บทที่130
คำเตือนจากเหยียนไป๋เฉิน
หลังจากที่เงาของซูเหม่ยหรูเลือนหายออกไปจากศาลาในสวนเหยียนไป๋เฉินซึ่งยังคงยืนอยู่ใต้ต้นหลิวก็ยังไม่ขยับทันทีเขายังคงยืนอย่างเงียบสงบ มือทั้งสองไขว้อยู่ด้านหลังดวงตานิ่งสงบทอดมองตามแผ่นหลังของสตรีที่เพิ่งวิ่งหนีออกไป ก่อนจะค่อย ๆก้าวเท้าเดินเข้ามาในศาลาอย่างช้า ๆ
ฝีเท้าของเขาเงียบเชียบดั่งร่มเงาเดินผ่านกลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ที่ลอยอวลอยู่ในอากาศยามสายแดดอ่อน ๆสะท้อนผ่านเรือนเงาของกิ่งหลิวเขาเดินเข้ามาโดยไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ให้ดังขึ้นแม้เพียงครึ่งคำ
ในจังหวะเดียวกันนั้นไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ก็หยิบถ้วยน้ำชาจากสำรับอีกใบขึ้นมาอย่างแผ่วเบาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าที่ว่างอยู่ แล้วรินชาให้ด้วยมือข้างหนึ่งอย่างละเมียดละไมท่ามกลางความสงบนั้นถ้วยชาถูกเลื่อนไปทางด้านหน้าพอดีกับจังหวะที่เหยียนไป๋เฉินทรุดตัวนั่งลงอย่างเงียบงัน
เขายกถ้วยชาขึ้นช้า ๆ สูดกลิ่นแล้วจิบคำหนึ่งอย่างสุขุม
ไป๋ซือเหนียงทอดสายตามองอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ไม่โกรธนางหรือ?”
คำถามนี้ทำให้มุมปากของเหยียนไป๋เฉินคลี่ยิ้มบางๆ เขาส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหัวเราะออกมาในลำคออย่างแผ่วเบาก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
“นางก็เป็นเช่นนี้ตลอดจะโกรธนางด้วยเรื่องอันใดกัน”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ไป๋ซือเหนียงประหลาดใจนักนางคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอีกฝ่ายจะตอบเช่นนี้ความเป็นตัวของตัวเองและนิสัยร่าเริงของซูเหม่ยหรูนั้นอาจดูเกินพอดีในสายตาสตรีชนชั้นสูงคนอื่นแต่สำหรับไป๋ซือเหนียงแล้ว กลับมองว่านางคือผู้ที่ ‘น่าคบ’ ที่สุดในหมู่บุตรหลานขุนนางทั้งหมดในนครหลวง
ไม่ถือตัว ไม่เย่อหยิ่งวางตัวเรียบง่าย แล้วยังสามารถหัวเราะกับเรื่องเล็กน้อยได้เสมอ
ระหว่างที่นางคิดอยู่เงียบ ๆ ไป๋ซือเหนียงก็พลันเหลือบตามองบุรุษชุดขาวตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงว่างมาในเวลานี้ไม่ใช่ว่ามีราชการกองทัพต้องจัดการหรือ?”
คำถามนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยเจือความขบขันเล็กน้อย…เพราะผู้ที่มีตำแหน่งสูงในกองทัพอย่างเหยียนไป๋เฉินมักไม่ปรากฏตัวในช่วงเวลากลางวันเช่นนี้บ่อยนัก
สำหรับบุรุษอย่างเหยียนไป๋เฉินแล้วการที่เขาปรากฏตัวภายในสวนของจวนในช่วงเวลากลางวันเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่หายากยิ่ง
หากจะถามถึงเหตุผลก็ไม่ใช่อะไรอื่นเพราะอีกฝ่ายมีตำแหน่งสำคัญในกองทัพ หน้าที่ในแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยภาระหนักทั้งการจัดการราชการทหาร ฝึกฝนเหล่าทหารรักษาการณ์และเข้าร่วมประชุมบัญชาการกับแม่ทัพต่าง ๆ เรียกได้ว่าแต่ละวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเหยียนไป๋เฉินแทบจะไม่เคยเหยียบย่างกลับเข้ามายังจวนเหยียนหลงอ๋องเลยด้วยซ้ำ
นอกจากนั้น เมื่อไม่มีภารกิจสำคัญเขามักเก็บตัวฝึกยุทธ์ภายในหอฝึกของตนหรืออยู่ในค่ายทหารมากกว่าจะออกมาปรากฏกายให้เห็นในสถานที่เช่นนี้
เหยียนไป๋เฉินนั่งนิ่งยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง สีหน้าเรียบเฉยสงบนิ่งราวกับสายน้ำยามนิ่งสงัดก่อนจะเปรยขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความผ่อนคลาย
“อืม...เป็นช่วงว่างที่หายากเลยทีเดียว”
เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบื้องหน้าแล้วเอ่ยต่อทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายซักถาม
“ได้ยินว่าเจ้า...จะไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของท่านน้า”
ไป๋ซือเหนียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่เร่งเร้า
“อืม...มีอันใดจะเตือนหรือ?”
