ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 28 องค์หญิงหมิงซินหยู

    ผู้เฒ่าปีศาจหนู รีบจัดแจงหาโต๊ะขนาดเล็กที่มีอยู่ตัวเดียวมาวางให้กับจี๋ฮ่าว ส่วนคนอื่น ๆ ก็เดินมานั่งคุกเข่ากันหมด 
    สตรีชุดดำเห็นเช่นนั้นก็หวาดระแวง ไม่กล้าเข้าไปนั่งด้วย เพราะคิดว่าตนเองคงพบกับผู้มีอิทธิพลเข้าให้แล้ว จี๋ฮ่าวกวักมือเรียกนางมานั่งข้างกาย
    “มานั่งนี่ ไหนเล่าสิว่าเรื่องราวเป็นยังไง”
    สตรีชุดดำลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ยอมเดินลงไปนั่งข้างกายจี๋ฮ่าว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล่าว่า “เดิมข้ามีชื่อว่าหมิงซินหยู มีศักดิ์เป็นองค์หญิงลำดับหนึ่งของราชวงศ์หมิง พี่สาวของข้าคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ข้าถูกท่านพี่บังคับให้แต่งงานกับคนเลวผู้หนึ่ง แต่ว่าข้าไม่อยากแต่งงานกับเขา ดังนั้นข้าเลยต้องหนีออกมา……”
    “ท่านพี่ฮ่องเต้ไม่รัก..ข้า” ขณะที่หมิงซินหยูเล่าไป จู่ ๆ นางก็สะอื้นร่ำไห้ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้นางก็พยายามสะกดข่มอาการไว้ได้ดี เพียงสะอื้นหอบหายใจ กลั้นอยู่หลายครา และเล่าต่อไปว่า
    “ที่นั่นมีแต่คนใจร้ายและเจ้าเล่ห์ ทุกคนต่างพูดและกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ท่านพี่ของข้าก็เช่นกัน” 
    “ที่นั่นไม่มีใครที่ข้าไว้วางใจได้เลย ข้าไม่อยากกลับไปอีกแล้ว” เล่าไปนางกลั้นใจเอาไว้ไม่ไหว จนสะอื้นร่ำไห้ออกมา 
    จี๋ฮ่าวได้ฟัง เห็นนางร้องไห้ก็นึกสงสาร จึงยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางเบา ๆ ซินหยูเงยหน้ามองจี๋ฮ่าวและโผเข้ากอดเอาไว้ไม่ปล่อย เหมือนกับเด็กน้อยหลงทางที่พบกับที่พักพิง แม้ว่านางจะร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนเต็มเสื้อผ้าของจี๋ฮ่าว แต่ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร จี๋ฮ่าวปล่อยให้นางร้องไห้จนพอใจ จนขานางเกือบจะเป็นตะคริวเสียด้วยซ้ำ 
    โชคดีที่นางร้องไห้ไปไม่นาน ก็เงยหน้าผละจากอ้อมอกของตนเอง ขึ้นมาปัดป้ายหน้าเช็ดน้ำตาออกไป “พี่สาว แล้วท่านชื่ออะไรงั้นเหรอ?” หมิงซินหยูเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “ข้าชื่อจี๋ฮ่าว”  หมิงซินหยูได้ฟัง แววตาก็เป็นประกาย “ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ข้าเรียกท่านว่าพี่สาว ส่วนท่านเรียกข้าว่าน้องสาวได้หรือไม่?” จี๋ฮ่าวฟังก็แปลกใจ จึงถามกลับไปว่า “ข้ารู้สึกว่าเจ้าจะญาติดีกับคนแปลกหน้าเร็วไปหน่อยไหม?” หมิงซินหยูหัวเราะร่าตอบมาว่า “ก็ท่านดูไม่เหมือนคนเจ้าเล่ห์พวกนั้นแม้แต่นิด เห็นข้าอย่างนี้ แต่ข้าก็สัมผัสได้นะว่าใครจริงใจหรือหลอกลวง  มีเพียงท่านเท่านั้นที่ข้าอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจเช่นนี้” จี๋ฮ่าวได้ฟังก็ส่ายหน้าถอนหายใจ แต่ก็เผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว “ขี้โม้โอ้อวดเสียจริง” หมิงซินหยูที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกชอบใจเสียอย่างนั้น