แสงสลัวจากไฟนีออนหน้าประตูใหญ่ส่องสว่างลอดเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอน ทำให้มองเห็นเงาตะคุ่มของแมวน้อยที่นอนเหยียดยาวอยู่บนโต๊ะหัวเตียงมันหรี่ตาขึ้นมองในความมืด ชั่วอึดใจก็ลุกขึ้นยืนะโลงมาจากโต๊ะดังตุบ เท้าทั้งสี่ของมันมุ่งหน้าไปยังทิศทางของแสงะโพรวดไปเกาะขอบหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ เ้าขนปุยสามสีทำท่าทางชะเง้อหน้ามองสวนหลังบ้านที่อยู่ติดกับห้องนอนมันตัดสินใจกระโจนลงจากหน้าต่างชั้นสองสู่พื้นหญ้า เท้าน้อยๆของมันมุ่งตรงไปยังต้นหอมหมื่นลี้ที่ยามนี้โบกสะบัดเบาๆตามแรงลมคล้ายคำเชิญชวน
เ้าสิ่งมีชีวิตสี่ขายืนนิ่งอยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้จู่ๆ ดวงตาสีเขียวประกายค่อยๆเปลี่ยนเป็สีดำสนิท ขนปุยกุดหายไปจนเหลือแต่ิัเรียบลื่นใบหน้ามีเค้าโครง เส้นผมงอกยาวสีดำหนา ร่างกายส่วนล่างทอดยาวกลายเป็เท้าทั้งสองข้างยืนเหยียบพื้นดินขาหน้ากลายเป็มือครบทั้งห้านิ้วเอื้อมจนถึงกิ่งก้านของต้นหอมหมื่นลี้
ดอกหอมหมื่นลี้เอยค่ำคืนนี้ช่างส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลเข้มข้นมากกว่าทุกคืน......
เอมมาลินหลับสนิทเสียจนไม่รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติใดๆทั้งที่ตอนนี้ภายในห้องนอนปรากฏร่างสาวน้อยอายุราวแปดขวบสวมชุดจีนโบราณกรุยกรายในมือถือดอกหอมหมื่นลี้ช่อใหญ่เดินเยื้องย่างเข้ามาหาหญิงสาว
เวลานี้ไม่หลงเหลือร่องรอยของเ้าแมวหลงตัวจ้อยนั้นอีกต่อไป
ใช่...แมวน้อยได้เปลี่ยนร่างเป็ดั่งเช่นกายมนุษย์ไปเสียแล้ว!
“ถึงเวลาแล้วเ้าค่ะ” หญิงสาวหลับลึกเสียจนไม่อาจได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหู
สาวน้อยในชุดจีนโบราณนั่งลงบนเตียงเคียงข้างเ้าของห้องนอนนางเด็ดดอกหอมหมื่นลี้สีเหลืองที่สวยที่สุดเพียงหนึ่งดอกออกจากช่อ วางดอกที่เลือกนั้นลงที่ข้อพับด้านในแขนขวาของหญิงสาว
สิ่งอัศจรรย์บังเกิดขึ้นเมื่อดอกไม้นั้นเรือนแสงสีเหลืองแล้วจมหายเข้าสู่ร่างของเอมมาลิน
สาวน้อยคว่ำฝ่ามือััจุดที่ดอกไม้จมหายแล้วปื้นสีแดงระเรื่อลักษณะเรียบแบนก็ปรากฏขึ้นบนิัของเอมมาลิน
แขนของเอมมาลินถูกประทับด้วยดอกหอมหมื่นลี้โดยที่ไม่รู้ตัว.......
