ความเดิมตอนที่แล้ว
การต่อสู้ระหว่างองค์ชายน้อยหลินกับบุรุษปริศนาก่อเกิดสนามพลังที่กระจายเป็นวงกว้าง ทั้งหลินเพ่ยหนิง เฉินเสวี่ยหยาง เฟิงอี้รวมไปถึงบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีน้ำตาลต่างก็สัมผัสได้แม้แต่เด็กสาวผู้รักอิสระอย่างเสี่ยวม่านก็มาเฝ้าดูเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ระหว่างที่การต่อสู้ได้ดำเนินไปองค์ชายสี่หลินเกือบต้องพลาดพลั้ง แต่เพราะเสี่ยวม่านได้ยื่นมือเข้าช่วย หลินเหิงอี้อาศัยความได้เปรียบทำให้ชายคนนั้นได้รับบาดเจ็บจนสุดท้าย เขาต้องหลบหนีไป ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่เหตุบังเอิญ ทั้งบุรุษลึกลับคนนั้นและเด็กสาวเสี่ยวม่านต้องมีความเกี่ยวข้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหลังจากที่นางได้จากไป ท่าทีของท่านโหรผู้เฒ่าหลินที่มีต่อเสี่ยวม่านก็ยิ่งน่าสงสัยมากขึ้นไปอีกราวกับว่าท่านโหรผู้มีสายตามืดบอดจะรู้ชัดแจ้งว่านางไม่ใช่แค่เด็กสาวธรรมดา
ด้านจวนสกุลหม่าตระกูลที่สืบทอดวิชาแพทย์มาหลายชั่วอายุ หม่าจิ่นเทาผู้นำตระกูลหม่าและผู้นำฝ่ายพลเรือนได้สืบพบการกระทำอันมิชอบของบุตรชายสกุลซ่งสืบเนื่องมาจากการหายตัวไปของบุรุษวัยฉกรรจ์ ทำให้ตรวจพบร่องรอยของการลักพาตัวคนเพื่อเป็นแรงงานลักลอบขุดเหมืองความผิดนี้ร้ายแรงถึงขั้นประหาร ทำให้หม่าจิ่นเทาค่อนข้างหนักใจต่อผลพวงที่จะเกิดกับคนตระกูลซ่ง ผู้นำหม่ายังไม่ได้รายงานความไปที่จวนเจ้าเมือง ทั้งยังไม่อาจบอกเรื่องนี้แก่ซ่งเผิงจิ่นเพราะการจะพลิกสถานการณ์นี้ได้มีเพียงเฉินเสวี่ยหยางเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ภายในค่ายสรรพาวุธเฉินเสวี่ยหยางได้หารือกับสองคนสนิทอยู่ภายในห้องพัก ก่อนนี้ เขาเคยสืบรู้มาว่าจูซือฉีมีญาติอยู่หนึ่งคนซึ่งตอนนี้อยู่กับซ่งจื่อรุ่ย พวกเขาจึงมีแผนการสืบหาตำแหน่งที่อยู่ของคนผู้นี้ เพื่อทำลายแผนการของคุณชายซ่ง
ณสถานที่เร้นกายของเหม่ยซิ่นฮวา นางนั่งอยู่บนแท่นพลางหลับตาเพื่อฟื้นพลังลมปราณ รังสีทมิฬแผ่ไปทั่วร่างครู่เดียวก็มีเสียงความเคลื่อนไหวและทำให้นางต้องลืมตาขึ้นมา พลันเห็นบุรุษในชุดผ้าคลุม เดินโซซัดโซเซเข้ามาหานาง
เหม่ยซิ่นฮวา : “ นี่เจ้าบาดเจ็บเหรอ? ใครทำร้ายเจ้า? ”
นางลุกไปประคองร่างชายผู้นั้นและใช้พลังของตนฟื้นฟูพลังให้กับเขา ไม่นาน เขาก็มีอาการดีขึ้นและรีบคุกเข่าลงเพื่อคารวะนาง..ฟึบ!..
เหม่ยซิ่นฮวา : “ ลุกขึ้นเถอะ ”
คำพูดของนางดั่งวาจาสิทธิ์ เขาก้มศีรษะรับคำสั่งและรีบลุกขึ้นยืนไม่ต่างจากหุ่น
เหม่ยซิ่นฮวา : “ เมื่อต้องเก็บตัวฟื้นฟูพลัง ข้าจำต้องใช้ค่ายกลบดบังพื้นที่นี้ไว้แต่มันทำให้ข้ารับรู้ความเป็นไปภายนอกได้ยากขึ้น และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าระวังหน่อยสิ ก็รู้นี่ว่าข้าจำเป็นต้องพึ่งเจ้าตราบใดที่มุกทั้งสามเม็ดยังไม่ได้อยู่ในมือข้า ข้ายังต้องการสะสมพลังอีกมากเจ้าไปพักเถอะ ”
เขาก้มศีรษะรับคำสั่งของนางแล้วเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง ระหว่างนั้น นางก็รำพึงรำพันกับตนเอง
เหม่ยซิ่นฮวา : “ หากข้าได้พลังนั้นมาเมื่อไหร่เทพเซียนที่ไหนก็อย่าหวังจะขวางข้า แล้วเจ้ากับข้าจะได้ครองสามโลกไปด้วยกัน ”
เห็นชัดว่าความอำมหิตของนางอ่อนไหวต่อชายผู้นั้นตัวตนของเขาอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกสมุนในสายตาของนาง
จวนเจ้าเมืองหลิน
ตึก ๆ ๆ..
