ก่อนที่รินจะเปิดปากเด็กหนุ่มได้เอามือปิดปางเธอไว้ซะก่อน“อื้อ อื้อ..” รินส่งเสียงอู้อี้ด้วยความโกรธก่อนจะปัดมือเขาออกไป เธอมองคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกเค็มที่ปากอยู่เลย“เราว่าไปช่วยยกโต๊ะมาดีกว่านะ” บาสบอกแล้วรีบออกไป เพราะรู้ว่าหากช้ากว่านี้อีกนิดเดียวระเบิดได้ลงแน่“ฮึ่ม! ทำไมล่ะ เธอไม่อยากฟังเราเหรอบาส” รินไล่ตามไป แต่เมื่อเห็นพ่อเธอที่ยืนอยู่บนหลังรถกำลังยกโต๊ะให้กับพ่อรุ้งจึงรีบปิดปากสนิท รินรู้ดีว่าพ่อไม่ชอบให้ร้องเพลง แต่จะห้ามได้ยังไงก็ในเมื่อเธอชอบ เธอเรียนเก่งก็จริงแล้วยังไง? มันไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบหรือต้องการก้าวไปข้างหน้าในสายอาชีพที่พ่อเลือกให้ สำหรับรินการร้องเพลงคือความฝันและความสุข “นี่มัวยืนอะไรอยู่ มาช่วยกันหน่อยสิ” บาสเร่งเร้าเมื่อเห็นว่าเธอเอาแต่ยืนมองเฉยๆ“จิ๊ รู้แล้วน่าไม่เห็นต้องรีบเลย” รินกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจแต่ยังเดินเข้ามาช่วยยกอยู่ดี
ลุงเพิ่มไม่มีคนงาน แกทำงานคนเดียวและไปส่งของคนเดียวตลอด นอกซะจากว่ามันเป็นของล็อตใหญ่ถึงจะจ้างเด็กแถวบ้านมาช่วยยก ค่าตอบแทนที่แกให้เด็กคนนั้นคือเหล้าขาวหนึ่งขวด ซึ่งเด็กที่ว่าเป็นคนที่ไม่เรียนหนังสือ เขาจบเพียงป.6และเลี้ยงวัว เขาไม่คิดอะไรมากแค่ใช้ชีวิตอยู่กับไร่น่า อาศัยเหล้ากินไปวันๆ โต๊ะและเก้าอี้คือแปดชุด มันไม่สามารถใส่รถกระบะตอนเดียวมาได้ทั้งหมด ลุงเพิ่มจำต้องขับรถกลับไปเอามาอีกรอบ พ่อรุ้งที่เป็นเพื่อนกันจึงขึ้นไปช่วยยก ส่วนรินน่ะเหรอ? เธอก็นั่งอยู่ที่ร้านจิ้มจุ่มของบาสบาสมองโต๊ะเหล่านั้นก่อนจะมองรินที่ทำหน้าป่วยๆ แม้จะมีรอยยิ้มที่สวยงามเเต่เด็กสาวคนนี้มักไม่ยิ้ม โดยเฉพาะเวลาที่เธอโกรธ บาสรู้สึกขำไม่น้อย เขาไม่เคยเห็นหัวหน้าห้องเป็นแบบนี้เลย ปกติเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเธอจะเป็นคนเงียบขรึม เธอชอบอยู่คนเดียว เธอมักใช้เวลาอ่านหนังสือหรือไม่ก็อยู่ในห้องน้ำเพื่อร้องเพลง “นี่...ดีจังเนอะที่เธอย้ายมาอยู่ที่นี่” เด็กสาวเปิดปากหลังจากเงียบมานาน รินมองไปที่ทางเข้าหลังโรงเรียนด้วยสายตาซับซ้อนบาสยืนพิงกับผนัง เขามองออกไปเช่นกัน“ที่จริงก็ไม่อยากย้ายหรอก”“อ้าว...