บ้านพักครูหลังเก่าที่เงียบเหงามานานกำลังกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ชายหนุ่มในชุดกีฬากำลังปัดกวาดเช็ดถูอย่างขะมักเขม้น เมื่อฤดูกาลของการบรรจุข้าราชการครูผู้ช่วยมาถึง โรงเรียนน้อยในป่าใหญ่ก็มีโอกาสได้ครูใหม่เสมอ เมื่อคนเก่าย้ายไปคนใหม่ก็เข้ามาแทน โรงเรียนบนดอยมักเป็เพียงแค่ทางผ่าน เมื่ออยู่ครบสองปีครูส่วนใหญ่ก็ย้ายลงไปอยู่ในเมือง ทำให้โรงเรียนขาดแคลนครู ต้องขอครูมาบรรจุใหม่เกือบทุกปี
วินัยเป็ครูหนุ่มที่ได้มาบรรจุข้าราชการณ บ้านป่าแดนไพร ลึกเข้าไปในหุบเขาซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีโรงเรียนเล็ก ๆแห่งหนึ่ง อยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่โตนัก ประมาณห้าสิบกว่าหลังคาเรือนผู้คนที่นี่เป็คนกะเหรี่ยงทั้งหมด
คนในพื้นที่ให้รอยยิ้มและความเป็มิตรกับคนแปลกหน้าเช่นเขาั้แ่แรกพบ นั่นทำให้ครูหนุ่มมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นในการมาอยู่ต่างถิ่นแบบนี้ แต่สิ่งที่น่ากังวลกลับเป็ความทุรกันดารของที่นี่มากกว่า เพราะวันแรกที่เดินทางมาก็ได้พบกับเส้นทางที่ยากลำบาก ถนนดินแดงที่เต็มไปด้วยหินกรวดและฝุ่นคลุ้งกระจายตลอดทางถนนหนทางคับแคบเป็หลุมเป็บ่อ แทบจะไม่มีเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน นาน ๆ ทีจึงจะเห็นรถสวนทางมาสักคันหนึ่ง ยิ่งเส้นทางก่อนจะถึงโรงเรียนนั้นลาดชันและน่ากลัวมากชาวบ้านที่ผ่านมาเห็นต้องช่วยกันเข็นรถมอเตอร์ไซค์ของเขาที่ติดแหงกอยู่กลางหลุมลึกบนถนนลาดชันจะเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ปลอดภัย โชคดีที่มีชาวบ้านมาช่วยกันเข็นออกจากหลุมกลางถนนให้จึงเดินทางต่อได้
คืนนี้เป็คืนแรกกับการนอนในบ้านพักครูที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียน มันเป็บ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นหลังเก่า ห้องน้ำและห้องครัวแยกไปอยู่ทางด้านหลัง ครูวินัยนั่งซึมอยู่คนเดียวบนเก้าอี้หน้ากองไฟลุกโชนที่ตนเองได้ก่อไว้หน้าบ้าน
“ไฟฟ้าก็ไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก็ไม่มีใครมาหากันเลย แล้วจะอยู่ได้ยังไงล่ะทีนี้ หวังว่าพรุ่งนี้จะมีนักเรียนมาโรงเรียนบ้างนะ”
วินัยบ่นพร้อมกับหยิบเนื้อในกระติกออกมาย่าง นี่เป็เนื้อสดที่เขาซื้อติดตัวมาจากในเมือง กลิ่นของเนื้อย่างช่างหอมหวนชวนให้รำลึกถึงวันวานในรั้ววิทยาลัยครู เขาและกลุ่มเพื่อนมักจะรวมตัวกันทำกิจกรรมรอบกองไฟบ่อย ๆ ซื้อเนื้อ มันเผือก มาย่างกินด้วยกัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับกีตาร์โปร่ง บางครั้งก็สังสรรค์กันยันเช้าเลยทีเดียว มันช่างแตกต่างจากวันนี้ลิบลับ บรรยากาศเงียบเชียบจนกลายเป็วังเวง เสียงไฟไหม้ฟืนดังเพี๊ยะพ๊ะในระหว่างที่กำลังจมอยู่กับความคิดอยู่นั้น หูก็แว่วยินเสียงฝีเท้ามาจากข้างบ้าน เมื่อหยิบไฟฉายมาส่องดู ก็เห็นชายวัยกลางคนแต่งกายเรียบร้อยกำลังเดินเข้ามาคนผู้นี้ใบหน้าหยาบกร้าน ผิวดำแดงผมหยิกเล็กน้อย
“เป็ยังไงบ้างครับครูวินัย ทานข้าวทานน้ำหรือยัง?”