ยามนี้หญิงสาวยังคงติดอยู่ในภวังค์ ความรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวราวกับลอยละล่องอยู่ในอากาศคล้ายกำลังโบยบินแบบไม่รู้ทิศทางไม่รู้จุดหมายช่างเหมือนกับความรู้สึกที่ได้ััเมื่อคืนก่อน
‘เอาอีกแล้ว.....มีคนมาปลุกฉันอีกแล้ว กำลังหลับสบายเลย’ เอมมาลินบ่นพึมพำทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“……”
‘มันคืออะไรกันแน่นะ’ รู้สึกว่าไม่ใช่แค่เสียงเรียกเพียงอย่างเดียวหากแต่ััได้ถึงความเคลื่อนไหวที่อยู่ใกล้มากๆ สิ่งที่รบกวนเธอในยามนี้ทำให้ดวงตาคู่สวยจำต้องลืมขึ้นอย่างช้าๆ
ภาพแรกที่เห็นคือท้องฟ้ายามเช้าสีสดใส‘ทำไมเห็นเป็แบบนี้ล่ะ! ทำไมไม่ใช่เพดานห้องหรือผนังห้องนอน’ เอมมาลินกะพริบตาถี่ๆรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“พี่สาวตื่นแล้ว!” หญิงสาวสะดุ้งเฮือกหันหน้าไปทางต้นเสียงก็พบว่าเป็เด็กผู้ชายตัวน้อย หน้ากลมตาตี่นั่งมองหน้าเธอในระยะประชิด เอมมาลินเท้าแขนยกตัวขึ้นพรวดเดียวด้วยความใ
“พวกเรา พี่สาวตื่นแล้ว มาดูเร็ว!” คราวนี้เด็กชายหันไปตะเบ็งเสียงเรียกพรรคพวกที่นั่งจับกลุ่มอยู่ไม่ห่างนักเหล่าเด็กน้อยทั้งชายหญิงอายุไล่เลี่ยกันอีกสามสี่คนวิ่งกรูเข้ามาตามเสียงเรียกเหมือนรออยู่นานแล้ว
“เดี๋ยว....เดี๋ยวนะ พวกหนูเป็ใคร ทำไมพี่ถึงมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะ” ละล่ำละลักถามแบบไม่ทันคิดอะไร
พอได้ฟังที่พี่สาวผมยาวผู้นี้พูดแล้วเด็กน้อยต่างก็ทำหน้าอึ้งไปตามๆกันไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว ได้แต่หันหน้าพูดคุยกันเอง
“เหตุใดพี่สาวผู้นี้พูดจาไม่รู้ความหมาย”
“หรือว่านางเป็คนชนเผ่าอื่น”
“เสื้อผ้าของนางก็ดูแปลกประหลาดยิ่งนัก”
เอมมาลินได้ยินเสียงสนทนาภาษาจีนชัดแจ๋วหยิกหน้าตัวเองเบาๆตั้งสติ
‘เอาอีกแล้ว....นี่ฉันฝันเป็ภาษาจีนอีกแล้วเหรอ!’ ทุกคนสวมใส่เสื้อผ้าแบบหลวมๆแขนกว้างมีแถบผ้าคาดที่เอวสีเดียวกันกับแถบเสื้อที่ไขว้ทับกันตรงหน้าอกมันคือชุดจีนโบราณชัดๆ ‘คราวนี้ฝันเห็นเด็กใส่ชุดจีนย้อนยุคเสียด้วย’
“ฉัน...เอ๊ย...พี่ต้องพูดภาษาจีนกับพวกหนูสินะ” เอมมาลินกล่าวออกมาเป็ภาษาจีนทำให้เด็กน้อยหันมองมาที่หญิงสาวเป็ตาเดียว
“ครานี้ฟังเข้าใจได้ก็จริงแต่วิธีการพูดช่างแปลกนัก พี่สาวทำไมท่านมานอนใต้ต้นกุ้ยหรือว่าท่านไม่มีบ้าน” เด็กหญิงที่ดูน่าจะมีอายุมากกว่าทุกคนสักปีหรือสองปีเอ่ยเสียงแหลมเล็ก