“ ท่านพี่ ”
เหลียงซีหม่าเข้าไปหาเจ้าเมืองหลินที่ห้องทำงานพร้อมกับสาวรับใช้โดยมีถาดใส่ถ้วยน้ำแกงที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ถือไปให้สวามี เวลานั้นท่านเจ้าเมืองนั่งจับพู่กันเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงานและได้เงยหน้ามองตามเสียงเรียกของภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง
หลินหงชุน : “ เสี่ยวเหลียง มีเรื่องใดหรือ? ”
เจ้าเมืองหลินสนทนาไปพลางก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออย่างจดจ่อ
เหลียงซีหม่า : “ ท่านพี่ หากไม่มีเรื่อง แล้วข้ามาไม่ได้หรือไร?พักนี้ ข้าเห็นท่านทำงานหนัก ก็เลยตุ๋นน้ำแกงมาให้ ข้าใส่สมุนไพรลงไปด้วยท่านทานเสียหน่อยเถิด ”
หลินหงชุน : “ อื้ม.. วางไว้ก่อน ”
เมื่อได้ยินดังนั้น สาวรับใช้ได้วางถ้วยน้ำแกงไว้ที่โต๊ะรับรองด้านข้างแล้วนางก็เดินออกไปจากห้อง
เหลียงซีหม่า : “ เห็นท่านทำงานหนักเช่นนี้ ข้าอดห่วงไม่ได้หากมีเรื่องให้ข้าช่วย ขอท่านพี่อย่าได้เกรงใจ บอกข้ามาได้เลย ”
หลินหงชุน : “ ไว้มีแล้วข้าจะบอก แต่ว่าตอนนี้ยังก่อน ”
สองสามีภรรยาพูดคุยกันเพียงครู่ จางหยวนก็เดินตรงเข้ามาหาเจ้าเมืองหลิน
จางหยวน : “ นายท่านขอรับ .... ”
ผู้ช่วยจางก้มลงกระซิบที่ข้างหู จากนั้นสีหน้าของเจ้าเมืองหลินก็เปลี่ยนไปเขาดูไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่ได้ยินจนทำให้ชายารองต้องเอ่ยถาม
เหลียงซีหม่า : “ ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ? ”
หลินหงชุนมองชายาด้วยความไม่พอใจ เพราะมีใครบางคนกำลังก่อเรื่อง
ค่ายสรรพาวุธ
“ เจ้าเมืองน้อยขอรับ ”
เฟยฉีและเฟยหมิงเข้าพบเฉินเสวี่ยหยางเพื่อรายงานความคืบหน้า
เฟยฉี : “ มีข่าวจากคุณชายหวงขอรับ ”
เฟยฉีนำจดหมายที่ถูกม้วนจนเล็กกว่าปลายนิ้ว ส่งให้กับเฉินเสวี่ยหยางเมื่อเขาเปิดดูก็พบบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ต้องนิ่งไปชั่วขณะ
เฟยหมิง : “ ทางคุณชายหวงว่าอย่างไรบ้างขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เรื่องค่ายชิงเฟิง เหมือนจะมีคนตรวจสอบให้แล้ว”
เฟยฉี : “ เอ.. หมู่บ้านหัวไปเกี่ยวข้องกับค่ายชิงเฟิงได้อย่างไร? แล้วอย่างนี้เรื่องวัดหนิงอันล่ะขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ แน่นอนว่ายังต้องตรวจสอบ ถึงแม่ทัพเหลียงจะไม่ยอมปริปากแต่ถึงเวลา ก็ควรต้องไปดูสักหน่อย ”
ย้อนกลับไปตอนที่แม่ทัพเหลียงนัดพบกับเฉินเสวี่ยหยางช่วงเวลาครึ่งชั่วยามก่อนจะเกิดเหตุการตายของเซี่ยเซิ่งหมิ่นพวกเขาพูดคุยกันหลายเรื่องและหนึ่งในนั้นก็คือเบาะแสที่ระบุอยู่ในสารลับ เฉินเสวี่ยหยางสืบจนรู้ว่าวัดแห่งนั้นตั้งอยู่ที่ใดนำมาซึ่งบทสนทนาลับระหว่างเฉินเสวี่ยหยางและเหลียงจิ่งเสียน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ที่โรงเตี๊ยมนั่น ท่านหละหลวมไปหน่อยนะ ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ ต้องขอบคุณเจ้าเมืองน้อยที่ช่วยปิดเป็นความลับคาดว่าท่านคงถนัดเรื่องอะไรพวกนี้ ”
เฟยฉี : “ ผิดแล้วแม่ทัพเหลียง เจ้าเมืองน้อยของข้าเป็นคนสง่าผ่าเผย และการที่ท่านไม่พูดไม่ได้แปลว่าพูดไม่ได้ เพราะต่อให้เรื่องนี้เปิดเผยออกไป ก็ล้วนไม่ส่งผลอะไรต่อนายของข้า”
เฟยฉีโต้กลับแทนผู้เป็นนาย ตอกย้ำให้รู้ว่าการเก็บซ่อนความลับเป็นเรื่องของผู้ที่มีอำนาจใช้มันเท่านั้นและเป็นอีกครั้งที่เหลียงจิ่งเสียนถูกตอกกลับอย่างหมดข้อโต้แย้ง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า วัดหนิงอันมีอะไรซ่อนอยู่?”