“ทานแล้วครับ ตอนนี้กำลังย่างเนื้อ ว่าจะแกล้มเหล้าหน่อย ครูนทีนั่งกับผมก่อนนะครับ ผมมีเื่อยากปรึกษาเยอะแยะเลย”
“ได้สิ ผมก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน รู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ มีครูวินัยมาอยู่โรงเรียนเป็เพื่อนแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อยปกติอยู่กับครูสมคิดและครูอาภาพรเหมือนเป็ กอ ขอ คอ อย่างไรไม่รู้ สองคนนั้นเขาเป็สามีภรรยากันแล้ว คุยกันไม่ค่อยสนิทใจสักเท่าไหร่”
ครูนทีลากเก้าอี้ไม้ที่มีฝุ่นเกาะหนาเตอะมาตัวหนึ่ง หยิบไม้กวาดมาปัดกวาดจนสะอาด จากนั้นจึงหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ด้วยท่านั่งที่สุภาพเรียบร้อย เงยหน้ามายิ้มให้กับครูวินัยอย่างเป็มิตร จากนั้นเหลียวไปมองกองไฟอย่างสบายใจ พร้อมกับกล่าวว่า
“นานแล้วที่ไม่มีเพื่อนนั่งรอบกองไฟแบบนี้ ั้แ่ครูสถาพรจากไป”
“เขาไปไหนเหรอครับ?”
“ไปสู่สุคติหรือตายนั่นแหละครับ น่าเสียดายจริง ๆ แกยังหนุ่มยังแน่น หน้าตาก็หล่อเหลา คารมก็ดี สาว ๆ แถวนี้หลงแกเกือบทุกคน”
ครูนทีพูดพร้อมกับควักบุหรี่ที่มวนด้วยยอดใบตองออกมาจุดกับท่อนฟืนที่หยิบมาจากกองไฟ เมื่อดูดเข้าไปและพ่นควันออกมาสองสามรอบแล้ว เขาก็พูดต่อ
“อันที่จริงแล้วการตายของสถาพรยังมีเงื่อนงำอยู่บ้าง เป็ความจริงที่ว่าแกหลับยาวไม่ตื่น และบนร่างกายไม่มีาแถูกทำร้าย ไม่พบว่าตายด้วยยาพิษหรือสิ่งของใดอื่น แต่แกเป็คนแข็งแรงมาก ไม่เคยมีโรคประจำตัวมาก่อน และที่แปลกประหลาดคือ่เวลาก่อนตายหนึ่งเดือนนั้น แกหลง ๆ ลืม ๆ มักไปนอนอยู่ใต้ต้นไม้บ้างบนต้นไม้บ้าง บนศาลาใต้ต้นตะเคียนั์บ้าง หมอเลยสันนิษฐานว่าแกตายเพราะโรคปอดบวมแต่ก็ไม่ได้ผ่าพิสูจน์สาเหตุการตาย ส่วนชาวบ้านแถวนี้เชื่อว่าแกตายเพราะสิ่งเหนือธรรมชาติ...”
“อะไรคือสิ่งเหนือธรรมชาติครับ?”
วินัยบังเกิดความสงสัยเต็มอก สิ่งเหนือธรรมชาตินั้นคืออะไร เหตุใดมันสามารถฆ่าผู้ชายแข็งแรงผู้หนึ่งได้ มันเป็สิ่งมีชีวิตหรือตัวอะไรกันแน่
“ที่นี่ชาวบ้านเขามีความเชื่อหลากหลายครับ ไม่ว่าจะเื่ผีสางนางไม้ เ้าป่าเ้าเขา เสือสางสมิง และผู้มีวิชาอาคม บางครั้งหากมีการตายที่หาสาเหตุไม่ได้ พวกเขาจะเชื่อว่าเป็การกระทำของภูตผีปิศาจหรือโดนของจากผู้มีอาคม ในกรณีของครูสถาพรนั้นพวกเขาเชื่อว่าเป็เพราะไปสมสู่กับนางไม้จึงตกตาย เนื่องจากร่างกายและิญญาไม่ได้พักผ่อนเป็เวลานานแถมยังไม่ได้กินไม่ได้นอนอีก สุดท้ายร่างกายพังและล้มตายในที่สุด”
ครูนทีเล่าไปพลางสูบบุหรี่ไปพลาง ควันยาสูบฟุ้งกระจายรอบกายของเขา ควันยาสูบนี่แหละไล่ยุงไปดีนักแล นี่จึงเป็สาเหตุหนึ่งที่คนบนดอยมักจะสูบยาสูบกันเกือบทุกคนเมื่อโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว
“ครูวินัยกลัวผีไหมครับ?”