หญิงสาวสะดุดคำพูดที่กล่าวถึงต้นกุ้ยหันหน้ามองซ้ายมองขวาแบบงงๆ
“ใต้ต้นกุ้ย! ที่นี่อีกแล้วรึ!ทำไมฉันถึงได้ฝันเห็นที่แห่งนี้อีกแล้ว! พอสักที ตื่นๆๆ” คราวนี้ทั้งพูดทั้งตบหน้าตัวเองแรงขึ้น จนทำให้เหล่าเด็กน้อยสะดุ้งเมื่อได้ยินภาษาประหลาดอีกครั้งบางคนได้แต่อ้าปากค้าง
“ข้าว่าพี่สาวผู้นี้คงไม่สบายเป็แน่ แลดูน่าสงสาร เรารีบพาไปหาท่านหมอหลิวดีกว่า”
“ไม่ไป ฉันจะอยู่ที่นี่ เดี๋ยวฉันก็ตื่นแล้ว!” เอมมาลินได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าดิกๆเริ่มสติแตกอีกครั้ง ในใจยังตั้งความหวังว่าเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ได้เกิดขึ้นจริงเธอเพียงฝันไปและจะตื่นในอีกไม่นาน
“ไปกับพวกเราเถิดพี่สาว บ้านของพวกเราอยู่ไม่ไกล ข้าจะหาชุดให้ท่านเปลี่ยนเสียใหม่”เด็กหญิงคนเดิมพูดด้วยความเป็ห่วง ด้วยเห็นชุดที่พี่สาวผู้นี้สวมใส่มีเนื้อผ้าบางเกินไปในขณะที่อากาศในยามเช้าเช่นนี้ค่อนข้างเย็น
ทำไมหนอ...ทุกสิ่งทุกอย่างช่างเหมือนความจริงถึงขนาดว่าผิวกายััอากาศหนาวได้จนขนลุกขนาดนี้ เอมมาลินยังคงทำหน้านิ่งรู้สึกช็อกกับสถานการณ์ที่เจอ อยู่ๆ คนเราจะนอนหลับจนกระทั่งเข้าไปอยู่ในความฝันได้จริงหรือ!!
เด็กหญิงจับมือหญิงสาวไว้เป็การปลอบใจพร้อมเร่งเร้าให้ทำตามที่บอก เอมมาลินพยักหน้าช้าๆลุกขึ้นเดินตามเด็กแปลกหน้าไปโดยดีอย่างน้อยๆ เด็กทั้งห้าก็ดูไม่มีพิษมีภัย
เอมมาลินเดินตรงไปตามเส้นทางที่ถูกเหยียบไปเหยียบมาจนกลายเป็ถนนเส้นเล็กขนาบข้างด้วยผืนหญ้าที่ขึ้นอย่างไม่เป็ระเบียบ หญิงสาวกอดอกด้วยเริ่มรู้สึกหนาวแต่ยังคงฝืนเดินต่อไปคาดเดาไปเองว่าระยะทางจากบ้านของเด็กทั้งห้าคงไม่ไกลจากบริเวณที่พบเธอมากเกินไปนัก
“พี่สาว เดินตามข้ามาโดยเร็วเถิด ลงจากเนินนี้ไปคือหมู่บ้านของเราแล้ว”
แต่ตอนนี้ชักเริ่มหายใจหอบรู้สึกเหนื่อยที่ต้องก้าวเดินสวนทางกับแรงโน้มถ่วงเพื่อตามเด็กๆขึ้นมาบนเนินเตี้ยแห่งนี้ยังดีที่มีต้นไม้ใหญ่ให้ได้พักพิงชั่วครู่
เบื้องหน้าของหญิงสาวคือหมู่บ้านที่เด็กๆกล่าวถึงมองเห็นหลังคาบ้านมุงด้วยหญ้าคาแบบบ้านชนบทหลายหลังกระจุกตัวอยู่รวมกัน ส่วนหลังที่ใหญ่หน่อยก็มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาถัดไปเล็กน้อยเป็สายธารน้ำไหลแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้
