บทที่ 113 ความหวัง
ชั่วอึดใจเดียวแบรมก็ถูกสังหารลงต่อหน้าต่อตา
ผมมองไม่ทันด้วยซ้ำว่าชายในชุดเกราะเงินชักดาบออกมาตอนไหนความเร็วระดับนี้มันเกินสามัญสำนึกไปไกลมาก
ผมกัดฟันแน่นทักษะสมาธิคู่ขนานที่เปิดใช้งานอยู่ก่อนหน้านี้ช่วยให้สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด
แต่ไม่ว่าจะคิดคำนวณอย่างไรคำตอบที่ได้กลับมีเพียงความสิ้นหวัง
ลำพังแค่กระสุนมานาที่ผมเตรียมไว้คงไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้ทหารคนนี้ได้เลย
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางชนะผมจึงตัดสินใจสลายกระสุนมานารอบตัวทิ้งทันที แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าข้างเอวกำศิลาเวทที่แอนนาเคยให้ไว้ก่อนจะดึงมันออกมา
หลังจากสังหารแบรมลงอย่างง่ายดายชายในชุดเกราะเงินก็ก้าวเดินตรงมาทางพวกเราโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองซากศพเบื้องหลังแม้แต่น้อย
“แม้จะอยู่ในช่วงสงครามแต่การที่พวกแกบังอาจฆ่าเฮเลน และลูกน้องมือดีของข้าจนหมดสิ้น มันก็เกินไปหน่อย”
เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางไล่สายตามองพวกเราทีละคน
“เอาเป็นว่า ข้าจะเหลือพวกแกไว้ซักสองคนเพื่อเก็บไว้ให้นายท่านสอบสวนก็แล้วกัน”
สิ้นคำพูดทหารในชุดเกราะเงินก็ระเบิดมานาออกมารอบตัวทันที
ในวินาทีเฉียดตายนี้ผมไม่ลังเลอีกต่อไปผมรีบอัดส่งมานาเข้าไปในศิลาเวทในมือทันที
ตัวศิลาตอบสนองพลันปลดปล่อยแสงสีฟ้าเรืองรองออกมา
ผมยกมันขึ้นชี้ตรงไปที่ศัตรูเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วแม้จะไม่รู้ว่ามันคือทักษะโจมตีหรือป้องกัน แต่ในสถานการณ์นี้ผมไม่มีเวลามานั่งลังเลแล้ว!
ทว่าแทนที่จะมีพลังงานพุ่งเข้าใส่ศัตรูศิลาเวทกลับระเบิดลำแสงสีฟ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปต่อหน้าต่อตา!
“นี้มัน...”
ผมเบิกตากว้าง พูดไม่ออกสภาพลำแสงที่พุ่งขึ้นฟ้าแบบนี้ผมเคยเห็นมาก่อน...
มันคือศิลาเวทสื่อสาร!
บ้าเอ๊ย!
ที่แท้มันก็เป็นแค่เครื่องมือส่งสัญญาณงั้นเหรอแล้วของพรรค์นี้มันจะช่วยให้ผมรอดไปจากวิกฤตตรงหน้าได้ยังไงกัน!
“ศิลาสื่อสารงั้นเหรอ?”
ทหารในชุดเกราะเงินเอ่ยขึ้นพลางเปลี่ยนทิศทางเดินตรงดิ่งมาทางผม
“เมืองของพวกแกที่ใกล้ที่สุด ก็คือสโตนเฮเวนแกคงส่งสัญญาณไปที่นั่นสินะ... การที่มีของพรรค์นี้อยู่กับตัวแกคงเป็นสายลับล่ะสิ”
ชายชุดเกราะเงินเหยียดมือขวาที่สวมถุงมือโลหะมาข้างหน้าพริบตานั้นร่างของเขาก็เรืองแสงวาบ และเลือนหายไป ก่อนจะมาโผล่ตรงหน้าผม แล้วคว้าหมับเข้าที่คอหอยอัดแรงบีบมหาศาลจนร่างของผมลอยขึ้นเหนือพื้น
“อึก...!”
ผมพยายามใช้มือทุบ และแกะพันธนาการออกแต่นิ้วมือใต้ชุดเกราะนั้นแข็งราวกับคีมคีบโลหะที่ไม่มีทางง้างออกได้เลย
“ลูกพี่!”
