16
ตอนที่ 16 ข้าเองก็ยังมีคุณธรรมอยู่บ้าง
ชายชราผมหงอกขาวเดินผ่ากลางฝูงชนตรงออกมาจากค่ายทหารรับจ้าง
เหลิงหยุนเจียวยืดคอและพยายามมองเข้าไปด้านใน ปรากฏว่ามีคนเป็ลมหมดสติอยู่หน้าประตูค่ายทหารรับจ้างแห่งนี้
และท่านอาจารย์หลิวผู้นี้ก็คือหนึ่งในนักหลอมโอสถเพียงไม่กี่คนในเมืองเฟิงหยวนนั่นเอง
“เกิดอันใดขึ้น?”
เสียงแหบแห้งของท่านอาจารย์หลิวแผดก้องท่ามกลางฝูงชนรายล้อม แม้ระดับเสียงมิได้ดังชัดเจน ทว่ากลับแสดงถึงความสง่าผ่าเผยของรัศมีความาุโ
“ท่านอาจารย์หลิว รีบช่วยนายน้อยผู้นี้โดยเร็ว เขากลับมาจากการทำภารกิจพร้อมกับพวกข้า แต่เมื่อาถึงที่นี่ จู่ๆก็เป็ลมล้มพับไปโดยไม่มีสาเหตุ”
เหลิงหยุนเจียวปรับขนาดสายตาจับจ้องไปทางชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหมองคล้ำบนพื้นโดยทันที
“ในมือของชายหนุ่มผู้นั้นมิใช่ว่าเป็กล้วยไม้พิรุณบุปผาที่พวกเรากำลังตามหาอยู่หรอกรึ?”
สุ้มเสียงทุ้มลึกอันมีเสน่ห์ของบุรุษดังขึ้นอย่างแ่เบาอยู่ข้างใบหูของนางฉับพลัน
เหลิงหยุนเจียวสะดุ้งเฮือกเล็กน้อยด้วยความใ หันศีรษะขวับส่งสายตาไปทางชายสวมหน้ากากสีดำขลับ ที่ขยับเข้ามาชิดใกล้ั้แ่เมื่อใดมิอาจทราบได้
แนวกรามได้ทรงสวยที่ปิดซ่อนภายใต้หน้ากากเผยให้เห็นอย่างชัดเจน ผนวกเข้ากับรูปร่างเพลียวบางดูคล่องแคล่ว ภาพรวมของบุรุษผู้นี้ดูดีจนน่าอิจฉาเสียจริงเชียว
หากมิใช่ว่าเคยพบเห็นกันมาก่อน เหลิงหยุนเจียวคงอดจินตนาการถึงใบหน้าภายใต้หน้ากากมิได้เช่นกัน ว่าจะหล่อเหลาเอาการปานใด
โม่เฉินหยวนจับจ้องภาพฉากเหตุการณ์เบื้องหน้าไม่คลาย เสมือนกับว่าเ้าตัวมีดวงตาอยู่รอบศีรษะมิปาน ถึงรู้สึกตัวว่า กำลังถูกเหลิงหยุนเจียวจับจ้องมองมาที่ตนอยู่ เขากล่าวขึ้นโดยมิได้เหลียวมองแต่อย่างใด
“ฉวยโอกาสนี้ขโมยมาเลยดีหรือไม่?”
เท่าที่แอบฟังจากกลุ่มสหายโดยรอบของบุรุษหนุ่ม ได้ความว่า พวกเขาเพิ่งกลับมาจากการทำภารกิจ
จึงมีความเป็ไปได้สูงมากว่า ชายหนุ่มผู้นี้กำลังจะนำกล้วยไม้พิรุณบุปผาที่ได้มา ขายต่อให้แก่ค่ายทหารรับจ้าง
เนื่องจากเป็กล้วยไม้ชนิดที่หาได้ยาก ราคาของมันย่อมมิใช่น้อยๆอย่างแน่นอน
และความหมายที่โม่เฉินหยวนกำลังจะสื่อก็ล้วนชัดเจนมาก รีบฉวยโอกาสนี้ชิงลงมือก่อนย่อมดีที่สุด เพราะพวกเขาทั้งคู่ในตอนนี้มีเงินที่ค่อนข้างมีจำกัด
“เห็นเช่นนี้ข้าก็ยังเป็คนมีคุณธรรมอยู่บ้าง แล้วในเมื่อท่านเองก็ติดตามเดินทางอยู่กับข้า ก็มิควรมีความคิดสกปรกเช่นนี้ หากเด็กเอาไปทำตามเป็แบบอย่างจะว่าเยี่ยงไร?”
“....”