เหยียนไป๋เฉินนิ่งครู่หนึ่งเขาไม่ได้ตอบในทันที หากแต่ยกมือขึ้นเลื่อนถ้วยชาเบา ๆ ไปยังตำแหน่งเดิมบนถาดน้ำชาจากนั้นจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ก็มิใช่ว่าเป็นคำเตือนโดยตรง...จะเรียกเช่นนั้นก็ได้ แต่หากให้พูดตามตรง คนของตระกูลซูนั้น ข้าไม่ห่วงอะไรมากพวกเขามิได้มีปัญหาอันใดกับจวนเรา”
เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆเงยหน้าขึ้น จ้องสบตาไป๋ซือเหนียงด้วยแววตานิ่งลึก
“แต่งานเลี้ยงครั้งนี้...แขกที่ถูกเชิญมานั้นมาจากหลากหลายตระกูลบางคนเป็นศัตรูของจวนเหยียนหลงอ๋อง บางคน...เป็นศัตรูของเจ้าโดยตรงนั่นต่างหากที่ข้าต้องการจะให้เจ้าระวัง”
ตระกูลซูผูกพันแนบแน่นอยู่กับจวนเหยียนหลงอ๋องมาเนิ่นนานดังนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหาอันใดกับพวกเขา ทว่ากลับกันแขกคนอื่นที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเสียแล้วภายในนครหลวงนั้นหาใช่มีเพียงผู้ที่หวังดีไม่
หากจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้วศัตรูของจวนเหยียนหลงอ๋องมีอยู่ไม่น้อย และในขณะเดียวกันศัตรูของไป๋ซือเหนียงเอง...ก็มิได้มีน้อยไปกว่ากัน
ด้วยสถานะของนางในยามนี้ในนามพระชายาของซื่อจื่อแห่งจวนเหยียนหลงอ๋อง และในอีกฐานะหนึ่งบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลไป๋ที่ล่มสลายสองสถานะนี้หากแยกจากกันก็หนักหนาอยู่แล้ว แต่มารวมอยู่ในร่างเดียวเช่นนี้ย่อมเรียกทั้งสายตา ความริษยา และเพลิงแค้นจากผู้คนรอบด้านอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
เหยียนไป๋เฉินจึงกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแต่หนักแน่นว่า “เพราะเช่นนั้น…เจ้าก็ระวังตัวเอาไว้ด้วย”
ไป๋ซือเหนียงยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากจิบชาด้วยท่าทีสงบ เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะขานรับในลำคอ
“อืม...”
ทันใดนั้นเสียงใสเจื้อยแจ้วก็ดังมาแต่ไกล
“ท่านพ่ออออออ~!!”
