การอัญเชิญตัวตนที่สูงกว่า เพื่อมาช่วยเหลือโลกของตนในยามวิกฤตินั้น ถือว่าเป็เื่ปกติสำหรับบางจักรวาล จอมเวทชั้นสูงบางคนสามารถใช้เวทแทรกแซงมิติและกาลเวลาได้ จึงทำให้พวกเขาอัญเชิญตัวตนที่มีพลังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนบนโลกใบนั้นออกมา เพื่อมาช่วยเหลือโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่
และตัวผม ซึ่งมีนามว่าแลนซ์ ก็ถูกอัญเชิญมาด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมถูกกลุ่มจอมเวทจำนวนเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าคนของอาณาจักรบลูสกายอัญเชิญมา เพื่อต่อสู้กับภัยพิบัติของโลกใบนี้ ที่ชื่อว่าหายนะสีดำ รวมทั้งต่อสู้กับอาณาจักรที่เป็ศัตรูกับอาณาจักรบลูสกายในภายหลังอีกด้วย
แน่นอนว่าด้วยพลังของผมซึ่งเป็ผู้กล้า สามารถจัดการศัตรูคู่อริได้อย่างง่ายดาย ตัวผมได้รับทั้งเกียรติยศและอภิเษกกับเ้าหญิงรูปงาม เมื่อผมมีพลังอำนาจ คนของอาณาจักรบลูสกายก็มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับผม ผมใช้ชีวิตในต่างโลกนี้นานเสียยิ่งกว่าโลกใบเดิม ผมรักอาณาจักรบลูสกาย รักประชากรทุกคนในอาณาจักรนี้ และรักครอบครัวของผม
แต่ทว่าห้าปีให้หลังมานี้ ทุกๆอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ เื่ราวของฝันร้าย และการตระหนักได้ถึงความจริงของโลกใบนี้มันพึ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ความจริงทั้งหมดมันเริ่มขึ้นหลังจากที่ผมสูญเสียพลังในตนเอง เมื่อผมสูญเสียพลังอำนาจที่เคยมี อาณาจักรก็มองว่าผมไม่ใช่ผู้กล้าอีกต่อไป...
ผมใช้สองมือไถล้อรถเข็นคนพิการที่ผมนั่ง มายังหน้าพระราชวังหลักของราชวงศ์ ด้านหลังรถเข็นคนพิการมีกล่องของขวัญที่ผมห่อเอง เพื่อนำมามอบให้กับแก้วตาดวงใจของผม ลูกสาวที่ผมรัก เธอมีนามว่าโจแอนนา ลูกสาวที่เกิดจากผมและภรรยาสุดที่รักอย่างแอนนานั่นเอง
หลังาครั้งสุดท้ายระหว่างเผ่าพันธ์มนุษย์ กับตัวตนแห่งหายนะซึ่งทวีปของคนตายทั้งทวีปสิ้นสุดลง ร่างกายท่อนล่างทั้งหมดของผมก็เป็อัมพาต ผมกลายเป็คนพิการนับจากนั้น และกลายเป็คนไร้ค่าของอาณาจักรทันที
หลังจากนั้นผมก็ถูกย้ายออกจากพระราชวัง ไปอยู่บ้านเล็กๆในเขตตัวเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาจะหาทางทำการรักษาให้กับผม ซึ่งการรักษานั้นไม่เคยมาถึงเลยสักครั้ง ลึกๆผมรู้อยู่แก่ใจว่าทางราชวงศ์จงใจขับไล่ใสส่ง เพราะผมหมดประโยชน์แล้ว แต่ผมก็คิดว่าไม่เป็ไร อย่างน้อยผมก็ยังมีภรรยาและลูกสาว