“พี่สาว มาเร็วๆ” ร่างเล็กที่เดินรั้งท้ายแถวหันกลับมาเรียก
หญิงสาวหูหนวกไปชั่วขณะยังยืนขาแข็งอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงะโจากเด็กคนอื่นๆที่อยู่แถวหน้าสุดดังขึ้นเกือบจะพร้อมกันพลางกวักมือเรียกไม่หยุด
เอาวะ!...เป็ไงเป็กัน จะฝันหรือจะจริง ฉันต้องเดินหน้าต่อไป หญิงสาวเริ่มคิดตกแล้วว่าให้นั่งรอนอนรออยู่ที่เดิมก็ไม่ได้การันตีว่าจะตื่นจากฝันเพ้อเจ้อนี้ได้
“น้องๆ รอพี่ด้วยค่ะ” คราวนี้เอมมาลินกลายเป็ผู้ร้องเรียกเสียเองเด็กทั้งห้าเดินกึ่งวิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจนหญิงสาวกลัวว่าจะเดินตามไม่ทันหากเป็เช่นนั้น เธอจะไม่เหลือใครที่ช่วยเหลือในสถานการณ์แปลกประหลาดนี้อีกเลย
“ท่านหมอ....ท่านหมอหลิว”เสียงประสานของเด็กหลายคนกู่ร้องเรียกที่หน้าบ้านหลังคามุงกระเบื้องดินเผามือน้อยเคาะประตูบานไม้ก๊อกๆๆ เร่งเร้าให้คนภายในบ้านรีบออกมาพบ
“เคาะประตูกันเสียงดังใหญ่โต มีเื่อันใด”เสียงเ้าของบ้านดังขึ้นทันทีที่ประตูเปิดออก
เด็กชายตัวเล็กสุดรีบก้าวเท้าเข้ามาประชิดร่างของชายแก่ที่เพิ่งเปิดประตู
“ว่าอย่างไรจื่อหลง เกิดอะไรขึ้น” ชายแก่ทำหน้าขมวดคิ้วก้มหน้าลงถามเด็กชายจื่อหลง
เด็กน้อยยังไม่พูดสิ่งใดแต่หันกลับไปมองทางด้านหลังแทนคำตอบทำให้ชายแก่เงยหน้ามองตามไปด้วย
“ท่านหมอหลิว พวกข้าเจอพี่สาวผู้นี้อยู่ใต้ต้นกุ้ย”จื่อหลงเริ่มเล่าเื่ให้ชายแก่ฟัง
“ใช่ๆ พวกเราไม่รู้จะพานางไปที่ใด ขอให้ท่านหมอหลิวช่วยนางด้วยได้หรือไม่?” จิ่นเอ๋อร์ผู้เป็พี่สาวของจื่อหลงรีบพูดแทรก
เอมมาลินในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกางเกงขายาวยืนอยู่ท่ามกลางเด็กๆไม่กล้าเอ่ยปากพูดสิ่งใดได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านที่มีบันไดทางขึ้นเพียงสี่ห้าขั้นก่อนถึงประตูไม้บานใหญ่
เมื่อได้เห็นชายแก่ผู้เปิดประตูบ้านใส่ชุดคล้ายกันพวกเด็กเหล่านี้ทำให้คิดเป็อย่างอื่นไม่ได้เลย กลิ่นอายยุคจีนโบราณที่ได้ััด้วยสายตาในยามนี้ทำให้เอมมาลินเริ่มหนาวสะท้านยกมือขึ้นกอดอกตัวเองหลวมๆ
ชายแก่ที่ถูกเรียกว่าท่านหมอหลิวก้าวขาออกจากประตูบ้านเดินตรงเข้ามาใกล้หญิงสาว
“แม่นางผู้นี้คือใคร...ไหนบอกมาสิเ้าชื่ออะไร”