เอม่อนที่อยู่ไม่ไกลตะโกนลั่นเด็กหนุ่มตัดสินใจขว้างก้อนดินเหนียวที่บรรจุกับดักสลายเวทเข้าใส่ชายชุดเกราะเงินทันที
ทว่าก่อนที่ก้อนดินเหนียวจะทันได้เข้าใกล้ผ้าคลุมด้านหลังของชายชุดเกราะเงินก็สะบัดขวับ
แรงดันมานามหาศาลถูกระเบิดออกมาปะทะจนก้อนดินเหนียวกระเด็นหายไปทันที
ไม่เพียงเท่านั้นแรงกดดันอันหนักอึ้งยังแผ่กระจายออกไปกดทับเอม่อน และเหล่านักล่าคนอื่นๆจนเข่าทรุดร่วงลงไปกองกับพื้น
เสียงครางต่ำด้วยความอึดอัดดังระงมไปทั่วบริเวณในเวลานี้ไม่มีใครในกลุ่มสามารถต้านทานหรือยืนหยัดต่อหน้าแรงดันมานาอันมหาศาลของชายคนนี้ได้แม้แต่คนเดียว
ลมหายใจของผมเริ่มติดขัดแม้มานาที่ชายคนนี้ปลดปล่อยออกมาจะไม่รุนแรงเท่ากับมาสเตอร์ หรือผู้บงการออร่าแต่มันก็มากพอจะกดดันจนผมหายใจได้อย่างยากลำบาก
“เอาละทีนี้ก็บอกข้ามาหน่อยว่าสายลับอย่างแกขึ้นตรงต่อใคร ลอร์ดของเมืองนี้หรือว่ากองทัพโดยตรง?”
ผมกัดฟันฝืนต้านแรงบีบมหาศาลเพื่อให้ยังพอมีอากาศหายใจ
สิ่งที่ชายคนนี้พูดมาผมไม่รู้เรื่องเลยสักอย่างผมแค่ได้รับศิลานี้มาเฉยๆ จะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามันคือศิลาสื่อสาร
“ผม... ไม่รู้”
ผมเค้นเสียงตอบกลับไปอย่างยากเย็น
ชายในชุดเกราะเงินเลิกคิ้วขึ้นก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ขนาดนี้แล้วยังปากแข็ง”
เขาเหลือบมองแขนขวาของผมที่พยายามง้างนิ้วมือของเขาออกก่อนจะยกมือซ้ายขึ้นมาจับท่อนแขนข้างนั้นไว้แน่น
“มาดูกันว่าแกจะทนไปได้นานแค่ไหน”
สิ้นเสียงพูดเขาก็ออกแรงบีบแขนขวาของผมจนเสียงกระดูกแตกร้าวดังลั่นแขนข้างนั้นบิดเบี้ยวผิดรูปไปทันที
ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นริ้วเข้าสู่สมองทว่ากลับถูกทักษะสมาธิขั้นลึกคัดกรองออกไปทำให้ผมไม่ได้แสดงความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้าเลยแม้แต่น้อย
“หืม...”
ชายในชุดเกราะเงินเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นสีหน้าที่ยังคงนิ่งสนิทของผม
เขาหรี่ตาลง มองต่ำไปที่ขาของผมก่อนจะเบี่ยงตัวเตะเข้าที่หน้าแข้งซ้ายอย่างแรง!
แกร๊ก!
กระดูกหน้าแข้งของผมหักสะบั้นทันทีกระแสความเจ็บปวดระลอกใหม่พุ่งพล่านราวกับกระแสไฟฟ้า
ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมใบหน้าของผมยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความเจ็บปวดใดๆ
“หึๆ... ไอ้สารเลวจากอาณาจักรป่าเถื่อนแกมันน่าสนใจจริงๆ”
ชายชุดเกราะเงินหัวเราะในลำคอแววตาของมันเริ่มฉายแววสนุกสนานปนวิปริตขึ้นมาทุกที
“แกคงมีพรสวรรค์เกี่ยวกับการทนทานความเจ็บปวดสินะเอาเถอะ แบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน ระหว่างที่รอนายท่าน เดินทางมาถึงข้าจะลองดูหน่อยซิว่าจะมีวิธีไหน ที่จะทำให้ปากแข็งๆ ของแกยอมเปิดออกมาได้บ้าง”
พูดจบ เขาก็เหวี่ยงร่างของผมลงกระแทกพื้นดินอย่างแรง
แขนขวาที่บิดเบี้ยว และขาซ้ายที่หักผิดรูปทำให้สภาพของผมในตอนนี้ไม่ต่างจากสัตว์เลื้อยคลาน ที่ทำได้เพียงกระเสือกกระสนอยู่บนพื้น
ทว่าผมยังไม่ยอมแพ้สายตายังคงจับจ้องไปที่ดวงตาของชายในชุดเกราะเงินอย่างไม่ลดละ
“โฮ้... สายตาแกมันช่างอวดดีเสียจริง”
ชายชุดเกราะเงินย่อตัวก้มลงมาสบตา เขายื่นนิ้วชี้ใต้ถุงมือโลหะขยับเข้าใกล้ใบหน้าของผมทีละน้อย
“เอาแบบนี้ข้าจะลองควักลูกตาของแกออกมาทีละข้างดูซิว่าแกจะยังจ้องข้าด้วยสายตาแบบนี้ได้อีกไหม”
ตลกร้ายสิ้นดี!