เพียงได้ยินชื่อวัดหนิงอัน เหลียงจิ่งเสียนก็พลันชะงักนั่นก็เพราะเขาคาดไม่ถึงว่าเฉินเสวี่ยหยางจะรู้สถานที่ที่ระบุอยู่ในสารลับ
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ตอบไม่เป็นไร ข้าเดาว่าที่นั่นคงเก็บซ่อนความลับเกี่ยวกับการตายของอดีตเจ้าเมืองและแน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกับโจรกบฏชิงเฟิง แต่ข้าอยากแนะนำท่านสักเรื่อง แม้สองคนนั้นจะเป็นคนที่ท่านซื้อตัวไว้แต่แทนที่จะไปปรากฏตัวที่โรงเตี๊ยม ท่านควรรออยู่เฉย ๆ ปล่อยให้แผนการดำเนินไป เช่นนั้นแล้วถึงเป็นข้าก็อาจเชื่อได้ว่านี่เป็นฝีมือของคุณชายซ่ง ”
เฉินเสวี่ยหยางเอ่ยถึงสถานการณ์ก่อนหน้านั้น ตอนที่เขาแอบเห็นเหลียงจิ่งเสียนปลอมตัวไปสังเกตการณ์ที่โรงเตี๊ยมเฟิ่งชุนเวลานี้ เหลียงจิ่งเสียนแสดงท่าทางพิรุธอย่างเห็นได้ชัดเพราะแผนของเขาถูกมองออกจนทะลุปรุโปร่ง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ แผนของท่านคือ ให้หนึ่งในนั้นแสร้งแต่งกายเป็นท่านแขวนป้ายหยกที่สั่งทำปลอมขึ้นมา ทั้งหมดก็เพื่อหลอกให้ซ่งจื่อรุ่ยมาติดกับทันทีที่เขาปรากฏตัวที่โรงเตี๊ยม ก็จะถูกสงสัยว่าทรยศ ยังไงเสีย บทสรุปของสองคนนั้นก็ต้องตายอยู่ดีเมื่อตรวจสอบก็จะรู้ว่าพวกเขาเป็นคนของซ่งจื่อรุ่ย ที่แอบสืบเรื่องวัดหนิงอันแล้วป้ายความผิดให้ท่านถึงตอนนั้น ผู้บงการที่อยากเก็บซ่อนความลับนั่นคงไม่เอาเขาไว้ แต่ท่านคิดจริงหรือว่าซ่งจื่อรุ่ยหลอกง่ายเพียงนั้นหากเขาโง่ สองคนนั้นคงไม่ถูกฆ่าปิดปาก ท่านคิดใช้คนของเขาป้ายความผิดให้ตัวเขาเองเพื่อที่สุดท้าย คนที่ได้ผลประโยชน์ก็คือท่าน แผนยืมดาบฆ่าคนของท่าน เกือบไปได้สวย ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ หึ! ถูกท่านมองออกถึงเพียงนี้ เห็นที ฝีมือการเดินหมากของข้าคงสู้ท่านไม่ได้”
นี่คือบทสนทนาหนึ่งในช่วงนั้นที่เฉินเสวี่ยหยางพลันนึกถึงขณะที่เขากำลังหารืออยู่กับสององครักษ์ และแล้วเฟยฉีก็ได้รายงานความเป็นจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่มีคนจงใจให้เกิดขึ้น
เฟยฉี : “ เมื่อครู่ คนรถเพิ่งมาแจ้งว่า ผลการตรวจออกมาแล้วขอรับม้าสองตัวนั้น.. ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้ารู้ ปล่อยไปก่อน ”
เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยรู้หรือขอรับ ว่าเป็นฝีมือใคร? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เดาไม่ยาก ”
เฟยหมิง : “ แต่เหตุใด ผลตรวจถึงได้ช้านัก? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ที่ช้าอาจไม่ใช่ขั้นตอน กว่าเขาจะมาที่นี่ได้ คงโดนสอบสวนไปไม่น้อยทางผู้นำหม่า เคลื่อนไหวแล้วใช่หรือไม่? ”
เฟยหมิง : “ ขอรับ หลังจากพูดคุยกับเรา เขาลังเลใจอยู่พอสมควร แต่จู่ ๆ ก็ตัดสินใจตรวจสอบด้วยตนเองจนได้พบเบาะแสอาจเป็นเพราะว่ามีคนแจ้งเรื่องคนหายไปที่ฝ่ายพลเรือนขอรับ ”