“ผมเหรอ? ก็ไม่เท่าไหร่นะครับพอดีผมไม่ค่อยเชื่อเื่พวกนี้ อาจจะเป็เพราะผมเป็คนรุ่นใหม่ด้วยแหละมั้ง เลยไม่ค่อยได้เจอะเจอเื่ราวเกี่ยวกับภูตผีปิศาจ เท่าที่เคยเห็นก็มีแต่ในหนังเท่านั้นแหละครับ ตัวจริงไม่เคยพบเจอ ฮา ฮา ”
“ดีแล้ว อยู่ที่นี่ครูต้องไหลไปตามน้ำบ้างนะครับ ผู้คนเชื่อเื่ใดก็ให้เออออไปกับเขา อย่าต่อต้านหรือขัดขวางวิถีชีวิตของพวกเขาแล้วชีวิตที่นี่ก็จะราบรื่นเอง”
วินัยผงกศีรษะรับคำจากครูรุ่นพี่คราหนึ่งพร้อมกับหยิบเนื้อย่างมาวางไว้บนเขียง ใช้มีดสับเป็ชิ้นๆ พอดีคำ จากนั้นก็หยิบขวดเหล้ามาเทใส่แก้วสองแก้ว ส่งให้ครูนทีแก้วหนึ่ง ตนเองเองถือไว้แก้วหนึ่ง พร้อมกับเชิญชวนกันดื่ม
ครูหนุ่มทั้งสองเหมือนจะถูกชะตา ผ่านไปยี่สิบนาทีแค่นั้นแหละ ต่างดื่มไปกันสี่ห้ารอบแล้ว เหล้าในขวดเหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เนื้อบนเขียงก็เหลือไม่กี่ชิ้น เปลวไฟยังคงลุกโชนจากฟืนที่เติมลงไปไม่ขาด่ เสียงพูดของทั้งสองก็ดังขึ้นเช่นกัน ไม่มีใครยอมใครเสียแล้ว
“ชาวบ้านที่นี่เป็ยังไงบ้างครับ?”
วินัยถามคำถามที่ค้างคาใจออกมา ั้แ่เขามาถึงที่นี่ ผู้คนล้วนให้การช่วยเหลือและยิ้มแย้มตลอดเวลา แต่เมื่อฟังจากปากของนทีแล้วทำให้เขารู้สึกหวั่นเกรงผู้คนแถวนี้อยู่บ้าง
“ผู้คนแถวนี้น่ะเหรอ?ดีสิ ดีมากด้วยแหละ คนที่นี่ใจดี แบ่งปันของกินให้ครูตลอด หน้าฝนครูก็ได้กินหน่อไม้ เห็ด ผักกูดผักหวานป่า สารพัดผักเลยแหละ ส่วนหน้าหนาวก็มีพวกหนูป่า ผลไม้ หน้าร้อนก็จะมีน้ำผึ้ง สัตว์ป่า เท่าที่พวกเขาจะหามาได้ พวกเราแค่สอนลูกหลานพวกเขาให้ดีก็พอ อ้อ อย่าไปล้อเล่นหญิงสาวในหมู่บ้านนะ หากได้ล่วงเกินกันแล้วต้องทำพิธีมัดมือขอขมาและเข้าพิธีแต่งงานในทันที”
“ผมคงต้องระวังเื่สาวๆ หน่อยแล้วล่ะ แล้วเื่ความเชื่อ ศาสนาล่ะครับ?”
“ที่จริงมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย ขอแค่อย่าต่อต้าน ลบหลู่ความเชื่อและจารีตประเพณีของพวกเขาปฏิบัติตามกฎของหมู่บ้าน ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นนักหรอก เด็กที่นี่ก็ไม่ได้ดื้อหรือซนมากมาย ครูผู้ชายอย่างเราเอาอยู่สบายมากบางทียังได้ออกไปก๊งเหล้ากับชาวบ้านบ่อย ๆ หากว่าพวกเขาชมชอบเรา อยู่ที่นี่นะ ผมเจอเื่ราวมากมายหลายรูปแบบ ทั้งน่าสะพรึงกลัว น่าขนลุกขนพอง ตลกขบขัน มีทุกรูปแบบเลย เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังนะมีอยู่ครั้งหนึ่ง.....”
