TheLibrary of lost souls
บทที่8: เสียงสะท้อนในความว่างเปล่า
ติ๊ง...ติ๊ง...
เสียงของอะไรบางอย่างดังซ้ำอยู่อย่างนั้นผมค่อย ๆ ลืมตา แสงสีขาวสว่างจ้าจากเพดานทำให้ผมต้องหรี่ตาเพื่อลดความจ้าความมัน ร่างกายหนักอึ้งราวกับว่าผมผ่านเหตุการณ์ะเืขวัญจนทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อคำสั่งของสมอง ผมพยายามที่จะขยับตัวหัวของผมปวดเหมือนกับโดนบีบด้วยแรงอัดจำนวนมหาศาล ผมพยายามตั้งสติสูดลมหายใจลึกแล้วเริ่มไล่เรียงความคิด
"ผมอยู่ที่ไหน?" “มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด”
“ผมมาที่นี่ทำไม?” “ผมกำลัง สืบสวนเื่คอร์รัปชันของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด”
“ผมสลบไปได้อย่างไร? เกิดอะไรขึ้นกับผม?”ไร้ซึ่งความทรงจำ
“อ๊ากก”
หัวของผมปวดหนักขึ้นกว่าเดิมแต่คราวนี้มันเหมือนมีอะไรบางอย่างถูก ‘ดึงออก’ ไปจากสมองของผม ไม่ว่าพยายามซักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถจดจำเื่ราวใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่ผมจะสลบไปได้เลย
ผมเหลือบมองไปรอบๆ พยายามหาคำตอบให้ตัวเอง ห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีเครื่องเรือนอะไรนอกจาก โต๊ะตัวหนึ่งกับเก้าอี้ที่ถูกยึดติดกับพื้น
ที่นี่มันที่ไหนใช่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดแน่เหรอ?
"เขาตื่นแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากลำโพงเล็กๆ ที่ติดอยู่มุมห้อง
"เตรียมนำตัวเข้าห้องสอบสวน" หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สัญชาตญาณของผมบอกว่ามันไม่ใช่เื่ดี ประตูโลหะด้านหน้าสไลด์เปิดออก เผยให้เห็นชายสองคนในชุดดำดวงตาของพวกมันที่ซ่อนอยู่ซ่อนอยู่หลังแว่นไม่อาจปกปิดความเ็าที่เผยออกมา
พวกเขาไม่พูดอะไรหนึ่งในนั้นก้าวเข้ามา คว้าแขนของผม
"ออกมา" ผมสะบัดแขนออกตามสัญชาตญาณ
“อย่าขัดขืนดีกว่าน่า”ชายชุดดำอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเล็งปืนกลมาที่ผม
“จับผมมาทำไม? พวกคุณเป็ใคร?”
“แค่ตามมาก็พอ ไม่ต้องถามอะไรให้มากความ” พวกมันพาผมออกจากห้องเหมือนผมเป็นักโทษที่ต้องถูกควบคุม
ผ่านทางเดินไปไม่ไกลก็มาสู่อีกห้องหนึ่งลักษณะของมันคล้ายกับห้องสืบสวนของตำรวจเวลาจับผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ โต๊ะโลหะวางอยู่กลางห้องผนังด้านหนึ่งเป็กระจกเงาบานใหญ่ ผมไม่แน่ใจว่ามีใครอยู่ข้างกระจกนั่นไหม
"นั่งลง"
ชายวัยกลางคนในชุดวิจัยใบหน้าไร้อารมณ์ นั่งรออยู่ในห้องอยู่ก่อนแล้ว
ผมจ้องเขากลับก่อนจะค่อย ๆ นั่งลง
"ชื่อของคุณน่ะ ริน เอเวอร์ฮาร์ท ใช่ไหม?"
“….ใช่”
เขาพยักหน้าก่อนแตะหน้าจอแท็บเล็ตสีดำก่อนจะถามคำถามถัดไป
"ทำไมคุณถึงมาที่นี่?"
ผมมองจองเขาอยู่พักใหญ่พยายามวิเคราะห์ภาษากาย หาเจตนาของเขา
"…สืบคดีคอร์รัปชันของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด"
“คุณได้ข้อมูลมาจากไหน?”
“แหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์ออกนามให้ข้อมูลมาว่าที่นั่นมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น”
“พวกคุณเป็ใคร? จับผมมาทำไม? คุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันงั้นเหรอ?” ผมรัวคำถามหวังที่จะได้ความกระจ่าง
“…การตอบสนองเป็ไปตามที่้า ข้อมูลตรงกันกับที่ป้อนเข้าไปแทนที่” เขาพึมพำกับตัวเอง
“หมายถึงอะไรการตอบสนองเป็ไปตามที่้า?! พวกคุณทำอะไรกับผม?”