แล้วเธอออกมาทำไมล่ะ?”“ก็เพราะในหมู้บ้านมันยังมีขีดจำกัดอยู่ เราเลยเลือกที่จะออกมา เปิดร้านที่ตลาด”“หมายถึง...คนน้อยเหรอ?” บาสพยักหน้า ใช่หัวหน้าห้องยังไงก็เป็นหัวหน้าห้อง เธอเป็นคนฉลาดเข้าใจอะไรได้ง่าย “ที่นั่นคนน้อย มันขายได้ก็จริงแต่มันไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน” บาสตอบ “แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็นตลาดมันคนละเรื่อง อีกอย่างที่นี่ก็เป็นหลังโรงเรียน มันเป็นทำเลที่ดีในการเปิดร้าน” “แต่...เธอก็เปิดแค่ตอนเย็นจนถึงตอนกลางคืนไม่ใช่เหรอ? แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเมื่อมันเปิดหลังโรงเรียน” รินถาม ถึงแม้เธอจะฉลาดแต่นั่นอยู่ในห้องเรียน เธอตอบโจทย์ที่อาจารย์ตั้งคำถาม แต่ในชีวิตจริงใครล่ะจะมาตั้งโจทย์ให้เรา? “มีสิ ถึงแม้จะไม่ได้เปิดตอนกลางวันแต่ด้วยการเห็นมันอยู่ใกล้แค่นี้...พวกเขาจะย้อนกลับมาในตอนกลางคืน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกลุ่มเด็กวัยรุ่น” “มั่นใจจังนะ” “ก็นะ นี่เกี่ยวกับการเปิดร้านวันแรกด้วย ถ้าหากเราทำให้พวกเขาประทับใจได้ก็จะเป็นผลดี เพราะหลังจากนี้จะเป็นการพูดปากต่อปากว่าร้านนี้เป็นยังไง โดยเฉพาะร้านของเราที่อยู่หลังโรงเรียน ไม่ต้องพูดเลยว่ามันเป็นร้านใหม่ที่ใครก็อยากลอง โดยเฉพาะนักเรียนที่อยู่ในระแวกนี้” บาสเข้าใจถึงเรื่องนี้ดี การเปิดร้าน แน่นอนว่ามันต้องขายดีวันแรกเพราะคนอยากลองของว่าร้านนี้เป็นยังไง หากอร่อยก็จะพูดปากต่อปาก หากไม่อร่อยก็จะพูดปากต่อปาก ทั้งสองเหมือนกันแต่ต่างกันตรงผลลัพธ์ตอนนี้ปี 2008 อินเตอร์เน็ตยังไม่ได้แพร่หลายดั่งอนาคต ไม่เหมือนในอนาคตที่สามารถแชร์ร้านนู้นร้านนี้แล้วมียูทูปเบอร์เข้าไปถ่าย หลังจากนั้นก็มีคนเข้าร้านเป็นหางว่าว ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการโฆษณาร้านที่ดีกว่าปากต่อปากเช่นตอนนี้มาก วิธีบอกเล่ามันค่อนข้างใช้เวลานานแต่ด้วยจำนวนของนักเรียน บาสคิดว่ามันคงไม่นานนักที่ร้านของเขาจะกลายเป็นร้านจิ้มจุ่มที่ได้รับความนิยมทุกสิ่งอย่างล้วนขึ้นอยู่กับน้ำจิ้ม!
การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปิ้งย่างล้วนต้องอาศัยน้ำจิ้มรสเด็ด หากปราศจากน้ำจิ้มรสเด็ดไม่ว่าร้านของคุณจะตกแต่งดีอย่างไรแต่มันก็แค่นั้น แต่อย่างใดก็ตามไม่ใช่แค่น้ำจิ้มต้องอร่อย หมูต้องเป็นแผ่นไม่ยาวหรือหนาเกินไป ไม่งั้นแล้วจะเคี้ยวลำบาก คงไม่มีใครหรอกใช่มั้ยที่อยากกลับไปกินร้านเดิมที่หั่นหมูไม่ได้เรื่อง ส่วนผักจะอย่างไรก็ได้ขอแค่สดใหม่ใช้ได้แล้ว
“ถ้าอยากให้คนเข้าร้านเยอะก็ต้องมีนักร้อง! ว่าไงบาส อยากให้เรามาร้องเพลงมั้ย” รินยังไม่ยอมแพ้ และเขารู้สึกรำคาญเธอจริงๆ บาสนั่งรอว่าเมื่อไหร่พ่อรุ้งกับลุงเพิ่มจะมาสักที เพราะยิ่งรอนานเท่าไหร่รินยิ่งพูดไม่หยุด เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นเลยนอกจากร้องเพลง เรื่องนี้ทำให้เขาแทบบ้า บาสจึงลุกขึ้นยืนก่อนจะบอกว่า“เดี๋ยวไปซื้อน้ำก่อนนะเอาอะไรปะ”“ไม่ล่ะ เราไม่หิว”“ไม่เอาจริงเหรอ? กลับมาจะขอกินไม่ได้นะคุณหัวหน้าห้อง” “จิ๊ เลิกเรียกหัวหน้าห้องได้แล้วน่า ตอนนี้เราไม่ได้เป็นแล้วเว้ย เธอจะซื้ออะไรก็ซื้อเถอะ” รินก้มหน้างุด คำพูดของเขาทำให้เธอหงุดหงิด ใจจริงแล้วไม้ได้อยากเป็นเลยหัวหน้าห้อง แต่เพราะผลการเรียนเธอจึงจำต้องยอมรับมันไว้“ได้...” บาสพยักหน้าแล้วออกไปจากร้านจิ้มจุ่มที่ยังตกแต่งไม่เสร็จ
ตึกที่ติดกันเป็นร้านต่อทะเบียน พ.ร.บ มันเป็นร้านใหม่ที่ยังตกแต่งไม่เสร็จ แผ่นป้ายหน้าร้านยังถูกวางไว้ที่พื้นขณะคนกำลังทำงานด้านใน บาสมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปร้านโชว์ห่วยที่อยู่ไม่ไกลนัก ร้านนี้ยังอยู่ได้ในตอนนี้รวมถึงมินิมาร์ทที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่อย่างใดก็ตามหลังจากร้านสะดวกซื้อ 24ชั่วโมงเข้ามามีบทบาท ร้านโชว์ห่วยและมินิมาร์ทจะเจ๊งทั้งหมด ไม่มีร้านไหนอยู่ได้นอกจากร้านโชว์ห่วยในบ้านนอกที่ไม่ค่อยมีคน
บาสถอนหายใจเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ธุรกิจที่ว่าเติบโตเร็วมากพริบตาก็ลุกลามทั่วประเทศ เกิดผลกระทบกับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เพราะร้านที่ว่าดันมีแม้แต่สากกระเบือยันเรือรบ แล้วใครที่ไหนล่ะจะไม่เข้าในเมื่อมันมีทุกอย่าง อีกทั้งยังเปิดตลอดเวลา
เด็กหนุ่มจ่ายเงินกลับไปที่ร้านจิ้มจุ่มตนเอง แต่ก่อนที่เขาจะเดินถึงร้านนั้นเด็กสาวคนหนึ่งที่เดินดูแต่โทรศัพท์อยู่ได้ชนเขา บาสถือของไม่ทันระวังจึงล้มลงไป ถุงหูหิ้วขาดและเป๊ปซี่ก็กองอยู่ที่พื้นเด็กสาวเองก็ล้มไม่ต่างกัน เธอไม่ได้ส่งเสียงโอดโอยหรืออะไรแต่เร่งลุกขึ้นแล้วขอโทษ “ขอโทษนะ นายไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”“อืม ไม่เป็นไรแต่ถุงขาดหมดแล้วสิ” บาสมองถุงหูหิ้วที่ขาด เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะถือเป๊ปซี่ทั้งหมดไปถึงร้าน “เดี๋ยวเราช่วยนะ” เด็กสาวก้มลงมา บาสถึงกับหน้าแดงแจ๋ เธอใส่กระโปรงสั้นเมื่อนั่งยองๆจะเห็นกางเกงในตัวเล็ก เขาอดไม่ได้ที่จะก่นด่าในใจ ทำไมเธอถึงไม่ระวังต้วนะ?