.. “ เป็นนาง ” .. จู่ ๆ แววตาสงบนิ่งของเฉินเสวี่ยหยางก็ดูหวั่นไหวเขารู้ดีว่านี่คงเป็นฝีมือใครไปไม่ได้ นอกจากจอมยุทธไป๋
เฟยหมิง : “ ตอนนี้ผู้นำหม่าเดินตามแผนของเราแล้วขอรับ ”
เฟยฉี : “ ท่านหม่านี่ก็แปลก มีทั้งอาวุธเถื่อนเป็นหลักฐานมีทั้งคำให้การของพยานอย่างหลี่ซู่เหลย แต่กลับไม่ยอมตรวจสอบ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เขาทำถูกแล้วที่ไม่วู่วามลักลอบขุดเหมืองเป็นเรื่องใหญ่ จะตามสืบอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้ อีกอย่าง เขากับผู้นำซ่งคบค้ากันมานานจะลำบากใจมันก็สมเหตุสมผลอยู่ ”
เฟยฉี : “ หลอมอาวุธเถื่อน วัตถุดิบก็ต้องเถื่อนเรื่องนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว แต่เจ้าเมืองน้อยดูออกได้อย่างไรขอรับ ว่าพวกนั้นต้องแอบขุดเหมืองไม่ใช่ลักลอบนำเข้ามา? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เสี่ยงเกินไป ลักลอบนำเข้ายากกว่าการขโมยของที่มีอยู่ ด่านเข้าเมืองหนานจิ้งทั้งทางบกและทางน้ำมีการตรวจสอบเข้มงวด วันที่เราเดินทางมาถึง หากไม่แจ้งกับเจ้าเมืองหลินไว้แต่เนิ่นๆ ใช่ว่าเราจะเข้ามาได้โดยง่าย ”
เฟยหมิง : “ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่จะทำกันได้ง่าย ๆ เจ้าเมืองหลินน่าจะรู้มาบ้างแล้วเหตุใดยังทำนิ่งเฉย? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ แน่นอนว่ารู้ แต่สถานะของเจ้าเมืองหลินใช้คำพลาดหนึ่งก้าวล้มทั้งกระดานมาอธิบายได้ นับตั้งแต่ขึ้นนั่งบัลลังก์ เขาก็แบกรับคำครหาว่าอยู่เบื้องหลังการตายของอดีตภรรยาอีกทั้งศัตรูอยู่ที่ลับ ตัวเขาอยู่ที่แจ้ง และมีชีวิตของคนรอบข้างเป็นเดิมพัน ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรลงไป หากไม่มั่นใจว่าจะชนะ ”
เฟยฉี : “ ทำไมข้ารู้สึกว่า เขากำลังรอจังหวะพายเรือตามน้ำเลยล่ะขอรับเหมือนกับว่าเราเป็นตัวเดินหมากให้เขาเลย ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ถูก เขารอให้เราลงมือ ”
เฟยหมิง : “ ทางจวนซ่งตอนนี้ยิ่งวุ่นวาย ปลาตายหนึ่งตัว พาเหม็นไปทั้งฝูงคราวนี้คนทั้งจวนคงหนีไม่พ้นความผิด ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ แค่ผ่อนหนักเป็นเบาได้ก็พอ สละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เรื่องหลักตอนนี้คือดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกมา เมื่อรู้ที่ซ่อนคนแล้ว ค่อยจัดการรังหนูสกปรกกับผู้ที่วางยาพร้อมกัน”
เฟยหมิง/เฟยฉี : “ ขอรับ ”
แผนการของเฉินเสวี่ยหยางค่อย ๆ ดำเนินไปทีละนิดสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเขาวางหมากไว้อย่างรัดกุม และรอโอกาสเหมาะสมเพื่อเดินหมากไปทีละก้าวแต่สิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเขามีเพียงจอมยุทธไป๋ ดูเหมือนนางจะติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอดแม้ในขณะที่ผู้นำหม่ากำลังสับสนและไม่กล้าที่จะตัดสินใจนางก็ยื่นมือผลักดันจนทุกอย่างเป็นไปตามแผน สำหรับเฉินเสวี่ยหยางเขาไม่ได้กังวลกับแผนที่วางเอาไว้มากไปกว่าความปลอดภัยของใครบางคน หลังจากการหารือได้เสร็จสิ้นเฉินเสวี่ยหยางก็เดินออกมาด้านนอกโดยมีสององครักษ์ติดตามอารักขา