“อ๊ากก” จู่ ๆ อาการปวดหัวของผมแย่ลงขั้นวิกฤติแค่ประคองสติให้อยู่ก็ยากแล้วในตอนนี้
“คุณแน่ใจใช่ไหม ว่านั่นเป็สาเหตุแท้จริงที่คุณมาที่นี่?”
“ก็เออสิวะ!” ผมเผลอสบถออกมาอย่างเสียไม่ได้แค่ประคองสติไม่ให้สลบก็ยากอยู่แล้ว ยังจะโดนคำถามจี้เข้ามา
“งั้นวันนี้เราพอแค่นี้ก่อนแล้วกัน”สิ้นเสียงของชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าของผมเพียงไม่นานความเย็นจากเข็มปลายแหลมทิ่มเข้ามาที่คอ ก่อนที่สติของผมจะค่อย ๆ เลือนหายไป
ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงไฟสีขาวจ้าบนเพดานยังคงเหมือนเดิมแต่คราวนี้ มันไม่ได้แสบตาขนาดนั้น ความเย็นวาบที่ต้นคอแผ่ซ่านตรงจุดที่พวกมันฉีดอะไรบางอย่างใส่ผมก่อนที่สติจะดับวูบไป
ผมยังอยู่ที่นี่ยังติดอยู่ในสถานที่บ้าบอนี่
เสียงลำโพงดังขึ้นอีกครั้ง"เตรียมนำตัวเข้าห้องสอบสวน"
เสียงประตูโลหะเปิดออกเหมือนเดิมชายสองคนในชุดดำปรากฏตัว ทุกอย่างดูซ้ำเดิมราวกับพวกมันเล่นวิดิโอเดิมซ้ำ
แต่คราวนี้ผมมองมันต่างออกไป พยายามวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้า
"ออกมา"
พวกมันก้าวเข้ามาและผมก็ปล่อยให้มันจับแขนโดยไม่ขัดขืน ไม่เหมือนครั้งก่อน ผมไม่พยายามดิ้นหนี
ไม่พยายามทำอะไรผมถูกพาไปยังห้องเดิม โต๊ะโลหะวางอยู่กลางห้อง และกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพของผมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายคนเดิม
“นั่งลง” สคริปส์เดิมเป๊ะ
"ชื่อของคุณน่ะ ริน เอเวอร์ฮาร์ท ใช่ไหม?"
“….ใช่” ผมตอบไปตามเดิม ชายคนนี้แตะที่แท็บเล็ตสีดำเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน
"ทำไมคุณถึงมาที่นี่?" ประโยคเดิมอีกแล้วถึงแม้ผมจะยังไม่มั่นใจว่าพวกมัน้าทดสอบอะไรแต่ตอนนี้ผมจะเล่นไปตามเกมของพวกมันก่อน
"สืบคดีคอร์รัปชันของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด"
"แหล่งข่าวของคุณคือใคร?"
"ผมไม่สามารถเปิดเผยได้"เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปมองแท็ปเล็ตในมือ
"คุณแน่ใจใช่ไหมครับ ว่านี่เป็เหตุผลที่แท้จริงที่คุณมาที่นี่?"
“ผมแน่ใจ”
“ถ้าอย่างนั้น คุณติดต่อกับแหล่งข่าวของคุณครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ?”
ผมนิ่งไปครู่หนึ่งพยายามหาความทรงจำเกี่ยวกับการนัดพบกับแหล่งข่าวก่อนจะเอ่ยออกมา
“ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน”
“อืม...ดูไม่น่ามีอะไรผิดพลาด”
“แล้ว...เอกสารที่คุณได้มาจากแหล่งข่าวของคุณถูกเก็บไว้ที่ไหน?”
"มันอยู่ที่เซฟเฮาส์ในลอนดอน"
ผมพูดออกไปโดยไม่คิดไม่ลังเล มันไหลออกจากปากเหมือนเป็เื่จริงที่สุดในโลก หลังจากได้ยินคำตอบของผมสีหน้าของเขาดูพอใจเหมือนกับเป็สิ่งที่เขาคาดหวังว่าจะได้ยิน แต่ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง...
"เดี๋ยวนะ… ผมมีเซฟเฮาส์ั้แ่เมื่อไหร่?"