“เป็นอะไรหรือเปล่าหน้าแดงๆ”“เปล่า...แดดมันร้อนน่ะ”“อ๋อ...แล้วนายอยู่ที่ไหนเหรอ? เดี๋ยวยังไงเราจะเดินถือไปด้วย”“เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอก ของแค่นี้เอง” “น่านะ เราเป็นคนทำของนายตก นี่เป็นความผิดของเราเพราะงั้นเราต้องรับผิดชอบ อีกอย่างนายมีสองมือจะถือขวดน้ำไปทั้งหมดได้ยังไง ว่าไงนายจะไปที่ไหนเหรอ?” เด็กสาวยังคาดคั้น ในหัวของบาสโล่งไปหมด จนถึงตอนนี้เธอยังนั่งยองๆ...เธอไม่รู้สึกว่ามันเย็นบ้างหรือไงนะ?“เอางั้นก็ได้ ร้านของเราอยู่ไม่ไกลตามมาสิ” เด็กสาวยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ในมือถือขวดเป๊ปซี่เต็มไม้เต็มมือ เดินตามเด็กหนุ่มไปก่อนจะขมวดคิ้ว“อย่าบอกนะว่า...อาาา”“เป็นอะไรเหรอ? มีอะไรแปลก” บาสหันมามองเธอแปลกๆ ทำไมเธอถึงทำหน้าอย่างนั้นนะเมื่อเห็นร้านของเขา“ไม่ใช่อย่างนั้น...เราจะย้ายมาอยู่ตึกติดกันน่ะเลยไม่คิดว่าจะพบกับเพื่อนบ้าน...”“อ๋อ...เธอคือคนที่ย้ายมาอยู่ใหม่เหรอ ร้านพ.ร.บ?”“ใช่ๆ นั่นล่ะร้านพ่อเรา..ว่าแต่นายชื่ออะไรเหรอ เราเอิงนะ” เด็กสาวยิ้ม เธอมีลักยิ้มสองข้างทำให้เธอดูอ่อนหวานมากเวลายิ้ม“...บาส” เขาเองก็ยิ้ม ไม่คิดเลยว่าเพื่อนบ้านจะน่ารักขนาดนี้“มาแล้วเหรอบาส แล้วนี่....” รินที่นั่งรออยู่หน้าร้านลุกขี้นยืนเมื่อเห็นบาสกลับมา แต่แล้วเป็นต้องชะงักเมื่อเห็นเด็กสาวข้างๆเขา“เราเอิงอยู่ร้านข้างๆ” เอิงเเนะนำตัวก่อนจะวางน้ำอัดลมไว้บนโต๊ะ จากนั้นหันไปบอกบาสว่า “งั้นเราไปก่อนนะบาส”“อื้อ แล้วเจอกันนะ” รินเดินออกมาหน้าร้านก่อนจะเผยรอยยิ้มประหลาดเมื่อเห็นเอิงเดินเข้าร้านข้างๆที่กำลังตกแต่ง ถอนสายตากลับมามองเพื่อนชายของเธอตอนนี้ เขายังมองเด็กสาวคนนั้นตาไม่กระพริบ อดรู้สึกขำไม่ได้“ยิ้มอะไร?” รินถาม แต่บาสกลับส่ายหน้า“เปล่านี่”“ไม่ใช่ว่าดีใจอยู่เหรอ”“เรื่องอะไรล่ะ?” “จิ๊ ก็รู้อยู่น่า....ดีใจใช่เปล่าที่เพื่อนบ้านน่ารัก” รินพูดได้ตรงจุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาดีใจหน่อยๆที่มีเพื่อนบ้านน่ารัก แต่อย่างใดก็ตามบาสจะยอมรับความจริงได้อย่างไร เขาตอบปฏิเสธและยื่นน้ำอัดลมให้เธอ“จะกินปะ เดี๋ยวเย็นแล้วไม่อร่อยนะ”“จิ๊ เปลี่ยนเรื่องอีกนะ เอาเถอะมันก็ไม่ใช่เรื่องของเรานี่น่า...ว่าแต่เอิงเรียนที่เดียวกับเราใช่มั้ย” “ไม่รู้สิ ทำไมรินไม่ถามเอิงล่ะ” บาสไม่ได้สนใจรินแล้วดื่มน้ำอัดลม สำหรับเอิงเขาไม่รู้จักเธอในชีวิตก่อน เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นคนเช่นไร หรืออนาคตจะเป็นยังไงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขารู้สึกดีจริงที่ร้านข้างๆมีเด็กน่ารัก