“ข้า....เอ่อ....ข้าชื่อเอมมาลินเ้าค่ะ” เอมมาลินส่งภาษาเดียวกับบุคคลตรงหน้าด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ชื่อช่างแปลกนัก....ชื่อแปลกเช่นนี้ ไม่ใช่คนละแวกนี้เป็แน่ เอ...มาลิน” ท่านหมอจับหนวดเคราทำหน้าสงสัย
“จะชื่ออะไรก็ช่างเถิด ท่านหมอเห็นหรือไม่ พี่สาวผู้นี้หนาวจนขนลุกไปหมดแล้วรีบหาเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนให้แก่นางก่อน แล้วค่อยมาพูดจากัน” จิ่นเอ๋อร์เด็กน้อยที่อายุมากสุดจับแขนของเอมมาลินยื่นให้ท่านหมอดู
ท่านหมอหลิวหลุบตามองตามที่จิ่นเอ๋อร์พูดจึงได้เห็นบางสิ่งที่ทำให้หมอชราผู้นี้ชะงักไปเล็กน้อย
“อุ้ย...พี่สาว....ที่แขนของท่านมีปานแดงรูปร่างแปลกประหลาดนัก”จิ่นเอ๋อร์พูดขึ้นทำให้เอมมาลินทำหน้างง ปานแดงอะไร ไม่มีนะ...... เธอบิดแขนไปมาจนมาสะดุดกับข้อพับด้านในแขนขวา
“เอ๊ะ!ฉันไม่เคยมีปานที่แขนนี่น่า เกิดอะไรขึ้น” เอมมาลินจนเผลอพูดภาษาตัวเองหลังจากที่เห็นปานสีแดงปรากฏขึ้นที่แขนขวา
ทั้งท่านหมอหลิวและเด็กคนอื่นๆต่างก็จ้องเขม็งที่แขนของเธอดูเหมือนท่านหมอหลิวเองก็แปลกใจกับปานที่เห็นและภาษาที่หญิงสาวเอ่ยออกมาเช่นกัน “ขอข้าดูปานที่แขนของเ้าใกล้ๆหน่อย”
“เ้าค่ะ....”เอมมาลินหยุดทำหน้ากระวนกระวาย ยื่นแขนให้ท่านหมอหลิวดู ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆที่แขนของเธอก็ปรากฏปื้นปานสีแดงรูปร่างคล้าย....คล้ายกลีบดอกไม้ที่มีสี่กลีบ
“แม่นางบอกข้าอีกครั้งสิ เ้าชื่ออะไร”
ทั้งที่บอกไปแล้วแต่จะว่าไปชื่อของเธอคงออกเสียงได้ยากเย็นสำหรับคนยุคนี้
หญิงสาวนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนสาวชาวจีนได้ตั้งชื่อจีนไว้เรียกเธอเอาชื่อนี้แล้วกัน
“เหม่ยหลินเ้าค่ะ ข้าชื่อเหม่ยหลิน”
“เหม่ยหลิน! เ้าชื่อเหม่ยหลินเช่นนั้นรึ?” ท่านหมอหลิวทำน้ำเสียงสงสัย
“ใช่ ใช่เ้าค่ะ! ข้าชื่อเหม่ยหลิน” เอมมาหลินย้ำให้ฟังชัดๆอีกครั้ง
“แล้วปีนี้เ้าอายุเท่าไร”
หมอชรายังตั้งคำถามไม่หยุดจนเด็กน้อยที่ยืนรวมตัวกันอยู่มองหน้าหมอหลิวด้วยความใคร่รู้
“สิบแปดปีเ้าค่ะ”
“ช่างบังเอิญเหลือเกิน เป็ไปไม่ได้”ท่านหมอหลิวใจนรำพึงออกมาเบาๆ
“มีอะไรหรือ ท่านหมอหลิว”จื่อหลงถามเสียงใส หลังจากเห็นสีหน้าผิดปกติของท่านหมอชรา