หลังจากที่ยิ้มร่าได้ไม่นาน ก็ดูเหมือนว่านางจะนึกอะไรออก ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นสลดลงอีกครั้งและเอ่ยถามจี๋ฮ่าวว่า “พี่สาว ข้าบอกท่านตามตรง ข้าเองก็คงไม่มีที่ไปอีกแล้ว ข้าขอติดตามท่านได้หรือไม่” “งั้นข้าขอถามเจ้า เจ้าเองก็ต้องตามสัตย์จริง ทำได้หรือไม่?” จี๋ฮ่าวพูด หมิงซินหยูได้ยินดังนั้นก็เหมือนจะมีความหวัง รีบพยักหน้าตอบด้วยความยินดี “ได้ ได้แน่นอน” “เช่นนั้นเจ้าจะรู้อย่างไร ว่าการติดตามข้า จะดีกว่าการได้อยู่ในวังกับท่านพี่ของเจ้ากันเล่า?” หมิงซินหยูกับยิ้มตอบโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด “ข้าไม่รู้หรอก...ข้าแค่ทำตามความรู้สึกของตนเอง อยากติดตามอยู่ข้างกายท่าน” “เหอะ” จี๋ฮ่าวหัวเราะ ไม่รู้จะเอาคำใดมาพูดกับนางดี
    “เมื่อเจ้าคิดจะเดินทางกับข้าจริง เช่นนั้นเจ้าก็ควรรู้อะไรไว้อย่างหนึ่ง…” สายตาดุดันของจี๋ฮ่าวที่กำลังมองดูหมิงซินหยู ทำให้นางกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบากและถามจี๋ฮ่าวว่า
    “คืออะไรเหรอ?”
    “ตัวตนของข้า แม้รูปลักษณ์จะเป็นมนุษย์ แต่จิตใจหาใช่ไม่ หากเจ้าคิดว่าผู้คนในวังของเจ้าว่าชั่วร้ายเลวทรามแล้ว….บางครั้งข้าก็เป็นยิ่งกว่าพวกมันทั้งหมดเสียอีก”
    พอพูดมาถึงตอนนี้ จี๋ฮ่าวก็ฉีกยิ้มบาง ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบเย็นขึ้นในฉับพลัน นางยกมือซ้ายขึ้นหันออกไปก่อนจะมีร่างคนผู้หนึ่ง ลอยพุ่งตรงเข้ามาหามือของนาง
    “หมับ!”
    ทุกคนเป็นต้องแตกตื่นในทันที เพราะภาพในขณะนี้คือการที่จี๋ฮ่าวใช้พลังบางอย่างดึงร่างของนักผจญภัยผู้หนึ่งเข้ามาภายใน โดยไม่แม้แต่จะมอง อีกทั้งนางยังลงมือบีบคอคนผู้นั้นจนตาเหลือกลาน ดิ้นทุรนทุรายจนน้ำลายฟูมปาก
    จี๋ฮ่าวยังคงยกยิ้มมองหมิงซินหยูไม่คลาย พลางกล่าวขึ้นว่า “ดูเถิด ตัวอย่างของผู้ที่สอดรู้สอดเห็น เวลาช่วยคนข้าก็ไม่เคยลังเล เวลาฆ่าก็ไม่เคยเช่นกัน”
    “อ๊ากก!!!” เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเพียงพริบตา พร้อมกับเพลิงทมิฬที่เผาร่างของชายผู้นั้นให้ดับสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เพียงฝุ่นผง
    “พวกเจ้าไปดูด้านนอกสิ ว่ามีใครแอบฟังอยู่อีกหรือเปล่า” ปีศาจหนูชรารีบออกคำสั่งให้คนออกไปเฝ้าดูทันที
    หมิงซินหยูลุกขึ้นผงะถอยหลังออกห่าง สีหน้าตื่นกลัวสุดขีด ไม่ใช่เพราะว่าหญิงสาวตรงหน้าฆ่าคนโดยไม่กระพริบตา แต่เป็นเพราะพลังที่นางใช้ต่างหาก พลังที่ทรงอำนาจเกินกว่าที่นางจะรู้จักและเพลิงสีม่วงดำอันร้ายกาจ เผาทำลายทุกสิ่งได้จนไม่เหลือซาก
    “เอาล่ะ อย่างสุดท้ายที่ข้าจะบอกก็คือ เจ้ากับข้ามันอยู่กันคนละโลกตั้งแต่ต้น หากเจ้าคิดจะติดตามข้า แน่นอนว่าเจ้าต้องสละอีกมากมายหลายสิ่ง อาจจะมากยิ่งกว่าการกลับไปอยู่กับพี่สาวของเจ้าก็ได้นะ”
    หมิงซินหยูฟังแล้วก็ทำท่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางจ้องมองดวงตาของจี๋ฮ่าวอยู่เนินนาน ก่อนจะพยักหน้าตอบ
    “ข้าจะไปกับท่าน..”