ผมพยายามนึกภาพของมันให้ออก แต่ภาพที่ได้มันกลับพร่ามัวเหมือนหมอกหนาความสับสนเริ่มวิ่งชนกันเองในหัว เหมือนเศษเสี้ยวของทรงจำที่ถูกแทนที่กำลังพยายามจะกลับเข้ามา
ผมไม่ใช่นักการเมืองที่ต้องเก็บข้อมูลลับจากพรรคตรงข้าม
ผมไม่ใช่สายลับที่ต้องมีที่ซ่อนตัวจากศัตรูตัวฉกาจ
ผมไม่ใช่นักธุรกิจใหญ่ที่ต้องมีคลังเก็บเอกสารลับหรือทรัพย์สินผิดกฎหมาย
ผมเป็นักข่าว...นักข่าวสายสืบสวนที่ทำงานในลอนดอนมาตลอด งานของผมคือค้นหาความจริงไม่ใช่ปกปิดมัน แล้วทำไมผมถึงมีเซฟเฮาส์? ทำไมผมถึงเชื่อว่ามันมีอยู่จริง? แน่นอน นักข่าวบางคนอาจมีสถานที่เก็บข้อมูลสำคัญ แต่สำหรับผม ผมไม่เคยคิดว่าตัวเอง้ามัน
หน้าตาของเซฟเฮาส์นั่นเป็ยังไง?
ผมเคยไปที่นั่นจริงไหม?
ผมจำได้ไหมว่ามันตั้งอยู่ที่ไหนในลอนดอน?
...จำไม่ได้เลย
ภาพของมันไม่มีอยู่ในหัวผม ไม่มีแม้แต่ภาพเดียวผมไม่ได้ลืม… แต่ผมอาจไม่เคยมีมันเลยั้แ่แรก
แล้วทำไมผมถึงตอบว่าผมมีล่ะ?
ทันใดนั้น ความทรงจำบางอย่างแวบขึ้นมา ผมเคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนเคยอ่านเกี่ยวกับมันมาก่อนเทคนิคการเล่นกับความทรงจำ
นี่มันไม่ใช่แค่การชักจูงไม่ใช่แค่คำโกหกที่ฉลาดล้ำ แต่มันคือการสร้างเื่ราวขึ้นมาใหม่ในหัวของผม ให้เชื่อในสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริงและมันได้ผล แต่...ทำได้ยังไง?
ถ้าผมจับจุดของมันได้...ผมอาจจะสามารถย้อนรอยกลับไปหาความทรงจำที่แท้จริงของเื่ที่เกิดขึ้นจริง ๆ
ชายตรงหน้ามองผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ชายคนนั้นจะพยักหน้าเป็การส่งสัญญาณให้เ้าพวกเ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ผมเริ่มมั่นใจว่าคำตอบของผมเป็สิ่งที่พวกมันคาดหวัง ไม่มีคำถามเพิ่มเติม
ไม่มีข้อสงสัย พวกมันคิดว่าผมยังอยู่ภายใต้การควบคุม พวกมันคิดว่าผมยัง"เชื่อ" ในสิ่งที่พวกมันป้อนให้ แต่แท้จริงผมไม่ได้เชื่ออะไรอีกต่อไปแล้ว
ผมถูกพาตัวกลับไปยังห้องขังสีขาวที่ผมฟื้นขึ้นมาทุกอย่างดูสะอาดหมดจดเกินกว่าที่ควรจะเป็มันให้ความรู้สึกเหมือนห้องทดลองมากกว่าห้องคุมขัง ผมกวาดสายตามองรอบห้องอย่างละเอียดผนังเรียบสนิทไร้รอยต่อ แต่นั่นแหละปัญหา ถ้ามันไม่มีที่ให้ติดกล้องแปลว่ามันอาจอยู่หลังผนังซึ่งผมจะไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันมีจุดบอดอยู่ตรงไหนบ้าง
“บ้าจริง”
ไม่มีเฟอร์นิเจอร์มากพอให้ใช้เป็อาวุธ ไม่มีทางออกให้ผมหลบหนีไม่มีแม้แต่เสียงของใครอื่นนอกจากตัวผมเอง ความเงียบในห้องนี้กำลังจะกลืนกินผมทั้งเป็สิ่งที่พอจะทำได้ในตอนนี้คือพยายามนึกให้ออกสาเหตุที่แท้จริงของการมายังสถานที่แห่งนี้ของผมคืออะไร ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความทรงจำของผมถูกบิดเบือนไปแต่คำถามคือ… มันบิดไปขนาดไหน?
