ” คนเป็แม่พูดด้วยสีหน้าเป็กังวลพรางโล่งอกเช่นเดียวกับผู้เป็พ่อ
“เป็ความผิดพ่อเองที่ปล่อยให้โจรพวกนั้นหนีรอดออกมาได้ แต่โชคดีแล้วที่ลูกปลอดภัย”
แม้ว่าเด็กชายจะยังช็อกกับเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นอยู่ เขาก็พยามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น
“เมื่อกี้ผมเกือบจะตายจริง ๆ สินะ …ความตายนี่มันมาโดยไม่ทันตั้งตัวเลยนะครับ ตอนนั้นราวกับหัวใจของผมหลุดออกจากร่าง แทบไม่รู้สึกตัวเลย ว่าตัวเองจะเป็ยังไงต่อหลังจากนั้น”
“หนูก็ใจหายเหมือนนะ พี่ชาย คราวหน้าเวลาข้ามทางม้าลาย พี่ต้องรอหนูด้วยนะ” ฮินะบอกกล่าวอย่างเป็ห่วงเหมือนเป็พี่สาว สองพี่น้องเอามือมาจับกันเพื่อแลกเปลื่ยนความรู้สึกผ่านอุ้มมือที่อบอุ่น
“ครับ ๆ”
ทันทีที่ไฟเขียวขึ้นแทนที่ไฟแดง รถที่วิ่งอยู่กลางสามแยกก็หมดไป รถครอบครัวเอมิยะออกวิ่งตรงไปข้างหน้าอีกครั้ง ในขณะที่ขับรถมาอยู่กลางสี่แยก ทันใดนั้นเองก็เกิดเื่ขึ้นอย่างไม่คาดฝัน และไม่มีการแจ้งเตือนใด ๆ เลย จู่ ๆ ก็มีแสงไฟสว่างจ้าส่องมาจากบนถนนอีกแยกหนึ่งพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า ผู้เป็พ่อรีบหันไปมองด้วยความตื่นตระหนกใ
และแสงไฟนั้น คือแสงจากรถบันทุกขนของที่วิ่งฝ่าไฟแดงมาอย่างฉุกละหุก ทุกคนบนรถเข้าใจสถานการณ์ทันทีเมื่อหันมองทิศทางที่มีแสงไฟกำลังไกล้เข้ามา….ซึ่งเป็ตอนเดียวกันที่เด็กชายมองออกไปนอกกระจอกรถจากที่นั่งโบะหลังทางขวา ดวงตาของเขาเบิกกว้างอีกครั้งราวกับเดจาวูที่เกิดขึ้นซ้ำแล้ว ก่อนที่แสงสว่างจะกลืนกินปกคุมดวงตาของเขาจนหมด
…โคร้ม!!!......................
ในค่ำคืนนั้น มีรถบันทุกและรถของครอบครัวหนึ่งประสานงานกันอย่างรุนแรงกลางสี่แยก
สองอาทิตย์ต่อมา ทากิผู้เป็เด็กชายอายุสิบสองขวบตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เขาควรจะตื่นมาเจอหน้ากับคนในครอบครัว แต่คนที่เด็กชายเห็นเป็คนแรกหลังจากฟื้นขึ้นมา คือพยาบาลสาวสวยคนหนึ่ง ซึ่งทันทีที่เธอเห็นเด็กชายลืมตาหลังจากหมดสติไปนานหลายวัน พยาบาลสาวคนนั้นก็รีบวิ่งออกไปตามคุณหมอที่คอยดูแลมาคนไข้เคสนี้ทันที
เขานอนอยู่ในห้องพิเศษ บนเตียงของโรงพยาบาลพร้อมกับเครื่องให้ออกซิเจน และสายน้ำเกลือที่คอยเลี้ยงแร่ธาติในร่างกายของเขา ศีษะของเขามีผ้าพันแผลสีขาวพันติดไว้อยู่ ส่วนมือขวาถูกเคลือบด้วยปูนหนา ภายในชุดคนไข้มีผ้าพันแผลพันติดรอบหน้าอกไว้อย่างหนาแน่น ส่วนจุดอื่น ๆ มีแค่แผลถลอกที่เกือบจะหายดีแล้ว สติของเด็กชายยังคงเลือนลางอยู่ ก่อนเขาจะได้สติอีกครั้งตอนที่คุณหมอที่คอยดูแลเข้ามาในห้อง และบอกเหตุผลที่ตัวเขาต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล
เด็กชายเริ่มทบทวนชื่อของตัวเองและความทรงจำ คุณหมอเริ่มประเมินอาการ ผลสรุปเื่สมองของเขาไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงแค่กระโหลกศีษะแตกนิดหน่อย แขนข้างขวาหักแบบไม่ร้ายแรงใช้เวลาไม่นานก็จะกลับมาเป็ปกติ และซี่โครงหักสองซีกกับแผลถลอกนิด ๆ หน่อย ๆ ตอนนี้อาการโดยรวมถือว่าปลอดภัยหายห่วง ตอนนี้คุณหมอพูดถึงแต่เื่อาการาเ็ และอาการกระทบกระเทือนทางจิตใจของเขา แต่ทากิไม่สนเื่นั้น ตอนนี้เขาอยากจะรู้ว่าครอบครัวของเขา คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวอยู่ที่ห้องไหน คิดว่าตอนนี้ทั้งเขาและคนในครอบครัวคงจะเป็ห่วงกันมาก
หลังจากที่ถามคุณหมอไป และคำตอบที่เขาได้รับจากคุณหมอ มีเพียงการก้มหัวส่ายหน้าเบา ๆ เพียงแค่ท่าทางของคุณหมอที่สลดใจอย่างผิดแปลก ก็ทำให้เด็กชายััและรับรู้ได้โดยที่ไม่ต้องพูดออกมาสักประโยค
ครอบครัวของเด็กชายที่อยู่บนรถทั้งหมดจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ มีเพียงตัวของทากิคนเดียวที่รอดชีวิต เขาเป็คนเดียวที่รอดพ้นจากความตาย คุณหมอได้เล่าเื่อุบัติเหตุในครั้งนี้ให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด เด็กชายที่ฟังคำยืนยันจากปากของคนเป็หมอก็ถึงกับช็อกจนทำอะไรไม่ได้ถูก มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับตอนนั้น ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวสุดที่รักของเขาตายจากอุบัติเหตุในครั้งนี้กันหมด ทิ้งเขาไปจากโลกนี้โดยปล่อยแค่เขาคนเดียวยังรอดอยู่ นี่คือความเป็จริงที่ทากิไม่อยากจะยอมรับ
เ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าอุบัติเหตุในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากคนขับรถบันทุกหลับในขณะที่ขับรถมาถึงสี่แยก ซึ่งไม่ได้หยุดรอไฟแดง เพราะหลับในเลยทำให้พุ่งชนกับรถครอบครัวของเขากลางสี่แยก ซึ่งทำให้รถครอบครัวเอมิยะอยู่ในสภาพพลิกคล่ำหงายหลังอยู่กลางถนน แต่รถกู้ภัยมาถึงช้าเกินไปเลยทำให้ไม่มีใครรอดนอกจากเด็กชายคนเดียวที่ยังมีลมหายใจอยู่ในตอนนั้น อุบัติเหตุในตอนนั้นกลายเป็ข่าวดัง และมีนักข่าวมากมายแห่กันมาที่โรงพยาบาล แต่ก็ถูกเ้าหน้าที่รปภ และตำรวจขับออกไปนอกจากพื้นที่
พอได้ยินข่าวว่าเด็กชายฟื้นแล้ว ตำรวจที่เป็เพื่อนของคุณพ่อทากิหลายคนก็มาเยี่ยม และแสดงความเสียใจพร้อมกับให้กำลังใจเด็กชาย แล้วดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดเป็พิเศษ คุณหมอประเมินไว้แล้ว ว่าทากิอาจได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง
ซึ่งอาจจะทำให้เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่พูดไม่คุยกับใครระหว่างที่รักษาตัวและบำบัดอยู่ในโรงพยาบาลหลายเดือน ทากิร้องไห้ออกมาอย่างกับเด็กคนหนึ่งที่หลงจากพ่อแม่ เขาทั้งโศกเศร้าและทรมานเพราะได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปพร้อม ๆ กัน เมื่อใดที่เขานอนหลับและฝันความเศร้าจะหายไป แต่เมื่อใดที่เขาตื่นขึ้นและพบความเป็จริงที่ไม่ใช่ความฝัน เขาจะร้องไห้ ทากิเขาร้องไห้อย่างหนักอยู่หลายวันต่อจากนั้น
ไม่นานพอเขาเดินได้เป็ปกติและถูกผ่าเฝือกออกจากแขน แผลตามร่างกายถูกรักษาจนหมด แต่มีเพียงแผลในใจที่ไม่สามารถเยียวยารักษาให้หายขาดได้ แล้วนั้นเลยทำให้เด็กชายตัดสินใจแอบขึ้นไปยืนอยู่บนด่านฟ้าของโรงพยาบาลโดยไม่มีใครพบเห็น บรรยากาศในยามเช้าที่พัดพากระแสลมที่หนาวเย็น และไออุ่นมากระทบร่างกายเขาจนแพร่ซ่านไปทั่วร่าง
คำว่าครอบครัว………สำหรับเขาแล้วมันแทบไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ที่พอหลงเหลืออยู่มีเพียงบ้าน รูปถ่ายครอบครัว และความทรงจำของคนในครอบครัวที่ยังคงไม่หายไป มันยังคงสถิตติดอยู่ในตัวของเขาที่ลึกเข้าไปข้างในจนถึงก้นบึ้งหัวใจ
…แต่แล้วมันยังไง ……..ตัวคนเดียว ………มีเพียงตัวคนเดียวที่ยังรอด
เราควรจะตายตามทุกคนไปจริง ๆ น่ะเหรอ …นั้นสินะ……..เพราะผมมันไม่เหลือใครอีก… ไม่มีใครที่คอยดุด่าว่ากล่าวและสั่งสอน ไม่มีใครให้เป็ห่วง ไม่มีคนที่เข้าใจและให้คำปรึกษา ไม่มีคนที่คอยทำอาหารให้กินเวลากลับมาจากโรงเรียน ไม่มีใครให้คิดถึง ไม่มีให้รัก ไม่มีใครให้ลูบหัวและเอ็นดูอยู่อย่างอ่อนโยน
ไม่มีใครอีกแล้ว…
ทั้งที่ท้องฟ้ารื่นหูรื่นตาขนาดนี้ แต่คิดยังไงถึงมายืนอยู่ข้างบนได้ เป็วันที่เมฆบนท้องฟ้าอากาศแจ่มใสดีที่สุดในรอบปีแท้ ๆ กับมีหยดน้ำฝนตกลงมาเบา ๆ ในกลางฤดูร้อน เด็กชายวัยสิบสองเปิดประตูรั้วเหล็กที่ขวางกั้น และก้าวออกไปหยุดตรงจุดที่อยู่ระหว่างความเป็และความตาย ในมือขวาของเขากำแว่นตาสีดำที่คุณพ่อซื้อให้ไว้แน่น ก่อนจะหลับตาสูตรลมหายใจจากบรรยากาศรอบ ๆ เข้ามาในปอด ััได้ว่าตัวเองกำลังรวมเป็หนึ่งกับเดียวกับธรรมชาติ จากนั้นก็ค่อย ๆ ปล่อยตัวปล่อยใจ โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อทยานลงไปสู่เบื้องล่าง
เป็เพราะชะตากรรมอย่างงั้นเหรอ ……เกลียดที่สุดเลยโชคชะตาน่ะ…
บรรกาศและอารมณ์กำลังเป็ใจอยู่แท้ ๆ จู่ ๆ สัญชาตญานก็ถึงขีดสุด จิตสำนึกที่น่าจะยอมรับความตายไปแล้วกลับกำลังเรียกร้องหาบางสิ่งบางอย่าง ตอนนั้นมีหนึ่งความทรงจำผุดขึ้นในห้วงแห่งความคิดของเด็กชาย
…
‘พ่อครับ…’
‘หืม?’