    “เอ๋ ใจเย็นแม่สาวน้อย คิดให้ถี่ถ้วนก่อน ข้ารับรองว่าต่อให้เจ้าปฏิเสธและเลือกที่จะเดินหนีออกไป ข้าจะในนามของข้ารับรองเลยว่าจะไม่มีผู้ใดตามไปทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน” จี๋ฮ่าวกล่าวเสริม
    หมิงซินหยูก้มหน้าเม้มปากใคร่ครวญ ไม่นานนางก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยสายตาอันแน่วแน่และกล่าวเสียงชัดเจน
    “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไปกับท่าน” นางตอบเสียงสั่นเครือหน่อย ๆ ฟังดูก็รู้ว่านางกำลังหวั่นเกรง
    “เช่นนั้นเจ้าก็สาบานต่อฟ้าออกมาเถิด ว่านับแต่นี้ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของเจ้าจะจงรักภักดีต่อเจ้าแม่หนี่ว์วาเพียงผู้เดียว” ปีศาจหนูชรากล่าวขึ้นมา
    “ไม่จำเป็น” จี๋ฮ่าวตอบ ทำให้ทุกคนต่างก็หันไปมองด้วยความไม่เข้าใจ แต่นางก็พูดต่อไปว่า 
    “จิตใจผู้คนเป็นของไม่เที่ยง สาบานหรือไม่ล้วนไม่ต่างกัน ข้าขอเพียงให้เจ้าจำให้ขึ้นใจว่า...ข้าเกลียดที่สุดคือผู้ทรยศหักหลัง” จี๋ฮ่าวเชยคางหมิงซินหยูขึ้นมาจ้องมอง พร้อมกับมอบรอยยิ้มหวานชวนฝันให้แก่นางอย่างไม่ตั้งใจ
    รอยยิ้มและแววตาของจี๋ฮ่าวราวกับมนต์สะกดอย่างหนึ่ง ทำให้หมิงซินหยูรู้สึกหลงใหลอย่างแปลกประหลาด เหมือนกับว่าแม้นางจะไม่ได้พูดคำสาบานออกไป แต่หัวใจของนางยินยอมและรับมันเอาไว้แล้ว
    หมินซินหยูแววตาลุ่มหลงและเหม่อลอย เปิดปากตอบกลับมาว่า “ข้ายินดีจะอยู่กับท่าน..”
    “เช่นนั้นก็ไปเถอะ ข้าจะกลับที่พักแล้ว” จี๋ฮ่าวปล่อยมือและตอบกลับไป ทำให้บรรยากาศทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
    “ไม่ได้นะเจ้าแม่ ให้นางพักกับพวกเราก็ได้ พวกเราสาบานว่าจะดูแลนางอย่างดี” พนักงานหญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมา
    ซินหยูหูผึ่งทันทีก่อนจะหันหน้าไปถามจี๋ฮ่าวว่า “เมื่อครู่นางเรียกท่านว่าเจ้าแม่? ข้าคงไม่ได้เมาค้างจนหูฝาดหรอกนะ?”
    ผู้เฒ่าปีศาจหนูมองหน้าจี๋ฮ่าวคราหนึ่ง เห็นว่านางส่ายหน้าปฏิเสธ จึงรีบพูดขึ้นว่า “ทะ ทะ ที่ไหนเล่า! พวกเราเคารพนางมากก็เท่านั้นแหละ เพราะนางคือผู้มีพระคุณต่อพวกเรา”
    “ใช่ ใช่” คนอื่น ๆ ก็รีบช่วยกันพูดเสริมกันขึ้นมาทันที
    “อ๋อ” ซินหยูทำหน้าเหมือนจะไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้จี๋ฮ่าวแล้วหันไปพูดกับชายชราหัวหน้าคณะว่า
    “เช่นนั้น หากข้าเรียกนางว่าเจ้าแม่เหมือนกัน เช่นนั้นพวกเราก็ถือว่าเป็นพวกเดียวกันแล้วใช่ไหม?”
