เฟรินน้อยหลับไปแล้วในอ้อมแขนของเจ้าหญิงแดนนักรบด้วยความอ่อนล้า แต่ความน่ากลัวที่เด็กน้อยทิ้งเอาไว้ทำให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสี่ไม่อาจลืมเลือนได้ พลังที่พวกเขาต้องยอมรับในใจว่าร้ายกาจ เหมือนกับว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นคนละคนกับเพื่อนหัวขโมยที่พวกเขาเคยรู้จัก
“พวกนั้นหนีไปได้ค่ะ”
เฟลิโอน่ารายงานรุ่นพี่ที่มาถึงใหม่ให้รับทราบ โรเวนพยักหน้ารับคำรายงาน กวาดตามองภายในสถานที่เกิดเหตุที่เลอะแทะจากการต่อสู้ กลิ่นไอปีศาจยังคงกระจายในอากาศกับคำเล่าของเพื่อนนักบวชก็พอจะทำให้รู้ได้ทันทีว่าข่ายอาคมที่กั้นพวกเขาไว้ข้างนอกเป็นของใครกันแน่
โรเวนทอดมองรุ่นน้องที่กลายเป็นเด็กน้อยที่ตอนนี้หลับสนิทดูน่ารักน่าเอ็นดู เหมือนเด็กซนทั่ว ๆ ไปที่พึ่งกลับมาจากเล่นสนุกจนหมดแรงเท่านั้น
“คาลิน่าพา เฟรินไปที่เกวียน คิล ครี้ด คาโล ตามไปด้วยบอกให้ ไธนอลกับ ลูคัสกางเขตแดนอาคมให้ครอบคลุม จัดเวรยามให้แน่นหนาที่สุดเผื่อพวกมันจะย้อนกลับมาอีก” ทั้งสี่พยักหน้ารับทราบพร้อมออกเดินทางในทันที
“เฟลิโอน่า พี่รู้เรื่องเฟรินหมดแล้ว”
โรเวนเอ่ยอย่างจริงใจที่สุด เฟลิโอน่าพยักหน้าเหมือนไม่แปลกใจ แสดงว่ารู้แล้ว
“โร นายก็คงรู้เรื่องเจ้าพี่แล้วสิน่ะ ถึงก่อนหน้านี้ฉันสงสัยว่านายรู้ก่อนแล้ว แต่นายคงไม่ปฏิเสธตอนนี้แน่ กลิ่นอายเจ้าพี่แรงขนาดนี้ ไม่มีทางที่ ทริสทอร์อย่างนายจะไม่รับรู้ตัวตนของผู้เป็นนายเป็นอย่างแน่”
โรขยับยิ้มให้หญิงสาวประมาณว่า ‘ก็น่าจะใช่มั้ง’
“งั้นตรงนี้ก็รู้เรื่องเฟรินกันทุกคน ฉันก็จะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” โรเวนมองหน้าทั้งสามคนที่เขาเลือกเอาไว้ และเป็นผู้รู้เรื่องราวทุกอย่างมากกว่าใครก็เป็นได้ “มีความเป็นไปได้มั้ย ว่า เฟรินจะร่ายเวทย์โดยไม่รู้ตัว”
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามสบตากันอย่างใช้ความคิด
“ไม่ค่ะ พี่โรเวน เจ้าพี่แค่ร่ายเวทย์ออกมาโดยไม่รู้ตัว ชาวเดมอสทุกคนเมื่อครั้งยังเด็กจะสามารถร่ายเวทย์ได้ตามความรู้สึกที่ลึกลงไปในจิตใจ ยิ่งผู้ร่ายมีสายเลือดบริสุทธิ์ พลังเวทย์ก็จะยิ่งสูงตามสายเลือด ดังนั้นตอนยังเด็ก เด็กทุกคนในเดมอสจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กน้อยมีจิตใจบริสุทธิ์ ที่เจ้าพี่ร่ายเวทย์ออกมา คงเพราะความเป็นเด็กแล้วรู้สึกว่าตัวเองโดนรังแก จึงป้องกันตัวเองเท่านั้นเองแหละค่ะ”