นทีเล่าพร้อมกับแสดงท่าทางไปด้วย ฟังจากน้ำเสียงแล้วก็รู้ว่าตั้งใจเล่ามาก ในสายตาของวินัยนั้น นทีเป็ครูดอยโดยสมบูรณ์แบบ เขารู้จักชาวบ้านที่นี่เป็อย่างดี เข้าใจในความเชื่อและวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ท่ามกลางป่าเขาแห่งนี้ แล้วเมื่อไหร่ตัวเขาเองนั้นจะสามารถเป็ได้เฉกเช่นครูรุ่นพี่ที่อยู่เบื้องหน้า ผู้ที่กำลังเล่าเื่ราวที่เผชิญในรั้วโรงเรียนและนอกรั้วโรงเรียนอย่างไหลลื่น ทุกเื่เล่าเต็มไปด้วยสีสันและรอยยิ้ม แม้เื่จะน่ากลัวเพียงใด ครูนทีก็ยังสอดแทรกมุกตลกเข้าไปได้เสมอ
ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ รู้เพียงแค่ว่าดึกมากแล้ว เื่เล่าจบไปกี่เื่ก็ไม่มีใครจำได้ เท่าที่รู้คือเหล้าหมดขวด กองไฟเริ่มมอดดับ ทั้งสองมัวแต่สนใจกันและกันจนลืมเติมฟืน คนหนึ่งเล่าคนหนึ่งฟัง จนกระทั่งนทีไอออกมาไม่หยุด เขาหอบหายใจอย่างยากลำบาก พร้อมกับขอน้ำจากคู่สนทนา เมื่อได้น้ำแล้วใบหน้าของเขาก็ดูสดชื่นขึ้นมาบ้าง
“ผมคงต้องกลับแล้วล่ะครูวินัย ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว สุขภาพผมไม่ค่อยถูกกับความหนาวเย็นซะด้วย ต้องกลับไปกินยาก่อน ยังไงก็ฝันดีนะครับคืนนี้ อ้อ ก่อนนอนอย่าลืมสวดมนต์ไหว้พระด้วยล่ะ”
นทีพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน เขาบิดี้เีคราหนึ่ง พร้อมกับยกเก้าอี้ไปไว้ใต้ถุนบ้านแล้วเดินกลับไปทางเดิมเหมือนตอนขามา อาการเมาปรากฏให้เห็นจากการเดินเซซ้ายเซขวา วินัยรีบเข้ามาประคอง
“ให้ผมไปส่งบ้านพักไหมครับ”
“ไม่ต้องไม่ต้องเลย แค่นี้สบายมาก ต่อให้หลับตาเดินยังไม่หลงเลย ผมอยู่ที่นี่มาเก้าปีเก้าเดือนกับอีกสิบสองวัน ทุกซอกทุกมุมผมรู้จักเป็อย่างดี”
วินัยได้แต่ปล่อยมือให้เพื่อนครูคนใหม่เดินกลับในสภาพเซซ้ายเซขวาเช่นนั้น จวบจนลับสายตาไป เขาจึงไปเก็บถ้วยชามและแก้วน้ำไปเก็บไว้ในครัวหลังบ้าน เมื่อกลับอีกครั้งเขาก็หยิบไฟฉายติดมือมาด้วย พอลงมาถึงด้านล่างก็ลงมือดับไฟในกองไฟทันที
คืนนี้เป็คืนแรกของการนอนในโรงเรียน เขารู้สึกดีใจที่มีเพื่อนใหม่มาทักทาย หวังว่าชีวิตการทำงาน ณที่แห่งนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี
วินัยก้าวเท้าขึ้นบันไดไปได้สามก้าว ลมเย็นะเืได้พัดต้องร่างครูหนุ่ม วินาทีนั้นเขาบังเกิดอาการหนาวสั่นสะท้านจนขนลุกพองไปทั้งตัว แว่วเสียงลมหวีดหวิวคล้ายสำเนียงผู้คนกำลังหัวร่อตามสายลมที่พัดผ่าน เขาไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดแค่ว่าอาการเมาคงทำให้ตนเองหูฝาดไป จึงรีบเดินขึ้นบันไดและพุ่งตัวเข้าห้องนอนทันที เขาไม่ได้สนใจคำเตือนของครูนทีที่ว่าให้สวดมนต์ก่อนนอน เมื่อศีรษะถึงหมอน คนก็เข้าสู่นิทราในทันใด เสียงนกเค้าแมวร้องดัง ฮูก ฮูก...
แต่ครูวินัยหลับไปเสียแล้ว