ผมมายังสถานที่แห่งนี้เพราะอะไร?
ผมถูกพวกมันจับตัวมาเพราะอะไร?
ผมเริ่มจากสิ่งที่ควรจะเป็ "ความทรงจำของผมเอง"
“ชื่อ...ริน เอเวอร์ฮาร์ท” มันเป็ความจริง… หรืออย่างน้อยมันก็ควรจะเป็
“งาน...นักข่าวสายสืบสวนจาก LondonChronicle” ใช่ ผมจำมันได้ดีผมทำงานอยู่ที่นั่น ผม… ใช่ไหม?
“ครอบครัว.....ครอบ....ครัว”
นึกไม่ออก! เสียงสะท้อนก้องอยู่ในหัวผม รุนแรงจนเหมือนมันจะฉีกสมองออกเป็ชิ้น ๆ
ทำไม?!
ทำไมจำอะไรไม่ได้เลย?!
หัวใจของผมเต้นแรง แต่มันไม่ได้เป็เพราะความกลัวมันเป็เพราะบางอย่างในตัวผมกำลังดิ้นรน กำลังะโกำลังพยายามปฏิเสธสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
นี่มันไม่ถูกต้อง
"ผมไม่มีครอบครัวงั้นเหรอ?"
"ผมเกิดมาคนเดียว…อยู่ตัวคนเดียวมาตลอดงั้นเหรอ?"
ผมพยายามนึกถึงใบหน้าของใครสักคน ใครก็ได้ใครซักคนที่เคยอยู่ในชีวิตของผม
พ่อ...แม่...พี่ชาย....สิ่งที่ผมนึกออกมีแต่ความว่างเปล่า
ผมจำใบหน้าพวกเขาไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว
ผมพยายามอีกครั้ง
กัดฟัน พยายามขุดคุ้ยเศษเสี้ยวของความทรงจำที่พอจะเหลืออยู่
แต่ยิ่งพยายาม ยิ่งพบแต่ความว่างเปล่า
ความคิดของผมเริ่มสั่นคลอน ผมไม่สามารถระบุได้ด้วยซ้ำว่า... "ผมเป็ใคร?"
"ผมเคยมีพวกเขาอยู่ในชีวิตจริงไหม?"
"หรือพวกมันลบพวกเขาออกไปจากหัวของผมแล้ว?"
เสียงหัวใจของผมกระหน่ำรัวในอก ราวกับมันกำลังจะะเิ
ผมกำลังกลัว...ถ้าพวกมันลบทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาไปแล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าผมเคยมีครอบครัวจริง ๆ? หรือผมเป็เพียงตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยพวกมันั้แ่แรก?
นี่มันอะไรกัน...?
นี่มัน...
"นี่มันอะไรกันโว้ย?!"
ทุกอย่างในหัวของผมเกี่ยวกับครอบครัว ว่างเปล่าเหมือนกระดาษที่ถูกลบทิ้งจนไม่เหลือร่องรอยของสิ่งที่เคยถูกเขียนไว้ และมันกำลังกลืนกินตัวตนของผมไปทีละนิด
มือของผมเริ่มสั่น หัวใจเต้นเร็วขึ้นราวกับมันกำลังจะะเิออกมาจากอก เหงื่อเย็นชื้นไหลซึมไปตามไรผมทั้งที่ร่างกายของผมเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง ร่างกายกำลังหมดเรี่ยวแรง รู้สึกเหมือนคนที่กำลังจะสูญเสียตัวตนไปจริงๆ
นี่มัน...มันทรมานเกินไป
ผมก้มหน้าลง มือสั่นระริก ดวงตาของผมพร่ามัวไปหมด
ผมอยากะโออกมา แต่ผมรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร
"ผมไม่อยากหายไป"
"ผมไม่อยากจดจำแค่สิ่งที่พวกมันสร้างขึ้นมา"
แต่ตอนนี้...
ผมไม่มีคำตอบ
ผมไร้ซึ่งทางออก
ผมไม่มีแม้แต่ความทรงจำของตัวเองให้ยึดถือ
"ตึก... ตึก..."
เสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าห้อง มีใครบางคนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่พวกชายชุดดำ เสียงฝีเท้านี้เบากว่า
ผมเงยหน้าขึ้นช้า ๆ และหันไปมองที่ประตูไม่มีเสียงเคาะ... ไม่มีเสียงพูด
แค่เงาสีดำที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้าห้อง ใครบางคน...กำลังยืนอยู่ตรงนั้น