“ไม่...ไม่มีอะไรหรอกจื่อหลงเ้ารีบพานางไปที่ห้องพักด้านหลัง ส่วนจิ่นเอ๋อร์ไปนำเสื้อผ้าของแม่เ้ามาให้แก่นางผู้นี้ผลัดเปลี่ยนก่อนเถิด” สาวน้อยจิ่นเอ๋อร์พยักหน้าแล้วรีบวิ่งไป
หมอหลิวซูเหยียนหันไปสั่งให้เด็กคนอื่นๆกลับบ้านของตนเองเสียให้เหลืออยู่เพียงจิ่นเอ๋อร์และจื่อหลงสองพี่น้องรับหน้าที่จัดการตามคำสั่ง
“เ้าน่ะหรือที่ชื่อเหม่ยหลิน”ผู้ตั้งคำถามวางพับเสื้อผ้าไว้บนโต๊ะกลางห้อง
เอมมาลินพยักหน้าแทนคำตอบด้วยยังไม่รู้จักหญิงวัยกลางคนผู้นี้
จนกระทั่งจิ่นเอ๋อร์และจื่อหลงช่วยกันถือถังน้ำล้างหน้าเข้ามาภายในห้องแล้วพูดแทรก
“นี่คือท่านแม่ของข้าเอง พี่เหม่ยหลินไม่ต้องกลัว”
ที่แท้จิ่นเอ๋อร์กลับบ้านไปเล่าเื่ราวให้แม่ของนางฟังจนแม่ของจิ่นเอ๋อร์บังเกิดความสนใจจึงเป็ผู้ถือเสื้อผ้ามาให้ด้วยตนเอง
“จิ่นเอ๋อร์บอกว่าพบเ้านอนหลับอยู่ใต้ต้นกุ้ย หรือว่าเ้าอยู่หมู่บ้านข้างๆ”
“ข้าไม่มีบ้านอยู่แถวนี้ และข้าก็ไม่ใช่คนที่นี่ด้วย”
“ไม่มีบ้าน? หรือว่าเ้าเป็พวกพเนจร”
จิ๋นเอ๋อร์เกรงว่าหากท่านแม่เอาแต่ไต่ถามอยู่อย่างนี้จะไม่ได้รับรู้สิ่งที่นางอยากรู้ จึงรีบพูดตัดบท
“ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าอยากรู้ว่าทำไมท่านหมอหลิวจึงทำสีหน้าใที่ได้เห็นปานที่แขนของพี่เหม่ยหลิน”
แม่ของจิ๋นเอ๋อร์เอื้อมมือจับแขนของเอมมาลินยืดออกมาดูให้เห็นกับตา
“เ้ามีปานรูปดอกไม้สี่กลีบที่แขนชื่อเหม่ยหลินและอายุสิบแปดปีจริงหรือ?”
“ใช่เ้าค่ะ” เอมมาลินตอบรับ ส่วนจิ่นเออร์กับจื่อหลงยืนฟังอย่างใจจดใจจ่ออยากรู้เต็มที
“อันที่จริงเื่มันก็นานมาแล้วการที่ท่านหมอหลิวใเมื่อได้เห็นเ้า ก็เพราะท่านหมอเคยสูญเสียลูกสาวที่ชื่อเหม่ยหลินชื่อเดียวกับเ้า”
“ท่านหมอหลิวมีลูกสาวั้แ่เมื่อไรทำไมข้าไม่เคยได้เห็น”จื่อหลงถามดูบ้าง
“เ้าจะเคยเห็นได้อย่างไรเหม่ยหลินตายไปตั้งสิบปีแล้ว!!” จิ่นเอ๋อร์ซึ่งอายุเก้าปีส่วนจื่อหลงอายุเจ็ดปีย่อมไม่รู้เื่ราวในอดีต
หญิงสาวเริ่มขนลุกกับเื่เล่าแต่เื่ยังไม่จบเพียงเท่านี้เมื่อแม่ของจิ่นเอ๋อร์ยังพูดต่อไปอีกว่า
เหม่ยหลินตายั้แ่อายุเพียงแปดปี!!
“ใช่...หากเหม่ยหลินยังมีชีวิตอยู่ก็จะอายุสิบแปดปีเท่ากับเ้าในตอนนี้พอดี!”
เอมมาลินหรือเหม่ยหลินในตอนนี้รู้สึกสับสนไปกันใหญ่เธอคิดว่าการที่เธอมาอยู่ที่แห่งนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญเสียแล้ว...