เสียงร้องเรียกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นของเด็กหญิงตัวน้อยดังแว่วขึ้นจากปลายสวนเถาๆ เด็กหญิงผู้นั้นที่มัดผมเป็นก้อนกลมคู่เหมือนซาลาเปา วิ่งตะบึงมาจากลานดอกไม้ผิวขาวอมชมพูของเด็กน้อยเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งไล่จับผีเสื้อดวงตากลมโตสุกใสเปล่งประกายยามที่แลเห็นบิดาของตน
เมื่อถึงตัว เด็กน้อยกระโดดเข้าหาอย่างแรงด้วยความไว้วางใจเต็มเปี่ยม
เหยียนไป๋เฉินอ้าแขนรับร่างน้อยเข้ามาในอ้อมอกโดยไม่แม้แต่จะเอนตัวหลบราวกับเขาคาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า จากนั้นใช้มือข้างหนึ่งคว้าผ้าเช็ดหน้าออกมาซับหยาดเหงื่อที่เต็มใบหน้าของเถาๆด้วยท่าทีอ่อนโยน
ปลายนิ้วอุ่นนุ่มของเขาไล้ผิวแก้มกลมอย่างเบามือก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกแฝงความอบอุ่นที่หาได้ยากนักจากเขา
“วิ่งจนเหงื่อเต็มหน้าเช่นนี้สนุกมากเลยหรือ?”
…
ยามราตรีแห่งนครหลวงเหยียนจิงยังคงอบอวลไปด้วยไอเย็นจากลมราตรีที่พัดแผ่วผ่านตรอกซอกซอยเล็กๆ แสงโคมไฟที่แขวนอยู่ตามชายคาบ้านเรือนวูบไหวราวกับเปลวเพลิงต้องสายลมเงาของไม้พุ่มริมรั้วโยกคลอนในความมืด เสียงฝีเท้าของผู้คนเบาบางลงตั้งแต่ยามสองเหลือเพียงความเงียบงันที่ค่อย ๆ แผ่คลุมทั่วนคร
ที่บ้านพักหลังหนึ่งในตรอกอันคุ้นตาบ้านที่ตั้งอยู่เงียบงามเช่นเดิมภายในแสงตะเกียงสลัวกำลังทอดเงาของคนทั้งสี่ลงบนพื้นดินดิบ
ไป๋ซือเหนียงในร่างของเสี่ยวฮวานั่งพิงพนักเก้าอี้ดวงตาคู่นิ่งลึกล้ำของนางจับจ้องกับเปลวไฟในตะเกียงขณะเท้าคางลงบนฝ่ามือขวาด้านข้างคือเสี่ยวหนิง ส่วนซูจิ่งซานและจี้หานนั่งประจำที่ฝั่งตรงข้ามใบหน้าแต่ละคนฉายแววจริงจัง ต่างรู้ดีว่าค่ำคืนนี้มิใช่เพียงการพูดคุยธรรมดา
"ครั้งนี้เป็นของกลุ่มเถาวัลย์ดำหรือ?"ไป๋ซือเหนียงเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงของนางสงบทว่าทอดลึกจนผู้ฟังรู้สึกถึงน้ำหนักที่ซ่อนอยู่ในคำถาม
"ใช่ขอรับเป็นของกลุ่มเถาวัลย์ดำ" ซูจิ่งซานรีบรายงานออกมาโดยไม่รีรอน้ำเสียงของเขาหนักแน่นแสดงถึงความแน่ใจ
"ครั้งนี้เป็นสินค้าที่ใหญ่กว่ารอบที่แล้วเล็กน้อย"
ไป๋ซือเหนียงยกยิ้มบาง ๆขึ้นที่มุมปาก แววตาของนางสะท้อนแสงตะเกียงที่揺ไหว ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน
"ดี…งั้นอีกสองวัน พวกเจ้าก็เตรียมตัวให้เรียบร้อย และเตรียมคนเอาไว้ด้วย"
"ขอรับ!"ซูจิ่งซานขานรับเสียงดังในทันที
การประชุมในค่ำคืนนี้เกิดขึ้นเพราะข่าวการขนส่งสินค้าชุดใหม่ได้ถูกส่งมาถึงเป็นสินค้าของอีกกลุ่มอิทธิพลหนึ่งในโลกเงามืดของนครหลวง กลุ่มเถาวัลย์ดำกลุ่มที่มีผู้นำเป็นหญิงซึ่งผู้คนต่างขนานนามว่า ฮูหยินเถาวัลย์ หญิงอำมหิตผู้แฝงอยู่ในหมอกควันแห่งอำนาจและความลับ
เป้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช่ของกลุ่มธารโลหิตมังกรอย่างที่เคย แต่เป็นของกลุ่มเถาวัลย์ดำ