แต่ทว่าการจะพบครอบครัวของผมแต่ละครั้งช่างยากลำบาก ต้องทำเื่นัดวันเวลา และรอการอนุมัติจากเบื้องบน และกว่าครึ่งที่การร้องขอของผมถูกปฏิเสธ เพราะผมเป็คนนอกที่ไม่มีสิทธิเข้ามาภายในรั้วพระราชวัง พวกเหล่าทหารยามและอัศวินที่เคยเคารพนบนอบผม ก็กลับตาลปัตรเปลี่ยนเป็มองผมด้วยสายตาเหยียดหยามและดูแคลน
แต่ไม่เป็ไร...อย่างน้อยครั้งนี้การร้องขอเข้าพบครอบครัวก็ได้รับการอนุมัติ วันนี้เป็วันเกิดของลูกสาวผม เธอมีอายุครบสิบขวบพอดี
ผมนำของที่โจแอนนาชอบมามอบให้กับเธอ เมื่อก่อนผมมัวแต่ทำงานให้กับอาณาจักร จนไม่มีเวลาให้ลูกสาวตนเอง...ตรงจุดนี้ผมก็แอบรู้สึกผิด ผมอยากชดเชยให้เธอ ผมอยากให้ภรรยาและลูกสาวรู้ว่าผมรักพวกเธอมากแค่ไหน ผมถึงได้ลงทุนไถล้อรถเข็นร่วมสองกิโลมาด้วยตัวคนเดียวเพียงลำพัง
ทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูรู้ว่าผมเป็ใคร แต่ที่เขาอนุญาตให้ผมเข้าไปนั้น เพราะครั้งนี้ผมมีบัตรผ่านจากภรรยาของผม ไม่ใช่เพราะผมเคยเป็ผู้กล้า เขาช่วยเข็นรถเข็นพาผมเข้าไปในคฤหาสน์ ภายในนั้นมีเสียงแห่งความสุขของทุกๆคนที่มาร่วมงาน เหล่าขุนนางและเพื่อนร่วมชั้นของลูกสาวผมต่างเต้นร้องกันอย่างสนุกสนาน แต่ทว่าเสียงแห่งความสุขเงียบลงทันที เมื่อผมเข้ามาภายในห้อง
“มาทำอะไรคะ ทำไมไม่บอกก่อนว่าจะมา”
ผู้เอ่ยถามคือลูกสาวผม เธอมีผมสีดำยาวสลวย ดวงตาสีเขียวมะกอกบนใบหน้าเรียวคมของเธอซึ่งได้มาจากผมกำลังฉายแววตื่นใ ผมยิ้มให้กับเธอพลางมองหาภรรยาของผม แต่ดูเหมือนเธอจะไม่อยู่ในงานนี้
“ถ้าบอกก่อนลูกก็ไม่ประหลาดใจน่ะสิ” ผมตอบไปตามนั้น พร้อมกับค่อยๆยื่นกล่องของขวัญให้กับเธอจนสุดแขน แต่ทว่าเธอยังไม่มีทีท่าจะรับของขวัญในมือของผม
“โจแอนนา คนๆนี้เป็ใครกัน...เขาเป็สามัญชนนี่ ทำไมถึงเข้ามาในเขตขุนนางกันล่ะ”
เสียงเด็กหนุ่มบางคนพูดกับลูกสาวผม เด็กหนุ่มคนนั้นท่าทางยโสโอหัง พลางมองเหยียดผมอย่างรังเกียจ สาเหตุนั่นก็เพราะระดับของผมถูกจัดเอาไว้ว่าเป็สามัญชน ไม่ใช่ขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ อันที่จริงแค่มองการแต่งกายก็รู้แล้ว ผมไม่มีเสื้อผ้าหรูๆใส่เลยนับั้แ่พิการ พวกคนใช้ในวังมาขนคืนไปหมดโดยผมทำอะไม่ได้
“คุณน่ะ ไปรอในครัวก่อนได้มั้ยคะ” โจแอนนาลูกสาวผมกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา เธอไม่เรียกผมว่าพ่อด้วยซ้ำ นั่นทำให้หัวใจของผมสั่นสะท้าน ผมหวิดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อรู้ว่าลูกสาวละอายที่มีพ่อพิการแบบผม
