เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเขาเคยเขียนจดหมายไร้สาระเล่าให้จางฟางหรงฟังว่าจับแมวป่าได้ แมวป่ามีมูลค่าหนังของมันเป็ที่้า แต่เปาเป่าตัวเล็กนัก แม่ของมันรวมทั้งพี่น้องมันอยู่ที่ใดตอนนั้นเขาไม่คิดว่าจะเลี้ยงมันแต่ไม่รู้นึกอย่างไรหิ้วแมวป่ากลับมาโยนให้แม่นมช่วยดูแลมันเป็แมวป่าแต่ถูกคนเอาใจใส่ดูแล ความดุร้ายจึงลดลง เป็จังหวะเดียวกับที่ ‘จางฟางหรง’ ตอบจดหมายและขอความเมตตาจากเขาให้เลี้ยงมันพร้อมทั้งแนะนำให้เขาหานมแพะมาป้อนมันอีกด้วย เขาไม่เคยตอบ ‘จางฟางหรง’ว่าเขาตัดสินใจเลี้ยงมันไว้ จนเวลานี้ ‘จางฟางซิน’ ได้มาพบกับมันด้วยตนเอง
จางฟางซินพยักหน้า แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อหลัวหลิวหยางหิ้วหนังคอเ้าแมวป่าออกจากอกของนางยื่นแมวั์ไปทางหูซานให้อุ้มแมวไว้ แล้วเขาก็อุ้มนางขึ้นจากพื้น
“ท่าน!”
“เ้าอยู่นิ่งๆในห้องไม่ได้สินะ” เขาหัวเราะในลำคออุ้มนางมานั่งที่เก้าอี้กลมที่ศาลาหกเหลี่ยม
“อุดอู้อยู่ในห้องมาสี่ห้าวันแล้วข้าอยากออกมารับแสงแดดบ้าง” นางอาศัยจังหวะที่เขาอยู่ใกล้นาง กระซิบบอกเขา “ข้าอยากเห็นพื้นที่ภูมิประเทศและผู้คน ข้ามาถึงหลายวันแล้ว ให้ข้าช่วยงานท่านบ้างเถิด”
เพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้ยินเขายื่นริมฝีปากไปใกล้ริมหูนางแล้วพูด “อย่ารีบร้อนนัก”
“ท่านไม่รีบแต่ข้ารีบ”นางหันมาพูดกับเขา แล้วต้องชะงักไปเมื่อปลายจมูกของทั้งสองัักันอย่างไม่ตั้งใจ
หูซานที่อุ้มแมวป่าอยู่ถึงกับยืนตะลึงส่วนเสี่ยวจิ้งอุทานเบาๆ แล้วรีบยกมือขึ้นปิดปาก ใครกันหนอกล่าวหาว่าท่านแม่ทัพพิทักษ์บูรพานิยมชื่นชมชอบบุรุษด้วยเห็นชัดเช่นนี้แล้ว ไม่มีทางเป็อย่างข่าวลือแน่ๆ
“เห็นชัดว่าข้าทิ้งเ้าห่างสายตาไม่ได้เลยจริงๆ” เขาขยับตัวออกห่างแต่กลิ่นกายของนางยังวนเวียนอยู่ปลายจมูกชวนให้สูดดม
“ข้าคงไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อเชื่อฟังคำสั่งใครกระมัง”หญิงสาวทำปากยื่น นึกถึงไม้เท้าที่เขาส่งมาให้ “ด้วยของขวัญที่ท่านมอบให้เห็นได้ชัดเช่นกันว่ามันเหมาะกับข้ายิ่ง”
“เพราะข้ารู้ว่า ถ้าข้าไม่หามาให้เ้าก็ต้องหาวิธีลุกขึ้นเดินเองจนได้”
“ขอโทษด้วย”
“สีหน้าเ้าไม่มีความสำนึกผิดเลยสักนิด”
คราวนี้นางหัวเราะออกมา“ข้าอยากเห็นแปลงนาเชิงเขา”
“ได้”
“ข้าอยากเห็นผืนป่าที่น่ากลัวนักหนา”
“ได้”
“ข้าอยากเห็นตลาดค้าม้าได้ยินว่าม้าที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็ม้าที่แข็งแรงและงามสง่ายิ่ง”
“ได้”
“ข้าอยาก...”