เฟยฉี : “ ดูท่างานนี้ แผนไม่สำเร็จไม่เป็นไร แต่ที่กังวลอยู่เห็นจะเป็นเรื่องจอมยุทธไป๋กับองค์หญิงมากกว่าดูสิ สีหน้าเครียดเชียว ”
เฟยหมิง : “ อืม ไปเถอะ ”
สององครักษ์ติดตามเฉินเสวี่ยหยางไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งก็คือลานฝึกหลังจากที่ทราบจากท่านหลี่ว่าหลินเพ่ยหนิงเดินทางมาที่นี่ เขาจึงได้เดินทางมาหา ทั่วทั้งบริเวณมีทหารมากมายฝึกฝนทักษะกันอย่างแข็งขันเสียงหอกดาบกระทบกัน แลเสียงหมัด เท้า ทวน โล่ ปะทะกันอย่างไม่ขาดสาย เขาเดินฝ่าฝูงคนในชุดสีทึบที่กำลังวุ่นวายเพียงเพื่อตามหาองค์หญิงรองหลิน สายตาดูเหมือนเยี่ยมชมการฝึกฝนของเหล่าทหารแต่อีกนัยก็มองหาคู่หมั้นหมายอยู่เนือง ๆจนกระทั่งมีบางอย่างพุ่งตรงมาที่เขาคล้ายกับมุ่งประทุษร้าย แม้ประสาทหูจะว่องไวแต่เฉินเสวี่ยหยางกลับไม่คิดที่จะหลบ
เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ! ”
..ฟิ่ว.. ฉึบ! ลูกธนูที่พุ่งเข้ามาถูกคมกระบี่ของเฟยหมิงฟันขาดเป็นสองท่อน ตามมาด้วยเสียงองครักษ์ที่ร้องทักไปยังผู้เป็นเจ้าของลูกธนูซึ่งก็คือองค์หญิงสาม
เฟยหมิง : “ องค์หญิงสาม นี่ท่านคิดจะทำอะไร? ”
เฟยหมิงและเฟยฉีรีบเข้ามาคุ้มกันผู้เป็นนายด้วยท่าทางขึงขังแววตาโกรธกริ้ว
หลินซานซาน : “ แหม.. ข้าก็นึกว่าใคร ต้องขออภัยด้วย ช่วงนี้มือเท้าข้าเร็วไปหน่อย หวังว่าเจ้าเมืองน้อยจะไม่ถือสาแต่ท่านเองก็ต้องระวังตัวด้วย ที่นี่ลานฝึก หอกดาบไร้ตา ยิ่งเป็นลูกธนูด้วยแล้วมันจะพุ่งไปทางไหนก็หารู้ได้ ข้าเกรงว่าหากไม่ระวังพี่หญิงของข้าอาจต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่ได้แต่ง ”
เฉินเสวี่ยหยางหยุดฟังด้วยท่าทางสุขุม เขาไม่ทุกข์ร้อนใดๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นและเดินผ่านหน้าหลินซานซานไปอย่างเรียบเฉย แน่นอนว่าเขาไม่แยแสต่อคำพูดและการกระทำของนางแม้แต่น้อยนั่นจึงทำให้นางมีโทสะเพราะไม่ได้ดั่งหวัง และถือโอกาสที่เฉินเสวี่ยหยางไม่ทันระวังเล็งธนูใส่เขา ลูกธนูพุ่งออกไปตรงตัวของเฉินเสวี่ยหยางพอดีทว่ากลับมีก้อนหินลอยมาปะทะกับลูกธนูจนหักเป็นสองท่อน เมื่อเจ้าเมืองน้อยเฉินหันกลับไปมองก็พบใบหน้างดงามของหลินเพ่ยหนิงตามมาด้วยหูจิงและลั่วชีชี
ลั่วชีชี : “ องค์หญิงสาม ท่านทำเกินไปแล้วนะ ”
เสียงร้องทักของลั่วชีชีได้ดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าของสองพี่น้องแซ่เฟยที่มองตามเสียง
เฟยฉี : “ หูจิง มาได้จังหวะพอดี ”
เฟยฉีและเฟยหมิงต่างเข้าใจว่านี่เป็นฝีมือของหูจิงส่วนหลินเพ่ยหนิงที่ตรงมาหาเฉินเสวี่ยหยางด้วยแววตาที่เป็นห่วง เมื่อนางหันไปมองหลินซานซานก็มีความไม่พอใจซ่อนอยู่ลึกๆ เพราะรู้ว่าหลินซานซานจงใจเล็งธนูไปที่เขา
