เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งขึ้น
ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ทหารจากค่ายถุนฉีและค่ายเยว่ฉีก็ควบม้าออกจากค่ายทหาร มุ่งหน้าไปทางเมืองกานหลิงเพื่อหาทางรับตัวหยางเจา และสืบข่าวความเคลื่อนไหวของค่ายศัตรู
แผนการจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวของศัตรู
เมืองกว่างจงอยู่ไม่ไกลจากเมืองกว่างผิงนัก
ระยะห่างระหว่างค่ายทหารของทั้งสองฝ่ายยิ่งใกล้กว่า ความเคลื่อนไหวของค่ายทหารราชสำนักที่เมืองกว่างผิง จึงถูกทหารสอดแนมของพวกฏพบเห็นในทันที และรีบส่งข่าวกลับไป
…
ภายในค่ายใหญ่ของพวกฏ
ข่าวเื่หลิวจงถูกแย่งชิงตัวไป และมีทหารราชสำนักปลอมตัวเป็ทหารโพกผ้าเหลือง ได้ไปถึงหูเตียวก๊กแล้ว
เตียวก๊กถือไม้เท้าเก้าปล้องเดินไปมาภายในกระโจมทัพหลัก เพื่อรอข่าวคราวของหลิวจง ตลอดคืนที่ผ่านมาพวกเขายังไม่ได้นอนเลย
เขาจับตัวหลิวจงมาก็เป็ไปตามที่หยางเจาวิเคราะห์ไว้ ประการแรกคือใช้ข่มขู่โลติด ประการที่สองคือ้าล่อให้โลติดแบ่งกำลังพลไปช่วย แล้วหาโอกาสบุกโจมตีค่ายทหารของราชสำนัก
ต่อให้แผนการที่สองจะไม่สำเร็จ เขาก็ต้องรับประกันว่าแผนการแรกจะไม่พ่ายแพ้
ยามนี้หลิวจงถูกช่วยไปแล้ว ซ้ำยังถูกคนห้าร้อยกว่าคนที่ปลอมตัวเป็ทหารโพกผ้าเหลืองช่วยไป ดูเหมือนทั้งสองแผนการกำลังจะพ่ายแพ้ พวกเขาจึงร้อนรุ่มใจอย่างยิ่ง
“พี่ใหญ่ พวกเราส่งกองทัพใหญ่ไปจับตัวหลิวจงกลับมาเถิด”
เตียวโป้เอ่ยด้วยความร้อนใจ “หลิวจงเป็เชื้อพระวงศ์ ขอเพียงควบคุมเขาไว้ในมือ โลติดย่อมต้องเกรงกลัว นี่คือโอกาสชนะสุดท้ายของพวกเราแล้ว”
น้องสามสิ้นชีพไปแล้ว ฝั่งฏพ่ายแพ้ดุจูเาทลาย
ยามนี้เหลือเพียงเมืองกิลกกุ๋นแห่งเดียวที่ยังเป็ถิ่นของพวกเขา
เตียวโป้ไม่อยากตาย และไม่อยากพ่ายแพ้อีกต่อไป เขายังต้องแก้แค้นให้น้องสาม จำต้องจับตัวหลิวจงไว้ให้แน่น ไม่อย่างนั้นหากทัพเหนือห้าค่ายของโลติดบุกมา ทหารโพกผ้าเหลืองที่ขวัญกำลังใจตกต่ำ ย่อมไม่อาจเป็คู่ปรับได้
เตียวก๊กเอ่ยเสียงเข้ม “ไม่อาจส่งกองทัพใหญ่ไปไล่ล่าหลิวจงได้ โลติดใช้ทหารเพียงห้าร้อยกว่านาย ทำเป็คุยโตไปช่วยคน ก็เพื่อรอให้พวกเราส่งกำลังไปไล่ล่าหลิวจง ขอเพียงพวกเราแบ่งกำลังพล โลติดย่อมบุกมาตีแน่ ความคิดของเขาก็เหมือนกับข้า”
เตียวโป้ยิ่งร้อนใจ เอ่ยเร่งว่า “หากไม่ส่งกำลังไปไล่ล่าหลิวจง ไม่เท่ากับว่าบุกตีเมืองกานหลิงเปล่า ๆ ปล่อยให้หลิวจงหนีกลับไป พวกเราก็จะไร้ซึ่งความได้เปรียบอีกต่อไปนะขอรับ!”