‘งานตำรวจของพ่อ เป็งานที่คอยทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังทุกยากและสร้างความยุติธรรมให้กับคนเ่าั้ แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะแลกมาด้วยเื เสี่ยงตายอยู่หลายครั้ง แต่ตำรวจก็ยังทำหน้าที่ต่อไป ในบางครั้งตำรวจก็ไม่อาจเลี่ยงได้… เหมือนกับ วีรบุรุษเลยครับ’ เด็กชายเงิยหน้ามองผู้เป็พ่อที่หันหลังขับรถให้อยู่
‘ลูกเป็เด็กที่ฉลาดนะ การที่ลูกพูดกับพ่อแบบนี้ แสดงว่า..’
‘เพราะผมมีเป้าหมายที่อยากจะเป็!’ น้ำเสียงที่มุ้งมั่นของลูกชายดังมาถึงผู้เป็พ่อ
‘แบบนี้เองสินะ ลูกอยากจะเป็ตำรวจเหมือนพ่อ..’
‘ไม่ใช่เลยครับ ผมจะเป็สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เป็สิ่งที่คอยช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากและจัดการกับสิ่งชั่วร้ายให้หมดสิ้น สิ่งที่เรียกว่า….ผู้ผดุงความยุติธรรม’
ชั่วพริบตาที่ความทรงจำสิ้นสุดลง ตัวของทากิไม่ได้ยืนอยู่บนด่านฟ้าอีกแล้ว แต่มือซ้ายของเขาก็คว้าจับแท่งเหล็กที่ติดกับรั้วไว้ทันก่อนจะล่วงตกลงไปข้างล่าง เด็กชายได้สติอีกครั้งตรงกลางคัน ตัวของเขาห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ มีเพียงมือซ้ายข้างเดียวที่ยังคงจับแท่งเหล็กที่ติดกับรั้วไว้อยู่ ชีวิตของเขาตอนนี้แขวนอยู่บนเส้นตายด้วยแท่งเหล็กเพียงแท่งเดียว แต่ทากิก็จับมันไว้แน่นอย่างมั่นใจว่าจะไม่ตกลงไป
‘ใฝ่ฝันสูงจังนะ ถ้าลูกอยากจะเป็คนที่สูงส่งขนาดนั้น… พ่อก็เชื่อว่าลูกทำได้ ถ้าหากว่าพยายามมากพอ’
เด็กชายยังคงจดจำคำพูดของผู้เป็พ่อที่เคยกล่าวกับเขาไว้อยู่ มันเป็คำพูดที่แสนเรียบง่ายของคนเป็พ่อที่คอยให้กำลังใจ เพียงภาพของความทรงจำและคำพูดนั้นคำเดียวก็ทำให้เขาเปลื่ยนความคิดใหม่ทั้งหมด
…นั้นสินะ เรามีเป้าหมายอยู่ จะมาตายตอนนี้ได้ยังไงกัน ชีวิตยังมีค่าอย่ามาซ่ากับความตาย… ผมน่ะจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้คนเดียวด้วยแรงพลักดันและเป้าหมาย ชะตากรรมบ้าบออะไรนั้น! ชิดซ้ายไปได้เลย …เพราะฉันจะไม่ให้แกได้ทำตามใจชอบอีกแล้ว! ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไป… แม้จะต้องทนทุกอยู่คนเดียวก็ตาม… ขอบคุณนะครับ คุณพ่อ คุณแม่ และฮินะ คอยดูตัวผมให้ดีนะ
เด็กชายแสยะยิ้มเบา ๆ อย่างฮึดสู้ชีวิต แต่ทว่า…
—เก็ก! เคร้ง…! เสียงแท่งเหล็กที่หักดังมาถึงหูของเด็กชาย
ตัวของทากิหลุดพ้นจากรั้ว และแท่งเหล็กที่หลุดออกติดอยู่ในมือซ้ายของเด็กชาย นัยต์ตาสีที่ฟ้าเบิกกว้างพร้อมอ้าปากค้างด้วยความใ คือความผิดพลาด และหนทางแห่งความตายที่รออยู่เบื้องล่าง ตัวเขาล่องลอยอยู่กลางอากาศราวกับเวลาไหลช้ากว่าที่เคยเป็อยู่ เขาตกอยู่ในห้วงแห่งความเป็จริง ก่อนจะสติจะดับวูบไป…จนเหลือเพียงความมืดมิด
…
..
.