เฟลิโอน่าถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทย์มนต์ทุกแขนงในเดมอสที่ถูกถ่ายทอดโดยราชินีจันทรา มหาจอมเวทย์มนต์ดำเดมอส ทำให้ทั้งสามคนรับรู้ถึงความน่ากลัวของเด็กน้อย และสาบานกันในใจว่าจะดูแลเด็กน้อยเป็นอย่างดี ไม่ให้มีอะไรมารบกวนจิตใจเด็กน้อยอีกเป็นอันขาด
“เท่านี้ก็ชัดแล้วว่า เจตนาพวกนั้นคือ เฟรินอย่างแน่นอน”
โรเวนสรุปอย่างหนักใจ
“แต่มันพวกไหน วิชาที่ใช้เป็นของเดมอส แต่เท่าที่รู้ไม่มีชาวเดมอสที่ไม่พอใจในเจ้าชายรัตติกาล”
ลอเรนซ์คิดอย่างหนักใจแทนผู้เป็นน้องที่ตอนนี้ยังคงต้องอาคมย้อนวัยอยู่
“อาจจะแค่ไม่แสดงตัว”
โรเวนพยายามตีวงการค้นหาให้แคบลง
“ไม่น่าใช่ครับ ความจริงเมื่อตอนงานป้อมอัศวิน เฟรินโดนพวกนักฆ่าเอเดนโจมตีไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นเดมอสจริง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้พวกนักฆ่าจากเอเดนอีก”
เฟลิโอน่ามองหน้าโร เป็นอันว่าความจริงในวันที่เจ้าพี่หายตัวไปก็เกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ แล้วทำไม ... เหมือนโรจะรู้ตัว ถอนหายใจเบา ๆ สบตาหญิงสาวตรง ๆ
“เฟรินร่ายอาคมป้องกันไว้ ถึงผมจะแทรกแซงจนเห็นเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น”
บทสรุปที่กลับมาที่เดิม ทำให้ทั้งสี่มีสีหน้าเคร่งเครียด ตอนนี้สรุปได้ว่ามีสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่สามารถใช้เวทย์มนต์เดมอสได้ ส่วนอีกกลุ่มคือนักฆ่าเอเดนที่ไม่รู้ที่มาของผู้ว่าจ้าง
“งั้นลองสำรวจที่นี่ดู เผื่อจะมีเบาะแสอะไรให้รู้มากกว่านี้”
ทั้งสี่แยกย้ายกันไปตามสถานที่เกิดเหตุ ตรวจสอบอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม หวังเพียงจะเจออะไรสักอย่าง รื้อพื้นที่แตกออกดูอย่างละเอียด ตรวจสอบทุกพื้น
“เจอแล้ว”
โรชูป้ายวงกลมขนาดเท่าฝ่ามือที่ถูกทำเป็นจี้ห้อยคอ เป็นสีทองสุกสว่าง รอบ ๆ ป้ายถูกแกะสลักลงไปเป็นภาษาอะไรสักอย่าง ตรงกลางเป็นรูปภูเขา โรเวนคว้าเข้ามือ กลิ่นไอเวทย์มนต์จาง ๆ ทำให้รู้ว่าไม่ควรสวมใส่ เขาลองถอดเวทย์ออกแต่ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ไม่สามารถถอดออกได้ จึงส่งต่อไปให้เฟลิโอน่า ที่ชำนาญด้านเวทย์มนต์มากกว่า
เฟลิโอน่าแตะป้ายได้นิดเดียวก็ต้องสะบัดออกด้วยความร้อนของป้าย
“มีเวทย์นักบวช”