    จี๋ฮ่าวได้ยินดังนั้น ก็ยกมือประเคนมะเหงกให้นางไปหนึ่งที “โป้ก!!” “หากยังมีใครเรียกแบบนั้นอีก ข้าจะทุบตีให้จำความไม่ได้เลยเชียว เห็นข้าแก่ขนาดนั้นเลยหรือไง...” 
    ซินหยูหันมายิ้มให้จี๋ฮ่าวอย่างทะเล้น พลางลูบหน้าผากด้วยความรู้สึกเจ็บ “ทำไมท่านมือหนักขนาดนี้..” 
    “ที่ไหนเล่า ก่อนหน้านี้เจ้าเมาหน้าล้มฟาดกับพื้นเองต่างหาก ถ้าเจ้าไม่ได้ข้า คงนอนขาดอากาศหายใจตายไปนานแล้ว”
    พนักงานสาวที่เห็นเหตุการณ์ได้ยินประโยคนี้เข้าก็คันปากอยากจะพูดเหลือเกินว่า ‘ไม่ใช่ท่านเกือบฆ่านางไปแล้วหรอกหรือ’ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา ได้แต่เก็บประโยคเหล่านี้ไว้ในใจ
    “อ่อ แหะ แหะ” ซินหยูยิ้มเขิน
    ชายชราปีศาจก็เดินเข้ามาหาอย่างนอบน้อมกระซิบว่า “เจ้าแม่ นางคือองค์หญิงของราชวงศ์หมิง หากพวกท่านยังเก็บนางเอาไว้ข้างกาย เกรงว่าจะร้ายมากกว่าดีนะขอรับ” 
    “อีกอย่างข้าได้ยินมาว่า พี่สาวของนางที่เป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน นางทั้งโหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก ข้าคิดว่าพวกเราส่งนางพักที่โรงเตี๊ยมดี ๆ สักแห่งก็พอ พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะรีบเก็บของเดินทางจากไปทันที ส่วนท่านก็ไปกับพวกเราเถอะขอรับ พวกข้าน้อยอยากจะดูแลรับใช้ท่านและยินดีทำตามทุกอย่างที่เจ้าแม่รับสั่ง”
    จี๋ฮ่าวยิ้มให้กับชายชราพลางกล่าวว่า “เราขอบใจเจ้ามาก แต่ทุกชีวิตล้วนมีกรรมและทางเดินของตน ข้าเองก็ต้องมีเคราะห์กรรมที่ต้องเผชิญอยู่อีกมาก หากร่วมเดินทางไปกับพวกเจ้า รั้งแต่จะเป็นหายนะเสียเปล่า ๆ”
    “พวกเจ้ารีบเก็บข้าวของเถอะ ข้าเองก็จะกลับไปเก็บของ เตรียมตัวออกเดินทางทันที”
    “แต่ว่า..” ชายชราทำท่าจะปฏิเสธไม่เห็นด้วย แต่จี๋ฮ่าวก็พูดขึ้นว่า
    “วางใจเถอะ บนโลกนี้นอกจากจักรพรรดิมารผู้นั้นแล้ว คงไม่มีใครคิดจะเป็นศัตรูกับข้านักหรอก”
    หลังจากที่ร่ำลากันแล้ว จี๋ฮ่าวก็สวมผ้าคลุมปิดหน้าแล้วพยุงร่างหมิงซินหยูเดินกลับเข้าเมือง แต่ดูแล้วนางเดินเองก็แทบจะไม่ไหว เลยอุ้มนางขึ้นมาเดินแทน ตอนแรกพวกปีศาจในคณะละครทำท่าจะส่งคนตามมาด้วย แต่จี๋ฮ่าวปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะเกรงว่าจะเป็นที่สงสัยหากมีใครพบเห็น พวกเขาจึงยอมทำตามแต่โดยดี