สายตาที่โม่เฉินหยวนจับจ้องมองมาในยามนี้ เสมือนกับกำลังตั้งคำถามนางอยู่ และตัดสลับมองไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็มากมายภายใต้ผ้าคลุมสีขาวอย่างเงียบๆ
นี่นางกำลังพูดเื่อะไร? จะว่าเยี่ยงไรดี...คำพูดที่นางเปล่งออกมาเมื่อครู่ ล้วนฟังดูสูงส่งเกินไปสำหรับคนอำมหิตเืเย็นเช่นนาง
เหลิงหยุนเจียวปรายหางตามองไม่ถึงเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะเพิกเฉยถอดถอนความสนใจออกมาโดยสิ้นเชิง และเฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าต่อไป
ท่านอาจารย์หลิวผู้นั้นขมวดคิ้วถักแน่น ยัดโอสถเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของชายหนุ่มที่นอนหมดสติ สักครู่เห็นว่าไม่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เขาจึงได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ
“พิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษแพร่กระจายอยู่ในร่างกายของเขาเกินเจ็ดวัน อวัยวะภายในล้มเหลวไม่ทำงาน คงหมดหวังแล้ว”
พิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษ เหลิงหยุนเจียวเคยอ่านเจอมาก่อนใน่ที่นางค้นหารายชื่อสมุนไพรในระบบห้องสมุดสีดำ
เถาวัลย์ไม้อสรพิษเป็พืชไม้เลื้อยชนิดหายาก ฟังว่าตัวมันมีสติปัญญาและสามารถออกล่าหาเหยื่อได้ด้วยตัวเอง
เมื่อพิษของพวกมันถูกแพร่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะไม่แสดงผลออกมาในทันที และเป็เื่ยากยิ่งที่จะวินิจฉัยตรวจพบแต่เนิ่น เมื่อปล่อยให้เวลาล่วงเลยเกินเจ็ดวัด พิษนี้จึงจะสำแดงเดชออกมาและไม่มีทางรักษาได้อีกต่อไป
“โอสถเม็ดนี้ที่ป้อนให้แทบไม่มีคุณสมบัติช่วยเหลือชีวิตใดๆของเขาได้ อีกสักครู่คงฟื้นสติตื่นขึ้นมาสักระยะ พวกเ้าก็อาศัย่เวลานั้นให้เขาสั่งเสียก่อนสิ้นใจก็แล้วกัน”
คล้อยหลังกล่าวจบ ท่านอาจารย์หลิวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหัวด้วยความเวทนาสงสาร
“น่าเสียดายยิ่งนักสำหรับเด็กหนุ่มผู้มากพร์เช่นนี้”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเหล่าเยาวชนมากพร์จำนวนไม่น้อยที่ต้องตายด้วยพิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษ และไม่มีผู้ใดสามารถช่วยชีวิตของพวกเขาได้สักคน
“โปรดหลีกทางด้วย”
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงดุจระฆังเงินช่วยชีวิตของเหลิงหยุนเจียวก็เปล่งดังขึ้นฉับพลัน ดวงตาของนางกลมโตสดใสขึ้นทันควัน นี่เป็โอกาสทองแล้วมิใช่รึ?
ฝูงชนรอบข้างขนาบซ้ายขวาต่างหันมองกันเป็ตาเดียว แลเห็นว่าอิสตรีนางนี้สวมชุดอาภรณ์สีขาวพร้อมกับหมวกไม้ไผ่ปีกกว้าง ทั้งยังมีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด ทุกคนก็พลางคิดว่าเป็ยอดฝีมือพเนจรที่เดินทางผ่านมา เช่นนั้นต่างคนต่างก็รีบเร่งหลีกทางให้โดยเร็ว
เหลิงหยุนเจียวจูงมือน้อยๆของเหลิงเจียวเหนียง และตบเท้าพากันเดินขึ้นหน้าอย่างกระฉับกระเฉง
โม่เฉินหยวนยืนจ้องแผ่นหลังของนางที่เคลื่อนห่างออกไปเจือแววลังเลอยู่เล็กน้อย จนแล้วจนรอดก็ไม่คิดเดินติดตามออกไป
หากคราวนี้นางพลาดขึ้นมาก็ถือเป็การพิสูจน์ไปในตัวว่า ฝีมือทางการแพทย์ของนางล้วนเป็ของปลอม และเมื่อถึงเวลานั้น มันก็ยังไม่สายเกินไปที่เขาจะลงมือจัดการสังหารสตรีนางนี้ทิ้งเสีย
เหลิงหยุนเจียวย่อตัวนั่งลงต่อหน้าทุกคน พร้อมใช้สองนิ้วทาบวางบนข้อมือเพื่อจับชีพจรของชายหนุ่ม
เมื่อครู่ ชายหนุ่มผู้นี้เพิ่งได้รับการวินิจฉัยไปแล้วว่า เขาถูกพิษของเถาวัลย์ไม้อสรพิษเล่นงานเกินกว่าเจ็ดวันแล้ว
ท่านอาจารย์หลิวเองก็กำลังหยุดมองอยู่หน้าประตูค่ายทหารรับจ้างเช่นกัน มุ่งสายตามองไปทางเหลิงหยุนเจียว ดวงตาหรี่เล็กจนกลายเป็เส้นบางๆ