ลอเรนซ์คว้าป้ายมาตรวจสอบตามที่น้องสาวตนบอก เขามีสีหน้ายุ่งยากใจเช่นเดียวกัน แต่ก็ลองแกะกระแสเวทย์ออกดู แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ยังคงไม่สามารถแก้ออกมาได้อยู่ดี
“ไม่ใช่เวทย์ของเอเดน”
ลอเรนซ์สรุปสั้น ๆ ด้วยความหงุดหงิด
“แล้วปีศาจเดมอสก็ไม่สามารถสวมได้”
โรเวนต่อบทสรุปอย่างจนปัญญา โรหยิบป้ายทองคำขึ้นมาดูด้วยอีกคน คิ้วหนาขมวดอย่างใช้ความคิด พลิกป้ายทองคำไปมาเพื่ออ่านข้อความที่สลักไว้
“ไม่ใช่ภาษาที่อยู่มีอยู่ในเดมอสหรือเอเดน น่าจะเป็นภาษาโบราณของชนเผ่า รูปตรงกลางน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าหรือตระกูลน่ะครับ” โรวิเคราะห์อย่างละเอียด โรเวนพยักหน้ารับทราบก่อนเก็บเข้ากระเป๋าไป
“สรุปว่าน่าจะเป็นเผ่าโบราณที่ไม่ได้อยู่ในเอเดน เดมอส”
ท้องฟ้ามืดมิดลงตามกาลเวลาของค่ำคืน แสงสว่างเดียวที่ยังคงส่องมอบแสงสว่างอยู่ก็คือแสงของกองไฟ กองมหึมาที่ถูกจุดขึ้นไว้ช่วยคลายความมืดมิดและความเหน็บหนาวยามค่ำคืน เสียงไม้ปะทุไฟดังให้ได้ยินบ้าง บางครั้งเบาๆ ในค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้
สาวน้อยร่างบางของผู้สูงศักดิ์แดนเดมอสสั่นเล็กน้อยเพราะความหนาวยามค่ำคืน หาใช่ภายในใจที่ร้อนร่าราวกับกองไฟตรงหน้า
คาโลมองผู้ที่เสนอตัวเป็นเวรเฝ้ายามกะดึก เพราะเขารู้ดีกว่าใครว่าเธอเป็นห่วงพี่ชายฝาแฝดขนาดไหน จึงไม่เอ่ยห้ามปรามหญิงสาวผู้ดื้อดึง
ฝุบ...
ผ้าห่มผืนบางที่ชายหนุ่มถือติดมือมาด้วยถูกคลุมให้หญิงสาวลวก ๆ หวังให้เธอได้คายหนาวลงได้บ้าง ดวงตาสีน้ำตาลมองผู้หวังดียามค่ำคืนยิ้ม ๆ ตบเบา ๆ ที่ข้างตัวให้ชายหนุ่มผู้มาเยือนได้มานั่งลงข้างตัวเธอ
“ทำไมไม่รู้จักนอน พรุ่งนี้เดินทางไกล”
เฟลิโอน่ากระเซ้าชายหนุ่มที่ลงมานั่งด้วยกัน เรียกคิ้วหนาให้ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“อยากให้นอน”
เฟลิโอน่าเลิกคิ้วตามคำพูดของชายหนุ่ม เสียงหัวเราะใสดังขึ้นเบา ๆ
“ถ้าบอกให้นายไปนอน นายจะไป รึไง”
คาโลมองหญิงสาวข้างตัวที่ยังคงกระเซ้าเขาอย่างอารมณ์ดีอย่างที่หลายวันก่อน เขาคงไม่มีโอกาสได้ยินเสียงใส ๆ แบบนี้แน่ แต่พอมองลึกเข้าไปยังแววตาคู่สวยนั้น เขาจึงรับรู้ถึงความกังวลใน นัตน์ตาคู่นั้นที่สะท้อนออกมาได้
“อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด ยังไม่เกิดก็เพียงเตรียมพร้อม กังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดไร้ความหมาย”