ไอ้คนพวกนี้ล้วนแต่มีปัญหากับสายตาของผมแต่ก็ไม่เป็นไร... มันเข้าทางพอดี คนอย่างผมไม่มีทางยอมตายฟรีๆ อยู่แล้ว!
ทันทีที่ใบหน้าของมันก้มต่ำลงมาอยู่ในระยะกระชั้นชิดผมก็อ้าปากพ่นกระสุนมานาที่แอบควบแน่นเอาไว้ในปากออกไปทันที!
ตูม!
กระสุนมานาระเบิดใส่ใบหน้าของชายชุดเกราะเงินอย่างจัง!
ทว่าหลังจากกลุ่มควันจางหายไปใบหน้าของมันกลับยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม บนโหนกแก้มมีเพียงรอยไหม้จางๆปรากฏขึ้นมาเท่านั้น...
มันแทบไม่เป็นอะไรเลย!
ชายชุดเกราะเงินยกมือลูบรอยไหม้บนใบหน้า ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะเยือกเย็น
“หึ... แกมันตัวอะไรกันแน่วะ หมาบ้าหรือว่าซากงูพิษ? ตลกชะมัดแกดิ้นรนยิ่งกว่าพวกมอนสเตอร์เสียอีก”
สิ้นคำพูด เขาก็ใช้ฝ่ามือเหล็กกล้ากดใบหน้าของผมจนแนบติดกับพื้นดิน
“เอาสิ ลองดิ้นรนอีกข้าอยากเห็นว่าหมาบ้าแบบแกจะทำอะไรได้อีก”
ผมกัดฟันแน่น พยายามระเบิดมานาออกมา
ทว่าชายชุดเกราะเงินกลับปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลทับลงมาซัดจนมานาในร่างกายของผมปั่นป่วนจนไม่สามารถควบคุมได้เลย
“ฮ่าๆ หมดสภาพแล้วงั้นเหรอ?ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มจากตาขวาของแกก่อนข้าอยากรู้เหลือเกินว่าหากควักมันออกมาแล้ว มันจะเปลี่ยนสีหรือจะยังคงเป็นสองสีแยกกันแบบนี้”
ชายชุดเกราะเงินหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งก่อนจะขยับปลายนิ้วแหลมคมเข้ามาใกล้ดวงตาของผมอย่างช้าๆ
ทว่า... ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ปลายนิ้วแหลมคมจะทันได้ทิ่มทะลวงดวงตาของผมบรรยากาศรอบตัวพลันกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง!
ผมพยายามเหลือบสายตามองผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือของมันภาพที่เห็นคือมวลอากาศรอบด้านกำลังบิดเบี้ยวและสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังกระชากแผ่นฟ้าและผืนดินให้แยกออกจากกัน
พริบตาต่อมา วงแหวนเวทสีเหลืองทองก็สว่างวาบขึ้นกลางอากาศก่อนจะขยายตัวออกเป็นวงรี เผยให้เห็นห้วงมิติสีดำสนิทลึกลับ ราวกับจักรวาลอันไร้ก้นบึ้งที่ซ่อนอยู่ด้านใน
ฉับพลันนั้นน้ำเสียงหวานใส ทว่าทรงพลัง ก็ดังก้องกังวานออกมาจากรอยแยกมิตินั้น
“ทำแบบนั้นข้าก็อดเห็นแววตาอันเย็นชาของพ่อหนุ่มคนนี้กันพอดีสิ!”
สิ้นเสียงอันทรงอำนาจร่างของหญิงสาวเรือนผมสีแดงเพลิงที่พลิ้วไหวราวกับเปลวสุริยะ ก็ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติอย่างสง่างาม
แสงสว่างสีทองจากประตูมิติทอประกายสะท้อนเข้ากับกิ๊บติดผมรูปผีเสื้อสีเงินบนศีรษะของเธอจนทำให้มันเด่นชัดขึ้นมา และเปล่งประกายงดงามราวกับมีชีวิต
รัศมีพลังอันมหาศาล และไร้ขอบเขตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอสะกดทุกสรรพสิ่งรอบตัวให้หยุดนิ่งในฉับพลัน พร้อมกับลบล้างแรงกดดัน ที่เคยกดทับผมไว้จนมลายหายไปสิ้น
บรรยากาศรอบด้านพลันพลิกกลับเป็นเยือกเย็นจนทำให้ชายชุดเกราะเงินถึงกับเบิกตากว้าง และต้องผงะถอยหลังไปด้วยความตื่นตะลึง!
เมื่อผมเพ่งสายตามองไปเหนือศีรษะของเธอตัวอักษรของระบบก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นมา
[ผู้พิทักษ์มิติ - เลเวล ????]
แอนนา!
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเธอท่ามกลางสมรภูมิที่สิ้นหวังได้จุดประกายความหวังที่เคยริบหรี่ในใจของผม ให้กลับมาลุกโชนขึ้นอีกครั้งแล้ว!