ตอนที่ผมรู้สึกตัวอีกครั้ง ซึ่งไม่น่าจะเป็ไปได้ ประสาทััทั้งห้าของผมควรจะหยุดทำงานไปแล้ว ตอนนี้ผมได้สติ และพยามนึกชื่อของตัวเอง…ใช่แล้ว ชื่อของผมคือ เอมิยะ ทากิ อายุสิบสองขวบ สูญเสียครอบครัวไปจากอุบัติเหตุบนท้องถนนกลางสี่แยก และมีเพียงผมคนเดียวที่ยังคงรอดชีวิตอยู่ ผมตัดสินใจที่จะมีชีวิตต่อ แต่ก็พลาดตกจากด่านฟ้าโรงพยาบาล และมันควรจะเป็แบบนั้น
ขนาดจิตสำนึกและห้วงแห่งความคิดยังทำงานอยู่ โลกหลังความตายเหรอ ไม่สิ ผมยังจำทุกอย่างได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่แปลกไปคือสิ่งที่อยู่รอบตัวผม เพราะผมรู้สึกได้ด้วยประสาทััทั้งห้า ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ได้กลิ่นของเกล็ดน้ำแข็งที่เย็นมาก มันคือกลิ่นอายของหิมะงั้นเหรอ… ผมรู้จักดี่ฤดูหนาวนั้นดี ตอนนี้ผมรู้สึกหนาวเหน็บราวกับว่ากำลังถูกแช่แข็งอยู่ใต้หิมะ ผมได้ยินเสียงของพายุที่พัดแรงอยู่รอบตัว
ซึ่งไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะตอนนั้นยังมีฤดูร้อนอยู่แล้ว เสียงพายุกับความหนาวเน็บแบบนี้แสดงว่าผมอยู่กลางพายุหิมะไม่ผิดแน่ แต่ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี้ได้ล่ะ ผมเกิดความทรงสัยในข้อนั้น ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่อยู่เหนือพื้นหิมะตรงหน้าผม
มีบางอย่างที่ผิดแปลกไปั้แ่ที่รู้สึกตัว… นั่นคือผมหายใจได้ แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่อย่างงั้นเหรอ แต่เริ่มจะหายใจลำบาก ถ้าเป็ไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้ ตอนนี้ผมคงอยู่ใต้พื้นหิมะ ผมลองดันตัวเองขึ้นจากพื้นขณะที่นอนคว่ำหน้าแนบชิดพื้นหิมะเย็น ๆ ออกแรงดันให้มากกว่าเดิม “หึ้บ!”
ท่อนบนผมกำลังยกสูงขึ้น จนโพล่ออกมาจากการโดนหิมะฝังทั้งเป็ ใช่จริง ๆ ด้วยผมอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ กระแสลมเย็น ๆ ที่พัดมากระทบกับใบหน้ายังรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ก่อนความชาจะแพร่ซ่านไปทั่ว มันเย็นเยือกมาก ๆ หนาวกว่าฤดูหนาวที่เคยเจอ ผมอ้าปาก ลมหายใจที่พ้นออกไปมีแต่ไอความเย็นที่หนาวเหน็บ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นัักับลมหนาวในท่านั่ง
จากนั้นคำถามต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นในหัว นัยต์ตาสีฟ้าที่เบิกกว้าง คือบุรุษในชุดหุ้มเกราะเหล็กแบบรัดรูป และสวมชุดกันหนาวไว้ชั้นหนึ่ง ดาบยาวโคร้งติดอยู่ที่แผ่นหลัง มีผ้าพันคอสีแดงที่ทำจากไหมพรมพันอยู่รอบคอถูกหุ้มไปด้วยหมวกเกราะ เป็สไตร์การแต่งตัวที่พิลึกพิลั่น และกำลังนั่งจ้องมองมาที่ผมในระยะห่างกันแค่เอื่อมมือ
ผมกับเขาจ้องหน้ากันอยู่สักพัก ก่อนที่แสงจากดวงตาเขาจะแดงเจิดจ้าออกมาตรงช่องหมวกเกราะ ผมไม่ใ เพราะตอนนี้ความรู้สึกของผมเหมือนจะชินชาไปแล้ว เพราะเกิดเื่ขึ้นต้องมากมาย ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกแล้ว
พายุหิมะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ซึ่งยังคงส่งเสียงจนฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ฟู่…! ผมกระพริบตาหนึ่งครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับริมฝีปากที่หนาวเหน็บซึ่งเคลือบไปด้วยเกล็ดหิมะเอ่ยขึ้นว่า
“กะ...เกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงมาอยู่นี้ แล้วคุณเป็ใคร”
สิ้นสุดคำพูดของผมไม่ทันไร ชายสวมเกราะรัดรูปตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นว่า
“ช่างเป็โศกนาฏกรรมที่เลวร้ายอะไรเช่นนี้ สำหรับเพียงแค่เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง” เสียงที่ไม่คุ้นหูจากชายสวมเกราะ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ด้วยความเยือกเย็น
ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อเขาพูดประโยคนั้นออกมา ผมรู้สึกสงสัยอย่างบอกไม่ถูกว่าเขารู้เื่นี้ได้ยังไง แต่ในสถานกาณ์แบบนี้ มีอะไรอีกมากมายที่ผมสงสัยและยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะงั้นต้องตั้งสติและทบทวนทำความเข้าใจเื่นี้ให้ได้ก่อนเอ่ยปากพูดประโยคต่อไป
“ผม…ผมควรจะตายไปแล้วหนิ ควรจะตายจากการตกที่สูง และพอรู้สึกตัวก็พบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้?!”