“ได้ทุกอย่างที่เ้า้า”เขารีบพูดขึ้น แต่นางกลับขมวดคิ้วเขารับปากง่ายเช่นนี้คงมีข้อแลกเปลี่ยนอย่างอื่นสินะแววตาของนางบ่งบอกสิ่งที่นางคิดทำให้เขาหัวเราะในลำคอยื่นมือไปใช้ปลายนิ้วดีดกลางนางผากนางเบาๆ
“ห้ามหนีไปเอง เ้าจะไปที่ใดข้าจะไปด้วย”
“ได้ ข้ารับปากท่าน” นางพยักหน้ารับ“แต่ข้าขอเปาเป่าได้ไหม”
หลัวหลัวหยางปรายตาไปทางหูซานทหารคนสนิทอุ้มแมวป่ามาส่งให้ นางยื่นมือไปรับแต่หลัวหลิวหยางรับไว้แทนเขาเกาคางมันแล้วพูดขึ้น
“ตอนนั้นขามันก็าเ็ ดื้อรั้นไม่ยอมอยู่เฉยแผลสมานตัวช้ามากจนทำให้ทุกวันนี้มันเป็แมวพิการขากะเผลกด้วยเหตุนี้มันจึงค่อนข้างเชื่องเมื่ออยู่กับข้าแต่กับเ้าเพิ่งพบกันอย่างไรก็ต้องระวังมันหน่อย”
“ข้ารู้ๆ” นางรีบรับปากยื่นมือไปรับแมวป่ามาอุ้มไว้แนบอก ตามที่เขาเคยเขียนเล่ามา เขาไม่ได้บอก ‘จางฟางหรง’ว่าตัดสินใจเลี้ยงแมวป่าตัวนั้นหรือไม่ นางไม่กล้าเซ้าซี้เพราะเกรงว่าเขาจะจับพิรุจได้ แต่พอได้เห็นแมวป่าขาเป๋นางก็อดดีใจไม่ได้ บางครั้งมันก็แค่เื่ราวเล็กๆ น้อยๆแต่เป็เื่ที่รู้แค่ระหว่างเขากับนาง มันทำให้นางรู้สึกเป็คนพิเศษแตกต่างจากผู้อื่น แม้ว่านางอาจคิดไปเองฝ่ายเดียวก็ได้
“อ๊ะ!” นางร้องขึ้นอย่างเพิ่งนึกได้
“มีอะไรรึ”
“ใบหน้าของข้า”นางชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง “แย่มากใช่ไหม”
หลัวหลิวหยางส่ายหน้า “เ้ามีแผลบ้างก็เท่านั้นเอง”
“แย่แค่ไหนตาของข้าเขียวช้ำหรือเปล่า”
แม่ทัพหนุ่มลังเล “ไม่เชิงนัก”
“หมายความว่าอย่างไร”
“จริงๆ แล้ว มันดูเป็สีม่วงมากกว่า”หลัวหลิวหยางยอมรับพร้อมกับแย้มยิ้ม “คิดว่า…”
“มีอะไรอีกไหมเ้าคะ”
“มีแผลเล็กๆ สองสามแผลแต่ไม่มีอันไหนที่จะกลายเป็แผลเป็ และอืม...ริมฝีปากล่างเจ่อนิดหน่อย”
เขาทำท่าเหมือนจะพูดต่อแต่เกรงใจคนฟังอย่างนาง
“แล้ว?”