ผมทำตามความ้า ไปรอที่มุมครัวเขตคนใช้อย่างเงียบๆ พวกคนใช้ต่างหลบตาผมก่อนจะทำงานตามปกติ ผมนั่งรอเงียบๆอยู่นานกว่าสามชั่วโมง จนในที่สุดลูกสาวของผมก็เดินเข้ามา
“คุณพ่อ มาทำอะไรที่นี่คะ ท่านแม่ไม่ได้บอกหรือ ว่าอย่ามา นี่มันงานสำคัญของขุนนางเขา”
“พ่อขอโทษนะ” ผมตอบกลับไปสั้นๆ แต่ดูเหมือนว่าลูกสาวผมจะยังไม่พอใจ
“อิริคเป็ว่าที่คู่หมั้นหนู เขาไม่รู้ว่าอดีตผู้กล้าอย่างพ่อเป็แค่สามัญชน” โจแอนนากล่าว “พ่อเกือบทำการหมั้นหมายล่มแล้ว หากเขารู้ว่าหนูมีเชื้อสามัญชนผสม คงไม่พ้นถูกรังเกียจ และชีวิตในโรงเรียนหนูคงลำบากแน่ๆ”
“พ่อขอโทษ”
“ท่านอาจารย์เคยสอนเอาไว้ ว่าการแต่งงานข้ามชนชั้นจะมีปัญหาต่างๆตามมา ตอนนี้หนูรู้ซึ้งแล้วล่ะ เพราะปัญหากำลังเกิดกับหนู”
“พ่อสัญญาว่าปีหน้าจะไม่มา” ผมกล่าวไปแบบนั้น “สุขสันต์วันเกิดนะโจแอนนา”
“ทำไมกันนะ...ทำไมพ่อต้องเป็สามัญชนด้วย ถ้าพ่อเป็ขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ หนูคงไม่ต้องปิดบังว่าตัวเองเป็ลูกพ่อหรอก” โจแอนนาไม่ได้ฟังที่ผมพูด เธอยังคงพร่ำตำหนิผมอยู่เนืองๆ
“ถ้าพ่อไม่แต่งงานกับแม่ คงดีซะกว่าสินะ” ผมลองเอ่ยถามออกไปด้วยความน้อยใจ...นี่ผมคาดหวังอะไรกับเด็กสิบขวบกันนะ แต่ทว่าคำตอบของอีกฝ่ายทำเอาผมไม่มีวันลืม
“ค่ะ องค์าาก็ทรงตรัสนะคะ ว่าถ้าไม่มีพ่อสักคน หนูจะเกิดมาในฐานะเชื้อสายราชวงศ์อย่างสมบูรณ์ค่ะ พวกเขาบอกว่าการที่หนูเกิดมาเป็ความน่าละอายของวงศ์ตระกูล”
ผมกลั้นอาการเสียใจเอาไว้ ก่อนจะจากมาอย่างเงียบๆโดยไม่พูดอะไรต่อ ไม่ใช่ความผิดของโจแอนนา ลูกสาวผมถูกบลูสกายปลูกฝังความคิดทั้งหมด และตัวผมซึ่งไม่มีเวลาให้ครอบครัว ก็ไม่ควรไปโกรธ
ข้างนอกคฤหาสน์ ผมพบภรรยาของผมในชุดเกราะสีทองของราชวงศ์ กำลังคุยธุระกับกลุ่มอัศวินในสังกัดของเธออยู่ ภรรยาของผมนั้นมีผมสีดำยาวสวยงาม โจแอนนาลูกสาวผมก็ได้เส้นผมนั้นมาจากภรรยาของผม หากแต่ดวงตาของเธอนั้นเป็สีชมพูแปลกตา แน่นอนว่าในโลกของผมไม่มีใครมีดวงตาแบบนั้น แต่มันเป็เื่ปกติของโลกใบนี้
แม้ในงานวันเกิดของลูกสาว เธอก็ยังคงงานยุ่งวุ่นวายกับหน้าที่หัวหน้ากองอัศวินพิเศษ แอนนาทำหน้าที่แทนผมนับั้แ่ผมพิการ เพื่อไม่ให้ผมถูกตัดสิทธิเบี้ยเลี้ยงจากตำแหน่งนี้ และเธอคงจะยุ่งวุ่นวายกับงานมาก เพราะเธอไม่ได้สังเกตุว่าผมอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ
ผมรู้สึกละอายขึ้นมาทันที ที่สร้างความลำบากให้ทุกคน ภรรยาของผมเธอเคยเป็ถึงเ้าหญิงแต่กลับต้องมาทำงานหนักเยี่ยงนี้ ตัวตนของผมนั้นทำให้ทุกๆคนลำบาก หากผมไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้เสียั้แ่แรก บางทีชีวิตของทุกคนที่ผมรู้จักอาจดีกว่านี้ก็ได้
เมื่อคิดเช่นนั้น ผมก็ดันล้อรถเข็นออกห่างจากภรรยาผม ไปยังสวนหย่อมกลางพระราชวัง ที่แห่งนั้นคือสถาณที่แรกที่ผมปรากฏตัวบนโลกใบนี้ แท่นอัญเชิญผู้กล้า มันตั้งอยู่ใจกลางสวนหย่อมนั้น
เมื่อไม่มีใครโดยรอบเฝ้าแท่นอัญเชิญ ผมจึงลุกจากรถเข็น และเดินไปยังลานพิธีราวกับคนปกติ อันที่จริงหนึ่งปีที่ผ่านมา พลังของผมฟื้นฟูกลับมาจนเป็ปกติดั่งเดิมทุกประการแล้ว แต่ผมไม่ได้บอกใคร เพราะกลัวว่าจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองอีก จึงแกล้งทำเป็คนพิการเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา
ผมรวมมานาในร่างเพื่อเรียกใช้พลังวิเศษของโลกใบนี้ นั่นคือพลังเวท แม้มันจะเป็พลังเวทสีขาวก้อนเล็กๆในตอนแรก แต่ทว่ามันกลับขยายใหญ่ขึ้นจนเท่ากับลูกฟุตบอล หมุนวนอย่างทรงพลัง ผมผลักมันใส่วงเวทที่ลานพิธีจนวงเวทนั้นเรืองแสงสว่างจ้า สว่างจนพื้นที่โดยรอบกลายเป็กลางวันไปชั่วขณะ ก่อนที่ประตูมิติตรงแท่นอัญเชิญจะค่อยๆเปิดออก
ในโลกก่อนที่ผมจะมาเป็ผู้กล้าบนโลกใบนี้ ผมคืุ์ทดลองของกองกำลังฝ่ายอักษะ หน่วยทหารพลังจิตสังกัดกองทัพเยอรมัน ผมเป็มนุษย์ทดลองที่มีไว้เพื่อต่อต้านกองทัพของพวกทหารฝ่ายสัมพันธมิตร แค่มนุษย์พลังจิตคนเดียว ก็ทัดเทียมกองทัพทั้งกองทัพซึ่งติดอาวุธสมัยใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็น และยิ่งผมได้เรียนรู้เวทมนตร์ที่โลกใบนี้ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าน้อยคนจะเอาชนะผมได้
สิ่งที่สู้กับผมในโลกนั้นได้ คืุ์พลังจิตด้วยกัน หรือพวกจอมเวทของสมาคมพ่อมดแม่มดแห่งยุโรป ซึ่งมีเวทมนตร์ที่ทรงพลัง และพิศดารกว่าจอมเวทของโลกใบนี้อย่างเทียบกันไม่ติด
ณ ใจกลางแท่นอัญเชิญผู้กล้า บัดนี้ผมกำลังยืนอยู่กลางประตูมิติ ที่จะส่งผมกลับไปยังโลกใบเดิม ในขณะที่ผมกำลังนึกอาลัยอาวรณ์กับโลกใบนี้อยู่นั้น ก็มีคนมาพบผมเสียก่อน
“แลนซ์ คุณจะทำอะไรน่ะ”
เสียงของภรรยาผมะโดังลั่น พร้อมกับวิ่งมาหาผม เธอหยุดอยู่หน้าแท่นอัญเชิญ และดูตื่นกลัวกับการกระทำของผม
“ผมแค่จะกลับบ้านน่ะ...ผมจากบ้านมานานเกินไปแล้วก็เท่านั้นที่รัก”
ผมตอบกลับภรรยาของผมไปด้วยรอยยิ้ม แต่ทว่าคำพูดของผมดูเหมือนจะทำให้เธอหวาดกลัว