“ใช่เธอควรจะตายไปั้แ่ตอนนั้นแล้ว แต่เหตุผลที่นายยังมีชีวิตอยู่และมาอยู่ต่อหน้าฉันตอนนี้ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ทุกสิ่งที่ถูกส่งมายังโลกนี้ล้วนมีที่มาที่ไปและถูกกำหนดไว้แล้ว ที่นี้คือโลกอันเดอร์เวิลด์ และที่ฉันได้มาพบกับเธอก็คงเป็เพราะโชคชะตา”
“โชคชะตาอีกแล้วเหรอ…” ผมทวนคำพูดนั้น
ชายที่อยู่ตรงหน้าผมทำเสียงกระแอม ก่อนจะพูดต่อว่า
“ตอนนี้ถึงสงสัยไปก็หาคำตอบไม่ได้หรอก ว่าแต่ลืมหนาวไปแล้วเหรอ”
นั้นสิ เพราะมัวแต่คิดอะไรเยอะแยะ เลยลืมความหนาวเหน็บนี้ไปแล้ว ผมเอามือโอบกอดร่างของตัวเอง
“หนาวจังเลยน้า”
“ความรู้สึกช้าจริง”
ผมยังคงสับสนอยู่ไม่น้อย และขอใช้เวลาสักครู่หนึ่งคิดทบทวน เพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์นี้อย่างรวดเร็วซะก่อน
“แต่ถ้าเื่ที่ผมยังมีชีวิตอยู่เป็ความจริง หมายความว่าในชีวิตนี้ผมไม่เหลือใครอีกแล้ว”
“อย่าพึ่งดราม่าไอ้หนู เข้มแข็งไว้ก่อน งั้นถ้าไม่มีที่ให้ไปก็ตามฉันมา…”
ผมให้โอกาสกับผมและยื่นมือเข้ามาช่วยเด็กคนนี้ไว้ นั้นเลยทำให้ผมรู้สึกทราบซึ่งอย่างมาก เพราะหัวใจพึ่งจะถูกเติมเต็มด้วยความหวัง
“ทำไมล่ะครับ คุณลุง!?” ผมถามออกไปด้วยแววตาที่เง้างอน
“ฉันจะช่วยเธอไม่จำเป็ต้องมีเหตุผลหรอก ถ้าเธอเป็ฉัน นายจะมีเหตุผลอะไรอีกถ้าเจอเด็กหลงทางที่กำลังสับสนอยู่”
สิ้นสุดคำพูดนั้น ชายในชุดเกราะเหล็กก็ยืนพร้อมกับพยุงตัวผมขึ้นอย่างปรอบโยน คงเพราะเห็นว่าผมเจอเื่เลวร้ายในชีวิตมาเยอะ เลยอ่อนโยนกับผม
“แล้วคุณชื่ออะไร?”