หลินซานซาน : “ ลั่วชีชี เจ้าพูดบ้าอะไร? ที่นี่ลานฝึกใครใช้ให้มาเดินเพ่นพ่าน ”
ทว่า ..ฉึก! หลินเพ่ยหนิงหยิบธนูมายิงผ่านหน้านางไปอย่างเฉียดฉิว
หลินซานซาน : “ พี่หญิง นี่ท่านจะทำอะไร?คิดจะประลองกับข้าเหรอ? ”
หลินเพ่ยหนิงมองไปยังน้องสาวด้วยแววตานิ่งไร้ความหวาดหวั่น ทำให้เฉินเสวี่ยหยางมองนางด้วยตาไม่กะพริบ
เฟยฉี : “ ไวมาก ไม่ทันเห็นเลยว่ายิงไปตอนไหน ”
เฟยหมิง : “ องค์หญิงยิงธนูเป็นด้วยเหรอ? ”
ลั่วชีชี : " แปลกตรงไหน!? สตรีแห่งหนานจิ้ง ขี่ม้ายิงธนูเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะทายาทอดีตเจ้าเมืองอย่างองค์หญิง หากยิงไม่เป็นเลยนี่สิ ถึงเรียกว่าแปลก "
เฟยฉี : " อืม.. จะว่าไปแล้วก็ถูก "
สองพี่น้องพูดคุยกระซิบกระซาบ กระทั่งลั่วชีชีได้ยินเข้าและช่วยไขข้อสงสัย
หลินซานซาน : “ งั้นก็อย่าหาว่าข้ารังแกท่าน ท่านกับข้ามาประลองกันด้วยลูกธนูเพียงดอกเดียวใครแพ้ ผู้นั้นต้องคุกเข่าให้อีกฝ่าย จนกว่าอีกฝ่ายจะพอใจ ”
หลินเพ่ยหนิงเดินไปหยิบลูกธนูที่วางตั้งอยู่มาถือไว้ในมือเพื่อเป็นคำตอบจากนั้น นางจึงหันไปมองเพื่อส่งสัญญาณให้หูจิง
หูจิง : “ ทหารทุกคนฟังคำสั่ง องค์หญิงอนุญาตให้ไปพักได้”
..ฟึบ!..
บรรดาทหารที่อยู่ในช่วงฝึกฝนต่างพากันแยกย้ายไปยังที่พักเพื่อกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปและเพื่อป้องกันคำครหา ทั้งสองยืนประจันหน้ากันโดยเว้นระยะห่างราวสิบจั้งบนลานกว้างที่ไร้เงาทหาร มีเพียงอาวุธที่ถูกเสียบและแขวนไว้ด้านข้าง หลินซานซานหยิบลูกธนูมาวางไว้บนคันธนูที่พร้อมจะขึ้นสายได้ทุกเมื่อทว่าหลินเพ่ยหนิงกลับยืนนิ่ง ตามองตรงไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งถือคันธนูส่วนอีกข้างหนึ่งถือลูกธนูด้วยท่าทางสบาย ๆ ดูไม่เหมือนคนที่พร้อมจะต่อสู้
หลินซานซาน : “ พี่หญิง ท่านคิดจะทำอะไร?ข้าไม่ออมมือให้ท่านหรอกนะ ”
สายตาของสององครักษ์ดูกังวลในความปลอดภัยขององค์หญิงรองผิดจากสายตาของหูจิง ลั่วชีชี โดยเฉพาะเฉินเสวี่ยหยางที่ดูจะมั่นใจตั้งแต่การดวลยังไม่เริ่ม
หูจิง : “ กติกาคือ หากลูกธนูสัมผัสเสื้อผ้าร่างกายผู้ใดผู้นั้นเป็นฝ่ายแพ้ แต่หากถูกทั้งสองฝ่าย ให้ฝ่ายที่ไม่มีบาดแผลเป็นฝ่ายชนะ สัญญาณเริ่มเมื่อเหรียญตกถึงพื้น”
เฟยฉี : “ นี่กะเอากันถึงเลือดถึงเนื้อเลยเหรอ? อาหมิง เจ้าเมืองน้อยขอรับไม่คิดห้ามหน่อยเหรอ? ลั่วลั่ว ”
ลั่วชีชี : “ เถิดน่า.. เจ้าไม่รู้อะไร รอดูต่อไปแล้วกัน ”
ลั่วชีชีกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ ขณะที่หลินเพ่ยหนิงและหลินซานซานยืนจ้องหน้ากันด้วยท่าทางจริงจังไม่มีใครยอมใคร ..ฟึบ!.. หูจิงใช้ปลายนิ้วดีดเหรียญจนลอยขึ้นเหนือศีรษะหลินซานซานจับจ้องจังหวะที่เหรียญนั้นจะตกถึงพื้น ส่วนหลินเพ่ยหนิงยืนนิ่งสายตามองตรงไปข้างหน้าพลางฟังเสียงวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่เหนือศีรษะ ..วิ้ง..เสียงเหรียญกลมแบนถูกลมปะทะ ก้องอยู่ในโสตประสาทของนางพร้อมกับรอยยิ้มของเฉินเสวี่ยหยางที่คลี่ยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิ
เฉินเสวี่ยหยาง : “ รู้ผลแล้ว ”
เฟยฉี : “ หือ! ยังไม่ได้ยิงเลยนะขอรับ ”
..เกร้ง! ฟึบ!.. เสียงเหรียญที่ตกกระทบพื้นตามมาด้วยเสียงลูกธนูที่ถูกปล่อยออกไป หลินซานซานยกคันธนูขึ้นสายแล้วยิงออกไปอย่างไม่ลังเลส่วนหลินเพ่ยหนิงนั้น นางหมุนตัวพร้อมนำลูกธนูขึ้นสาย แล้วหยุดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะปล่อยลูกธนูออกไปลูกธนูสองดอกพุ่งเข้าหากันอย่างจัง แต่ลูกธนูของหลินซานซานถูกลูกธนูของหลินเพ่ยหนิงพุ่งชนจนผ่าจากหัวจรดปลายแหวกเป็นสองซีกส่งผลให้ลูกธนูที่ถูกแบ่งออกเป็นซ้ายและขวา พุ่งผ่านข้างใบหน้าของหลินเพ่ยหนิงไปโดยไม่สัมผัสส่วนใดของร่างกายส่วนลูกธนูของหลินเพ่ยหนิงนั้นพุ่งตรงเข้าหาหลินซานซานอย่างทรงพลัง นั่นจึงทำให้หลินซานซานไม่อยากเชื่อสายตาและยืนนิ่งอึ้งในสภาพตัวแข็งทื่อกระทั่งหูจิงดีดเหรียญไปกระแทกลูกธนูจนเปลี่ยนทิศ
เฟยฉี : “ โห.. ”
คำอุทานพร้อมสีหน้าอึ้ง สองตาเบิกกว้างกับอาการอ้าปากค้างของเฟยฉีในขณะที่องค์หญิงรองเดินไปด้านข้างเพื่อจะนำคันธนูกลับไปแขวนทว่าหลินซานซานที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ กลับยิงลูกธนูใส่นางจากด้านหลังเฉินเสวี่ยหยางจึงขยับตัวเพื่อที่จะเข้าไปขวาง แต่หูจิงได้ห้ามเอาไว้ องค์หญิงรองคว้าลูกธนูมาขึ้นสายแล้วยิงสวนกลับไปอย่างรวดเร็วทิศทางของลูกธนูดอกนี้แตกต่างไปจากเดิม นางเล็งธนูสูงขึ้นเล็กน้อยทำให้หัวลูกศรส่วนล่างปาดหัวลูกศรของหลินซานซานจนเปลี่ยนทิศทางและปักลงพื้นส่วนลูกธนูของหลินเพ่ยหนิงพุ่งไปเสียบปิ่นปักผมของหลินซานซานจนหลุดออกจากศีรษะ เส้นผมที่รวบตึงไว้จึงสยายออกและลูกธนูพร้อมปิ่นปักผมก็พุ่งตรงไปปักที่กลางเป้ายิงซึ่งอยู่ไกลออกไป สายตาของเฟยหมิงและเฟยฉีหยุดชะงักที่ลูกธนูดอกนั้นและนั่นก็ทำให้หลินซานซานอับอายจนวางสีหน้าไม่ถูก
หลินซานซาน : “ พี่หญิง นี่ท่าน.. ”
หูจิง : “ องค์หญิงสาม ท่านแพ้แล้ว ”
หูจิงประกาศผลการประลอง แต่ในเวลานั้น หลินซานซานได้แต่ประหลาดใจในความสามารถของพี่สาวถึงขึ้นพูดไม่ออก
หลินซานซาน : “ หึ! ร้ายนักนะพี่หญิง แสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสนใจข้าอยากรู้นัก หากท่านพ่อกับพี่จื่อหรานรู้ว่าท่านทำตัวเสแสร้งจะยังรักเอ็นดูท่านอยู่อีกไหม ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เจ้าพอได้รึยัง!? ”
เฉินเสวี่ยหยางเอ่ยคั่นกลาง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ทหารที่นี่ล้วนเป็นพยานว่าการประลองนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเจ้าแน่ใจหรือว่า หากเรื่องนี้รู้ถึงหูบิดาเจ้า แล้วจะส่งผลดีต่อเจ้า? ”