“ทหารโพกผ้าเหลืองทั้งหมดที่กระจายอยู่ในเขตเมืองกิลกกุ๋น กำลังมารวมตัวกันในเส้นทางจากเมืองกานหลิงไปเมืองกว่างผิง รวมถึงกำลังพลส่วนหนึ่งที่บุกตีเมืองกานหลิง จำนวนน่าจะมีห้าถึงหกพันคน ในเวลาอันสั้นนี้ หลิวจงย่อมยังไปได้ไม่ไกล พวกเขาคงสามารถดักสกัดกลับมาได้”
เตียวก๊กบอกตนเองให้ใจเย็นไว้ อย่าได้สับสน ก่อนจะเอ่ยต่อ “กำลังหลักของพวกเราต้องประจำการอยู่ในค่ายทหาร เพื่อรอคอยความเคลื่อนไหวของโลติด”
ระหว่างพวกเขาทั้งสองฝ่าย ยามนี้อยู่ในสภาวะสมดุล
ใครที่แบ่งกำลังพลออกไปก่อน คนผู้นั้นจะเป็ฝ่ายทำลายสภาวะสมดุลทันที
เตียวโป้ถาม “พวกเราต้องรอไปถึงเมื่อใดกัน?”
เตียวก๊กเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเรามีคนห้าถึงหกพันคนไล่ล่าหลิวจง คนห้าร้อยคนนั้นย่อมต้านทานไว้ไม่ได้ หากโลติดยังคำนึงถึงสถานะของหลิวจง ย่อมต้องส่งกำลังมารับตัว ในบรรดาทัพเหนือห้าค่าย ขอเพียงเขาส่งกำลังมาแม้เพียงค่ายเดียว พวกเราก็สามารถเปิดฉากบุกโจมตีได้”
“หากโลติดไม่สนใจหลิวจง พวกเราก็ทำได้เพียงรวมกำลังพล ปักหลักรักษาเมืองกว่างจง แล้วค่อยหาโอกาสอื่น”
เขาเอ่ยต่อ
เตียวโป้จนปัญญา ทำได้เพียงรอต่อไป
“ท่านต้าเสียนเหลียงซือ มีข่าวส่งมาแล้วขอรับ”
ในตอนนั้นเอง แม่ทัพจางไป๋ฉีก็เดินเข้ามาในกระโจม เอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “เพิ่งได้รับข่าวจากทหารสอดแนมว่า โลติดส่งค่ายถุนฉีและค่ายเยว่ฉีมุ่งหน้าไปทางเมืองกานหลิง เพื่อเตรียมจะช่วยหลิวจงแล้วขอรับ”
“ว่าอย่างไรนะ?!”
เตียวโป้ที่กำลังร้อนใจ เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็เอ่ยด้วยความตื่นเต้น “พี่ใหญ่ โลติดแบ่งกำลังพลจริง ๆ ด้วย โอกาสของพวกเรามาถึงแล้ว ข้าจะนำทัพไปบุกตีค่ายทหารของโลติด แก้แค้นให้น้องสามเดี๋ยวนี้!”
ขอเพียงเอาชนะโลติดได้ หลิวจงก็ไม่สลักสำคัญอีกต่อไปแล้ว
“ช้าก่อน รออีกนิด!”
