วิราศนิรารู้สึกเหมือนว่ามีใครกำลังจับจ้องมองมาที่เธอ ตอนแรกคิดว่าคงจะคิดไปเอง แต่พอในช่วงจังหวะหนึ่ง ขณะที่เธอมองหาพนักงานของร้านอาหาร สายตาก็ไปปะทะเข้ากับสายตาของวรวุธเข้าอย่างจัง
“พี่เค!!!!......”
วิราศนิราคอแข็งตั้งตรง มองเมินเฉยไม่สนใจและไม่ใส่ใจสายตาที่มองมา คงมองหาพนักงานต่อไป แต่เควินเซนท์ที่นั่งอยู่ด้วยกัน ได้ยินคำพูดพึมพำที่วิราศนิราเปล่งออกมา ถึงจะเบา แต่ก็ได้ยินชัดเจน ก็หันเหสายตามองตาดวงตากลมโตคู่สวยนั้นไป ก็เห็นและรู้ได้ทันทีว่าเจ้าหล่อนกำลังมองสบตาอยู่กับใคร
จากตอนแรกที่เควินเซนท์ดูยิ้มแย้มเบิกบาน ตอนนี้หน้านิ่งตึงไปโดยพลัน และพาลคิดไปถึงเรื่องที่เขาเคยพยายามถามวิราศนิรามาหลายต่อหลายครั้ง ว่าเธอพอจะมีใจให้เขาบ้างหรือไม่ แต่เธอก็ไม่ตอบคำถามเขาสักครั้ง หรือที่เธอตอบไม่ได้ ก็เป็นเพราะยังคงมีใจให้กับไอ้ผู้ชายคนนั้นอยู่อย่างงั้นสินะ
ซึ่งความคิด ที่คิดเองเออเองเช่นนี้ มันทำให้ภายในใจอันแข็งแกร่งของเควินเซนท์รุ่มร้อน ราวกับมีไฟกำลังแผดเผาอยู่ภายใน และทำให้ภายในใจส่วนลึกรู้สึกจุกและอึดอัด ซึ่งเควินเซนท์นิ่ง หน้าตึง อยู่อย่างนี้จนกระทั่งออกจากร้านอาหาร มานั่งกันอยู่ภายในรถยนต์คันหรู
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ!!?? ฉันทำอะไรให้คุณไม่ถูกใจหรือยังไงคะ!!??......”
วิราศนิรางงๆ สงสัยกับอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มตัวโต ที่กำลังควบคุมพวงมาลัยรถ และสายตามองไปบนท้องถนนอยู่ในขณะนี้ ถึงเขาจะไม่พูดออกมา แต่เธอก็รับรู้ได้ไง ซึ่งจริงๆ เธอรับรู้ได้ตั้งแต่ออกจากร้านอาหารแล้วล่ะ
และจากที่เธอพยายามครุ่นคิดพิจารณา คำพูดหรือการกระทำของตัวเองอยู่สักพัก ก็คิดว่าเธอยังไม่ได้ทำอะไรให้เขาเคืองขุ่น หมองใจเลยนะ และด้วยความอึดอัด จนอดรนทนไม่ไหว จึงได้เอ่ยปากถามเอาความให้รู้เรื่องรู้ราวกันไป
“เปล่า!!...... ไม่มีอะไร ไม่ได้เป็นอะไร!!”
เควินเซนท์ปฏิเสธทั้งที่สายตาคมเข้มสีฟ้าน้ำทะเล จับจ้องมองอยู่บนท้องถนน ไม่หันกลับมามองสบตากับดวงตากลมโตคู่สวยนั้นเลยสักนิด พอพูดจบก็มีปฏิกิริยานิ่งเงียบตามเดิม ซึ่งปฏิกิริยาเช่นนั้น ก็ทำให้วิราศนิราขมวดคิ้วเข้าหากัน และสงสัยหนักมากขึ้น แต่ก็นิ่งเงียบเสียง เพราะไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาในเวลาที่เขาขับรถ
และนั้นก็ทำให้ต่างคนตามเงียบ จนกระทั่งรถยนต์วิ่งมาจอดที่ลานจอดรถของคอนโด วิราศนิรามองหน้าคมเข้มนิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปเปิดประตูรถ ก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปในตึกคอนโด โดยมีชายหนุ่มตัวโตเดินตามติดๆ และแม้แต่ขณะอยู่ภายในลิฟต์กันสองคน ชายหนุ่มตัวโตก็ยังคงเงียบเฉยได้อีก
วิราศนิรามองหน้าคมเข้ม เม้มปากเข้าหากัน ใบหน้าสวยหวานบูดบึ้ง และเริ่มมีอารมณ์โมโหขึ้นมาหน่อยๆ ที่เขามีท่าทีเช่นนี้ เขานิ่งอยู่อย่างนี้ แล้วเธอจะรู้ไหมว่าเธอทำอะไรผิด ทำอะไรให้เขาไม่พอใจ ไม่รู้บ้างเลยหรือไง เธออึดอัดมากถึงมากที่สุดน่ะ มีอะไรก็ไม่ยอมพูดออกมา
“ตกลงเป็นอะไรกันแน่คะ?? ไม่ต้องมาบอกเลยนะว่าไม่ได้เป็นอะไรน่ะ เพราะฉันไม่เชื่อ!!!!......”
วิราศนิราหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มตัวโต ตาทั้งสองคู่สบประสานกัน แต่พอวิราศนิราพูดจบ ชายหนุ่มตัวโตก็ยังคงนิ่งเฉย ไม่ยอมพูดอยู่เช่นนั้น และนั้นก็ยิ่งทำให้วิราศนิราอึดอัดเข้าไปใหญ่ เพราะไม่รู้จะทำตัวยังไงดี
“ได้!! ไม่พูดก็ไม่ต้องพูด”
ในขณะนี้ดวงตากลมโตคู่สวยแทบจะเป็นเปลวไฟอยู่แล้ว โมโหที่ชายหนุ่มตัวโตไม่ยอมปริปากพูดบอกออกมาสักที ว่าเป็นอะไร ก็ในเมื่ออึดอัดอย่างนี้ แล้วเธอจะมามัวถามทำไม และจะอยู่ให้อึดอัดทำไมกันล่ะ เธอจึงเลี่ยงเดินตรงไปที่ประตู ที่พึ่งจะเดินเข้ามาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว
“นั่นคุณจะไปไหน?? หรือจะกลับไปหาแฟนเก่าของคุณ”
เควินเซนท์ส่งเสียงร้องถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด เข้มดุดัน ที่มีอารมณ์ของความหึงหวง ปนอยู่ในน้ำเสียงอย่างรับรู้ได้ชัดแจ้ง ซึ่งคำพูดนั้นก็ทำให้วิราศนิราหยุดชะงัก หันกลับมามองหน้าคมเข้ม ด้วยสายตาวาวโรจน์โกรธกรุ่น ผสมกับความน้อยใจที่ชายหนุ่มตัวโตกล่าวหาเธอเช่นนี้
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@