คำพูดของเฉินเสวี่ยหยางทำให้หลินซานซานฉุกคิด ในตอนนั้นเองที่เขาเดินเข้าไปยืนด้านข้างและเอ่ยประโยคที่มีเพียงเขาและหลินซานซานเท่านั้นที่ได้ยิน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าจะขอเตือนอะไรไว้อย่าง ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรหรือใช้วิธีไหนก็ล้วนแต่ไร้ประโยชน์ หยุดเสีย ก่อนที่เจ้าจะไม่เหลือใคร แม้แต่ตัวเจ้าเอง ”
หลังจากได้ยินข้อความ แววตาของหลินซานซานมีทั้งความไม่พอใจและหวาดหวั่นใจในเวลาเดียวกันนางทั้งเสียหน้าและรู้สึกเหมือนกับความลับที่เก็บซ่อนมานานได้ถูกเปิดเผย
หลินซานซาน : “ ฝากไว้ก่อนเถอะพี่หญิง เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้แน่”
.. ฟึบ ตึก ๆ ๆ ..หลินซานซานเดินออกไปจากที่นั่นอย่างหัวเสีย ตามมาด้วยเสียงร้องทักคล้ายการเย้ยหยัน
เฟยฉี : “ ไหนว่าคนแพ้ต้องคุกเข่าไง ”
หลินเพ่ยหนิงมองตามน้องสาวอย่างเวทนา และเมื่อเฉินเสวี่ยหยางเดินเข้าไปหานางเขาและนางมองตากันอย่างเข้าใจ นางไม่ได้โกรธหลินซานซาน หากแต่เป็นความสงสารเสียมากกว่า
เฟยฉี : “ พี่ใหญ่หู เมื่อกี้นี้มันอะไร? ข้าแทบมองไม่ทันด้วยซ้ำอ่ะ ”
เฟยหมิง : “ ใช่ เร็วมาก ”
หูจิง : “ การยิงธนูให้รวดเร็วแม่นยำสมาธิต้องจดจ่ออยู่ที่เป้าหมาย เมื่อครู่ องค์หญิงสามสนใจแต่ว่าเหรียญจะตกถึงพื้นเมื่อไหร่นางแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว ”
เฟยฉี : “ อ๋อ.. อย่างนี้นี่เอง ”
เฟยหมิง : “ แต่ลูกธนูที่ผ่าซีกนั่นมัน.. ”
ลั่วชีชี : “ พวกเจ้ามัวคุยอะไรกัน!? องค์หญิงกับเจ้าเมืองน้อยเดินไปโน่นแล้ว ”
พวกเขาพูดคุยกระซิบกระซาบกันโดยไม่ทันมองว่าหลินเพ่ยหนิงและเฉินเสวี่ยหยางเดินออกไปนานแล้วและนี่ก็เป็นเหตุผลที่เจ้าเมืองหลินไม่พอใจชายารองที่บกพร่องต่อหน้าที่ สาเหตุก็เพราะจางหยวนทราบข่าวว่าองค์หญิงสามเดินทางไปที่ค่ายเขาจึงเข้ามารายงานกับเจ้าเมืองหลิน ชายารองซึ่งตุ๋นน้ำแกงมาส่งให้กับสามี พร้อมทั้งเสนอตัวแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งจึงได้ถูกสามีตอบกลับเชิงตำหนิว่า
หลินหงชุน : “ เจ้าควรเอาเวลานี้ไปสนใจหน้าที่ของตนเองให้ดีก่อน รู้รึเปล่าว่าตอนนี้ซานเอ๋ออยู่ที่ไหน? ”
คำถามของสามีทำให้เหลียงซีหม่าวางสีหน้าไม่ถูกนางไม่รู้เลยว่าบุตรีของตนไม่ได้อยู่ที่ลานฝึกด้านหลัง แต่กลับไปปรากฏตัวที่ค่ายสรรพาวุธและทำให้สามีต้องตะเพิดนางออกมาจากห้องนางออกมาจากเรือนพร้อมกับสาวรับใช้ และหยุดอยู่กลางทางด้วยความร้อนใจ
เหลียงซีหม่า : “ สั่งคนพาตัวองค์หญิงสามกลับมาเดี๋ยวนี้ ”
สาวรับใช้ : “ เจ้าค่ะ ”
เมื่อสาวรับใช้ได้รับคำสั่ง นางก็รีบไปดำเนินการในทันทีส่วนชายารองนั้นได้กลับมาที่เรือนหลักและนั่งลงสงบสติอารมณ์
เหลียงซีหม่า : “ ซานเอ๋อ แม่ควรทำอย่างไรกับเจ้าดี? ”
ชายารองดูกังวลใจไม่น้อยกับการกระทำของบุตรสาว นางเดาได้ว่าหลินซานซานจะต้องตามไปก่อเรื่องกับพี่สาวต่างมารดาแม้นว่าที่ผ่านมา หลินเพ่ยหนิงจะไม่เคยกล่าวโทษนาง หากแต่ครั้งนี้ต่างกัน เรื่องไม่ได้เกิดขึ้นที่จวนและบิดาอย่างเจ้าเมืองหลินคงไม่ยอมปล่อยผ่านเป็นแน่
ติดตามตอนต่อไป