เตียวก๊กนึกสังหรณ์ใจว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ทัพเหนือห้าค่ายส่งมาเพียงค่ายเดียวก็พอจะช่วยหลิวจงได้แล้ว ยามนี้กลับส่งมาพร้อมกันถึงสองค่าย อาจมีสิ่งผิดปกติซ่อนอยู่
เดินมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขามีแต่ต้องชนะเท่านั้น หากพ่ายแพ้อีกครั้ง จุดจบคงน่าสลดอย่างยิ่งถึงขั้นสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นจึงจำต้องระมัดระวังให้ถึงที่สุด
เตียวโป้เอ่ยด้วยความร้อนใจ “พี่ใหญ่ ยังจะต้องรอสิ่งใดอีกกัน? โลติดไม่มีทางละทิ้งหลิวจงแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นฮ่องเต้ชั่วคงไม่ปล่อยเขาไว้ นี่คือโอกาสของพวกเรา หรือพี่ใหญ่ไม่อยากแก้แค้นให้น้องสามแล้ว?”
จางไป๋ฉีเอ่ยเสียงดัง “ท่านต้าเสียนเหลียงซือ จางไป๋ฉีขออาสาออกรบขอรับ!”
“เหลยกงขออาสาออกรบขอรับ!”
“หลี่ต้ามู่ขออาสาออกรบ แก้แค้นให้ท่านเหรินกงเจียงจวินขอรับ!”
“...”
บรรดาแม่ทัพและนายทหารคนอื่น ๆ ต่างพากันคุกเข่าข้างเดียวขออาสาออกรบ
“ก็ได้!”
เตียวก๊กลังเลอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจยอมเดิมพัน เขาเอ่ยเสียงดังว่า “จางไป๋ฉีฟังคำสั่ง เ้าจงนำกำลังหลักสองหมื่นนายบุกโจมตีปีกขวาของโลติด หลี่ต้ามู่บุกโจมตีปีกซ้าย ส่วนเหลยกงติดตามข้าบุกโจมตีทัพหลัก...”
หลังจากคำสั่งต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดลงไป บรรดาแม่ทัพก็รีบไปรวมกำลังพลทันที
“กวนไฮ!” เตียวก๊กเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ผู้น้อยอยู่ขอรับ!” กวนไฮก้าวออกมาด้านหน้า
เตียวก๊กเอ่ยด้วยความกังวลใจ “ข้ารู้สึกว่าเื่ราวไม่ได้เรียบง่ายเพียงนั้น เ้าจงนำทหารสองหมื่นนายซุ่มซ่อนอยู่ในค่ายทหาร หากมีศัตรูมาลอบโจมตีค่าย จงหาทางส่งสัญญาณเตือน และปักหลักรักษาค่ายเอาไว้ รอจนกว่าข้าจะกลับมา”
“ผู้น้อยน้อมรับคำสั่ง!” กวนไฮตอบรับ
...
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นแตะขอบฟ้า
หยางเจาและพวกพ้องพักผ่อนมาตลอดทั้งคืน ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า หลังจากปลุกทุกคนให้ตื่นแล้ว ก็เตรียมตัวเดินทางกลับเมืองกว่างผิง
คำนวณเวลาดูแล้ว เขาคาดเดาว่าฝั่งโลติดน่าจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ถัดจากนี้พวกฏจะเปิดฉากดักซุ่มสังหารพวกเขาอย่างเต็มกำลัง ยามนี้ยังคงปลอดภัยอยู่ แต่หากผ่านไปอีกสองชั่วยามก็ไม่แน่แล้ว
“เร่งเดินทางกันเถิด!” หยางเจากล่าว
คนห้าร้อยคนรวมพลออกเดินทาง และพาตัวหลิวจงไปด้วย
หลิวจงเอ่ยว่า “หยางซือหม่า เ้าต้องคุ้มครองข้าให้ดีนะ!”