คำปลอบยาว ๆ จากปากคนปลอบไม่เป็นเรียกรอยยิ้มขันจากหญิงสาว พลันบทสนทนาในอดีตกับพี่ชายก็เข้ามาในความคิด
‘อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด กังวลกับอะไรที่ยังไม่รู้ ไม่มีความหมาย’
เด็กน้อยร่างเล็กหันไปมองพี่ชายข้างตัวที่นั่งยิ้มร่าอารมณ์ดีเช่นทุกที
‘คงมีแต่เจ้าพี่ที่ไม่เคยกังวล’
เด็กน้อยแขวะพี่ชาย แต่เด็กน้อยกลับหัวเราะกลับเสียงใส ขยี้หัวน้องสาวข้างตัวเล่น
‘ชีวิตคนเรามันมีเรื่องให้คิด ให้ตัดสินใจตลอดเวลา เอาเวลามาคิดเรื่องปัจจุบัน ดูเข้าท่ากว่ากังวลเรื่องที่ยังไม่เกิด เพราะปัจจุบันเปลี่ยนอนาคต ข้างหน้ามีแต่ความไม่แน่นอน แต่วันนี้ วินาทีนี้เท่านั้นที่เป็นความจริง’
‘การตัดสินใจทุกอย่างมีความกังวล’
เด็กน้อยมองหน้าน้องสาวข้างตัวที่จริงจังไปเสียทุกเรื่องอย่างเอ็นดู
‘พระเจ้าสร้างผู้คนขึ้นมาหลากหลาย คนเราไม่สามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง พระเจ้าคงรู้จึงสร้างคนขึ้นมามากมายเพื่อได้เอาความสามารถที่หลากหลายมาช่วยเหลือกัน’
‘ใช่ว่าทุกคนจะช่วยคนอื่น’
‘ทุกคนย่อมลำบากในสิ่งที่ตนไม่ถนัด ขอเพียงน้องหญิงยื่นมือเข้าช่วย ครั้งต่อไปเขาอาจจะช่วยน้องหญิงคืนก็ได้ คนเราถ้าเปิดใจยอมรับคนอื่น คนอื่นก็พร้อมจะเข้าช่วยเหลือเสมอ’
คงจริงอย่างเจ้าพี่ว่า...
หญิงสาวขยับยิ้มมองเพื่อนผู้ร่วมเป็นร่วมตายกันมาในศึกครั้งนี้ ถึงแม้ทุกคนจะเหนื่อย ถึงแม้ว่าจะพบเจอแต่อันตราย ก็กลับไม่มีใครสักคนจะยอมแพ้ คงไม่มีใครอยากตายเพื่อคนอื่น แต่คงไม่มีใครยอมเห็นเพื่อนตายโดยที่ตนไม่คิดทำอะไร
“นายรู้มั้ย ว่านายพูดเหมือนเจ้าพี่” หญิงสาวหันไปพูดกับชายหนุ่มข้างตัว
คาโลเลิกคิ้วไม่รู้ว่าเจ้าเพื่อนตัวดีไปพูดอะไรไว้กับน้องสาวคนนี้
“ทุกอย่างจะเรียบร้อย”
คาโลพูดอย่างหนักแน่นเพื่อให้หญิงสาวสบายใจ
“เจ้าชายคาโนวาลรับรองแบบนี้ บารามอสก็คงต้องขอบพระทัยเพค่ะ”
“คาโนวาลเป็นพันธมิตรที่ดีกับบารามอสเสมอ”
“งั้นคงไม่เกี่ยวอะไรกับเดมอสสิเพค่ะ”
คาโลขมวดคิ้วก่อนจะยิ้มบาง ๆ สบมองคนข้างตัวตรงไปตรงมา
“คาโนวาลหาไม่มีเรื่องผิดใจกับเดมอส อาจจะดีด้วยมากกว่าบารามอสเสียอีก”
ว่าจบนิ้วหนาเกี้ยวใบหน้าหวานเข้ามาฉกชิงความหอมหวานของริมฝีปากบางท่ามกลางแสงดาวนับร้อยที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า เป็นพยานรักแต่ทั้งสองคน
..................................................................................................