“ฉันคือชายที่เหนือกว่าผู้กล้า”
“นั่นไม่ใช่ชื่อนะลุง”
ผมจ้องหมวกเกราะ มองเข้าไปในหมวกเกราะ ดวงตาสีแดงที่สว่างเจิดจ้า ก่อนจะรู้สึกหนาวจับใจจนขนลุกไปทั่วทั้งร่าง ชุดคนไข้ไม่ได้ช่วยให้หายหนาว มีเพียงอุ้มมือของผมที่ทำให้ร่างนี้อบอุ่นทนต่อพายุหิมะได้ แต่จะแข็งตายอยู่แล้ว ผมได้รับผ้าพันคอที่ทำจากไหมผมมาจากชายใจดีคนนี้ที่เข้ามาช่วยเหลือผม เขาพันรอบคอให้ผม ซึ่งไม่รู้ทำไมทั่วทั้งร่างถึงรู้สึกอบอุ่นได้ขนาดนี้ ตัวผมที่มีเพียงเครื่องนุ่งห่มไม่กี่อย่าง แต่มีผ้าพันคอแค่ผืนเดียว ก็ให้ความอบอุ่นได้ราวกับถูกไออุ่นปกคุมไปทั่วร่าง โดยไม่ต้องใส่ชุดกันหนาว
“ขอบคุณครับคุณลุง”
จู่ ๆ พายุหิมะก็เริ่มเบาบางลง ในเวลาต่อมามันก็หยุดลง และเหลือมีเกล็ดหิมะที่ตกลงมาจากฟากฟ้า
“มากับฉัน มาเป็ลูกศิษย์ของฉันผู้เป็ตำนาน สิ่งที่ฉันจะจ่ายให้มีเพียง อาหารน้ำ ที่อยู่ และวิชาต่าง ๆ รวมถึงพลัง เธอจะเป็คนเดียวผู้ที่สืบทอดพลังของฉัน แลกกับสิ่งที่เธอต้องตอบแทนฉัน…”
“…” ผมเงียบสงบและตั้งใจฟังประโยคต่อไปที่เขาจะพูดต่อ และนั้นคือสิ่งที่ผมต้องตอบแทน
“จงเป็สิ่งที่เธออยากจะเป็ ทำสิ่งที่อยากจะเป็ ทำตามและยึดมั่นในอุดมการณ์อันแรงกล้าของตัวเอง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอบนโลกนี้ซะ แล้วลืมอดีตไปให้หมดสิ้น”
ใช่แล้ว… ผมมีสิ่งที่อยากจะทำ เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกแห่งนี้ ความหวังและเป้าหมายใหม่กลายเป็แดงพลักดันชั้นยอด กระตุ้นให้ดวงตาของผมเปร่งประกายอีกครั้งท่ามกลางหิมะที่ร่วงโรยลงมา แม้ไม่อาจจะละทิ้งอดีตได้ ครอบครัวของผม คุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวที่จากผมไป ผมจะเรื่อวราวใหม่ที่นี้ และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในสถานที่ที่เฝ้ารอให้ผมไปหาอยู่—โลกอันเดอร์เวิลด์
จบ
ติดตามตอนต่อไป
--------------------
สาระน่ารู้
ข้อมูลตัวละคร
ฟูจิมะ ไอซากิ
เกิดวันที่ 12 ธันวาคม ปี 1999
ลักษณะนิสัย เป็เด็กร่าเริง ไม่งี่เง่า ไม่ดื้อไม่เอาเเต่ใจ มีความคิดคล้ายกับผู้ใหญ่ เป็ที่พึ่งกับเพื่อนรุ่นเดียวกันได้ ฝีปากจัดเป็บาง เวลาจนบางครั้งทากิถึงกับหูชา เธอดีตรงเข้าใจอะไรง่ายเเละจะเชื่อใจกับคนที่เธอยอมรับ เเล้วยังเป็ฝ่ายสารภาพรักกับทากิคุงก่อนด้วย
ความในใจของเธอที่มีกับทากิ คือความรักที่ไม่เคยมีมาก่อน เเม้จะยังเป็เเค่ความรักของเด็ก ๆ เเต่รู้สึกยิ่งใหญ่เเละผูกพันธ์ ถึงต้องเ เยกจากกันเธอก็จะคอยคิดถึงเเละจะไม่ลืมทากิ โดยยังคงหวังว่าจะได้พบกันอีกในอนาคต