“คุณกลับมามีพลังั้แ่เมื่อไหร่...ไม่สิ คุณจะไปไหน บ้านของคุณอยู่นี่ไม่ใช่หรือคะ”
“ผิดแล้ว” ผมตอบภรรยากลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบ “ผมก็แค่ส่วนเกินของโลกใบนี้ ไม่มีใคร้าผม ผมเป็แค่หมากที่ใช้แล้วทิ้ง บัดนี้หน้าที่ผมเสร็จสิ้นแล้ว...ในเมื่อไม่มีใครสามารถส่งผมกลับไปได้ ผมก็จะกลับไปด้วยกำลังของตัวเอง”
“โถ่ ไม่นะ” ภรรยาของผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “คุณไม่สงสารลูกสาวของเราหรือไง เธอจะรู้สึกยังไง ถ้าคุณทิ้งเธอ และทิ้งฉันเอาไว้แบบนี้”
“ผมหมดประโยชน์แล้ว ไม่มีใครในโลกนี้้าผมอีก แม้แต่ครอบครัว” ผมกล่าวเสียงสั่น ก่อนจะเริ่มบังคับให้ประตูมิติทำงานแบบย้อนกลับ ผมมั่นใจว่าปลายทางจะต้องเป็บ้านของผม เพราะนอกจากการอัญเชิญผมแล้ว วงโคจรเวทก็ไม่เคยถูกใช้งานอีกเลย
“ลาก่อนนะ แอนนา ฝากบอกโจแอนนาด้วยว่าพ่อของเธอกลับไปยังที่ๆเขาควรอยู่แล้ว เธอไม่ต้องกังวลหรือละอายใดๆอีกต่อไป ขอให้มีความสุขกับชีวิตขุนนางของเธอ”
ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกว่าวงเวทกำลังดูดผมกลับไปยังปลายทางที่ๆจากมา ผมเห็นภรรยาของผมะโสุดเสียง เธอทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง เธอพุ่งเข้ามาในวงเวท เพื่อจะคว้าตัวของผมเอาไว้
เกิดเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด ราวกับถูกไฟช็อตอย่างแรง เมื่อผมลืมตาตื่นขึ้นมา ผมก็พบว่าตัวของผมนอนอยู่บนวงเวทอัญเชิญผู้กล้าอันเดิม ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าสิ่งที่ผมทำล้มเหลว ผมก็เหลือบไปเห็นเงาของตัวเองตรงกระจกข้างๆแท่นอัญเชิญ
ร่างกายของผมกลายเป็เด็กอายุสิบสองปี เวลาในตอนนี้คือเช้าตรู่ ผมจำกลิ่นใบไม้และละอองเกสรใน่เวลานี้ได้ดี เพราะมันเป็วันแรกที่ผมถูกอัญเชิญมาที่โลกใบนี้ จุดเปลี่ยนผันอย่างกระทันหันในขณะที่ผมกำลังอยู่ท่ามกลางกลิ่นดินปืนและะเิใน่เวลาของาโลกครั้งที่สอง นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้ผมจำ่เวลานี้ได้จนขึ้นใจ
“นี่ฉัน...ย้อนเวลากลับมาสินะ”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว ผมจึงลุกขึ้นยืน และรีบออกไปจากแท่นอัญเชิญนี้ทันที หากผมหายตัวไปก่อนที่พวกจอมเวทจะมาพบผม พวกเขาจะเข้าใจว่าพิธีอัญเชิญผู้กล้าล้มเหลว
“ลาก่อนทุกๆคน” ผมกล่าวขณะะโสูงเสียดฟ้า ก่อนจะทะยานพุ่งตัวออกไปจนไกลสุดสายตา “นับจากนี้ ฉันจะขอเริ่มชีวิตใหม่ ในฐานะของแลนซ์ ไม่ใช่ในฐานะผู้กล้าของใครอีกต่อไป”