ตอนนี้เขาเห็นหยางเจาเป็ความหวังเดียวของตนเอง การจะรอดชีวิตกลับไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการคุ้มครองของหยางเจาแล้ว
“ท่านอ๋องโปรดวางใจ พวกข้าจะทำเต็มที่ขอรับ!” หยางเจาตอบรับอย่างจำใจ เขาเริ่มชาชินกับสัญญาปากเปล่าและการทำตัวกลัวตายของอีกฝ่ายแล้ว
ฟางรุ่ยยิ้มกล่าว “ซือหม่าของพวกเราเก่งกาจยิ่งนัก ตอนอยู่ที่นอกเมืองเยี่ยเฉิง สังหารแม่ทัพฏติดต่อกันสองนาย ลุยเดี่ยวเข้าทัพศัตรูนับพัน ตัดศีรษะของเตียวเหลียงมาได้ เมืองเยี่ยเฉิงรักษาไว้ได้ ก็เพราะความสามารถของซือหม่าของพวกเราล้วน ๆ ขอรับ”
“จริงหรือ!” ดวงตาของหลิวจงเป็ประกาย
นึกไม่ถึงเลยว่าหยางซือหม่าที่ดูเรียบง่ายผู้นี้จะมีความสามารถถึงเพียงนี้ เขานึกในใจว่าตนเองปลอดภัยแล้ว สามารถเดินทางกลับเมืองกว่างผิงได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
หยางเจา “...”
พวกเขายังคงเร่งเดินทางต่อ
ในบริเวณนี้เต็มไปด้วยทหารโพกผ้าเหลือง เดินทางไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ด้านหน้าก็มีทหารฏกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนสองร้อยกว่าคนปรากฏขึ้น ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเคร่งเครียดขึ้นมา โดยเฉพาะหลิวจง ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
“พี่น้องทั้งหลาย พวกเ้ามาจากที่ใดกัน?”
ผู้นำของฝั่งตรงข้ามเดินเข้ามาทักทายพวกหยางเจาเป็คนแรก
หยางเจาทำตัวสงบนิ่ง ค่อย ๆ ครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “พวกเรามาจากเมืองหยวนเฉิง เห็นพวกเ้ารีบร้อน จะเดินทางไปที่ใดกัน เกิดเื่ใหญ่ขึ้นหรือ?”
ผู้นำเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “พวกเ้ายังไม่รู้หรือว่าเกิดเื่อันใดขึ้น?”
หยางเจาส่ายหน้า
“อ๋องกานหลิงหลิวจง ถูกคนของราชสำนักแย่งชิงตัวไปแล้ว ท่านต้าเสียนเหลียงซือมีคำสั่งว่า ใครที่จับตัวอ๋องกานหลิงมาได้จะตบรางวัลด้วยทองคำหมื่นตำลึง ยามนี้พวกเรากำลังจะไปดักซุ่มระหว่างเส้นทางเมืองกานหลิงไปเมืองกว่างผิง พวกเ้าไม่รู้จริง ๆ หรือ?” ผู้นำรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
พอหลิวจงได้ยินว่าพวกมันตั้งใจมาจับตนเอง ก็ยิ่งตื่นตระหนกใ
ผู้นำคิดอยากจะชวนพวกของหยางเจามาร่วมกลุ่ม จึงเอ่ยต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่า ฝ่ายราชสำนักมีคนห้าร้อยกว่านาย พวกเรามีเพียงสองร้อยกว่าคน กำลังพลไม่พอ หรือพวกเ้าจะมาร่วมกับพวกเรา ไปช่วยกันจับตัวหลิวจงหาทางร่ำรวยด้วยกันดี?”
คำพูดของคนผู้นี้เพิ่งจะจบลง ยังไม่ทันที่หยางเจาจะตอบรับ ทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่ด้านหลังคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นมากะทันหันว่า “หัวหน้า ช้าก่อน พวกมันมีบางอย่างผิดปกติ!”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา คนฝั่งของหยางเจาก็เอื้อมมือไปจับอาวุธทันที!