หลัวหลิวหยางทำท่าเหมือนยักไหล่เป็เชิงบอกว่า นางไม่รู้จะดีกว่า
“ว่าอย่างไร” นางคาดคั้น
หลัวหลิวหยางแตะนิ้วบนแก้มเนียนของหญิงสาวลากนิ้วปลายนิ้วบนใบหน้างาม แท้จริงรอยฟอกช้ำจางหายไปมากนี่นางคิดว่าเขาไม่พานางออกไปไหนเพราะว่าใบหน้าของนางเต็มไปด้วยาแสินะ
ปลายนิ้วที่ไล้เนียนแก้มทำให้นางรู้สึกประหม่าอยากขยับตัวถอยห่างแต่ก็ทำไม่ได้ หรือบางที นางอาจไม่อยากห่างจากเขาเอง
บุรุษที่ก้าวเข้ามาใหม่เห็นภาพชายหนุ่มหญิงสาวใกล้ชิดสนิทสนมจะเรียกว่าประหลาดใจก็ย่อมได้แต่ที่ประหลาดใจก็คือบุรุษผู้นั้นคือแม่ทัพหลัวหลิวหยางผู้ได้ชื่อว่ามีดวงกินภรรยาและตลอดเวลาสองปีที่มาประจำชายแดนตะวันออกเขาไม่เคยข้องเกี่ยวกับสตรีนางใด ภาพที่เห็นเบื้องหน้าจึงนับว่ายากจะได้พบเห็นนัก
หูซานขยับตัวเมื่อหันไปมองจึงรู้ว่าเป็‘โม่โฉว’ อนุชาของฮ่องเต้แคว้นเหยี่ยน ที่มักมาพบปะกับท่านแม่ทัพอยู่บ่อยครั้ง
“คารวะจวิ้นอ๋อง”
โม่โฉวคลี่พัดโบกไปมาแล้วหัวเราะขึ้น“ไม่คิดว่าจะได้เห็นแม่ทัพหลัวทะนุถนอมสตรีเช่นนี้”
จางฟางซินได้สติหลุบตาลงวางท่าทางสงบเสงี่ยมนางเข้าใจไปว่าท่านแม่ทัพผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง คงล่วงรู้ว่ามีคนเข้ามาจึงแสร้งทำสนิทสนมกับนาง หลัวหลิวหยางเก็บมือของตนอย่างนึกเสียดายเขาปั้นสีหน้าขรึมลุกขึ้นประสานมือคารวะ
“ไม่รู้ว่าท่านอ๋องเสด็จมาจึงไม่ได้ต้อนรับ”
“พูดจาเป็คนอื่นคนไกลเสียจริง” โม่โฉวหัวเราะแล้วมองเลยไปยังสตรีที่ยังนั่งอยู่
“นางคือจางฟางซินเท้าของนางได้รับาเ็ไม่อาจลุกขึ้นคารวะท่านอ๋องได้ โปรดอย่าได้ถือสานาง”
“าเ็รึ” โม่โฉวขมวดคิ้ว“หรือว่าเป็รถม้าที่ถูกโจรปล้นเมื่อหลายวันกัน”
“ถูกต้องบังเอิญกระหม่อมผ่านไปช่วยได้ทันเวลา นางจึงาเ็เล็กน้อย”
“โจรป่าเหล่านี้เหิมเกริมยิ่ง” โม่โฉวบ่นด้วยเสียงหงุดหงิด“หวังว่าแม่นางฟางจะไม่เป็อะไรมาก”
“เพคะ”
นางตอบเก็บถ้อยคำตนเองให้มากที่สุดแสดงท่าทางประหม่าและหวั่นวิตกออกมา แม้นางไม่ใช่สตรีงดงามแต่เมื่อทำเช่นนี้ย่อมดูน่าเวทนาสงสารนักและเป็ไปตามที่จางฟางซิน้า โม่โฉวไม่เอ่ยถามอะไรอีกหลัวหลิวหยางเอ่ยปากชวนจวิ้นอ๋องไปที่ห้องอักษรให้จางฟางซินได้พักผ่อน จางฟางซินเห็นเขาปรายตามองทางนางเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป
หญิงสาวได้แต่มองแผ่นหลัง ‘โม่โฉว’หรือจวิ้นอ๋องแห่งแคว้น เหยี่ยน คนผู้นี้คือคนที่องค์รัชทายาทสั่งนางให้เตือนหลัวหลิวหยางให้ระวังตัว นางเองก็อยากรู้ว่าภายใต้ท่าทีขี้เล่นและแสดงท่าสนิทสนมนั้นซ่อนมีดคมกริบไว้จริงหรือไม่
"การชนะร้อยทั้งร้อยมิใช่วิธีการอันประเสริฐแท้แต่ชนะโดยไม่ต้องรบเลย ถือว่าเป็วิธีอันวิเศษยิ่ง"
เสียงหญิงสาวเอื้อยเอ่ยพลางจ้องใบหน้าของบุรุษหนุ่มที่นั่งเอนหลังพิงหมอนด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย รถม้าโยกไหวเล็กน้อยแต่ไม่ได้ทำให้จังหวะการรินน้ำชาของเขาได้เลย
“หนึ่งในคำกล่าวของซุนวู” หลัวหลิวหยางเอ่ยแล้วส่งน้ำชาให้จางฟางเหนียงและเพราะเท้าของนางยังพันผ้าไว้ทำให้ท่านั่งของนางไม่สู้จะเรียบร้อยนักแต่นางก็มิได้ใส่ใจเหยียดขาข้างที่เจ็บไปกับพื้นพรมขนสัตว์ที่เขาสั่งให้เขาปูให้นางนั่งอย่างสบายซ้ำยังมีหมอนใบเล็กหนุนเท้าของนางอีกด้วย