บทที่ 02
“ข้าอยากสวมเสื้อน่ะ เลยอยากถามว่าเ้ามีเสื้อตัวไหนพอสวมได้บ้าง” นั่นคือสาเหตุที่เขาออกมาเหรอ
“โทษทีนะ ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีตัวที่เ้าพอใส่ได้เลย เ้ารออีกนิดได้หรือไม่ ข้าวานคุณหมอให้ช่วยเตรียมแล้ว” ฉันตอบพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนหันมาให้ความสนใจกับบุคคลที่นอนหมดสภาพบนพื้น
ควรทำไงกับอีตาไรอันคนนี้ดี ทำร้ายเ้าเมืองาเ็สาหัส ต้องจบไม่สวยแน่
“ข้าทำเื่ไม่สมควรหรือเปล่าโคลอี้”
“เอ๊ะ? อ๋อ! ใครว่าล่ะคาซีเลียสเ้าทำถูกมากๆ แล้วต่างหาก โดนแค่นี้ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ เพียงแต่อีกฝ่ายเป็ถึงเ้าเมือง ข้าเกรงว่าหลังจากนี้พวกเราจะโดนลงโทษกันสถานหนัก”
เดิมทีแล้วที่ผู้ชายคนนี้มักมาหาฉันคนเดียวตลอด เพราะตัวเองมั่นใจไงว่าภายในเมืองนี้จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเขา การปรากฏตัวของคาซีเลียสจึงเป็สิ่งเหนือความคาดหมาย
“คะ- โคลี้ หมอนี่มันเป็ใคร?”
หือ? ฉันหลุบตามองไรอัน สภาพแบบนี้ยังพยายามลุกขึ้นมาขอคำอธิบายอีกแฮะ หนำซ้ำใบหน้าแหยแกยังจ้องคาซีเลียสราวกับจะฉีกเป็ชิ้นๆ ทว่าคนถูกกล่าวถึงกลับยืนกอดอกไม่สะทกสะท้าน หันมาพููดกับฉันด้วยสีหน้าและน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ถ้าอย่างนั้นทำให้เปิดปากพูดกับใครไม่ได้ก็พอใช่ไหมโคลอี้” เฮือก! นั่นน่ะพูดจริงสินะ จากแววตาและท่าทาง เหมือนว่าการสูญเสียความทรงจำจะไม่ทำให้บุคลิกของคาซีเลียสแตกต่างจากเดิมเท่าไหร่
“เป็ชนชั้นสูงย่อมเขียนหนังสือได้ งั้นตัดแค่ลิ้นคงไม่พอ คงต้องตัดแขนด้วยแล้ว ส่วนไอ้เ้านั่นข้าจะเฉือนให้ทรมานน้อยที่สุด”
คาซีเลียสเอ่ยพลางเลื่อนสายตาไปยังคนขับรถม้า ซึ่งตอนนี้ได้แต่นั่งตัวสั่นเทิ้มไม่กล้าแม้แต่ลงมาช่วยผู้เป็เ้านายตนเอง
“เดี๋ยวสิคาซีเลียส!”
“โคลอี้…ไอ้ชั้นต่ำนี่ใคร เหตุใดพฤติกรรมจึงป่าเถื่อนเช่นนี้”
ปากหนอปาก! คาซีเลียสได้ยินดังนั้นถึงกับคิ้วกระตุก ั์ตาสีแดงเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ชั่วขณะหนึ่งฉันรู้สึกว่าเวลารอบตัวกำลังหยุดเดิน เสียงแจ้งเตือนถึงฝนคาวเืดังก้องทั่วโสตประสาท สายลมรอบด้านโหมพัดราว้าส่งสัญญาณเตือนเหตุสะพรึง
“คาซีเลียส!” ณ วินาทีนั้นสัญชาตญาณบางอย่างบอกให้ฉันรีบคว้าแขนคนตัวสูงไว้ ก่อนจะเกิดเื่วุ่นวายส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตอันแสนสงบสุขของตนเอง “เ้ากลับเข้าบ้านไปก่อนได้ไหม”
คำว่า ‘ทำไม’ ปรากฏบนใบหน้าเฉยชา อารมณ์ขุ่นมัวแผ่ออกมาจากรอบตัวคาซีเลียสจนฉันรู้สึกขนลุกขนพอง ควันสีดำขมุกขมัวลอยกระจายเกาะเป็กลุ่มก้อนขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเหล่านักเวทย์ต่างเรียกสิ่งนี้ว่าออร่ามานา ว่ากันว่าคือตัวบ่งบอกถึงธาตุของแต่ละคน ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และธาตุพิเศษอย่างแสงและความมืด สมมุติว่าต่อให้ฉันเผลอลืมเนื้อหาในนิยาย แต่เมื่อเห็นควันสีดำสนิทกระจายรอบตัว ก็เข้าใจทันทีว่าธาตุที่คาซีเลียสถือครองคือธาตุแห่งความมืด
ธาตุพิเศษหายากหากควบคุมได้ก็จะแข็งแกร่งเกินบรรยาย แต่หากคุมไม่ได้ก็เป็เพียงนักเวทเสียสติคนหนึ่งเท่านั้น จากภาพที่ฉันเห็นมันคือสภาวะอันตรายอย่างหนึ่งของคนธาตุมืด สภาวะใกล้เคียงกับคำว่าถูกกลืนกิน อารมณ์ของคาซีเลียสตอนนี้คงกำลังอ่อนไหวมากๆ ในนิยายไม่เคยเอ่ยถึงการทำให้หมอกควันพวกนี้จางลง เพราะส่วนใหญ่คาซีเลียสมักจัดการด้วยความรุนแรง
สิ่งที่นางเอกตัวเล็กๆ อย่างฉันจะทำจึงมีเพียง
“ข้าไม่อยากให้เป็เื่ใหญ่” เอาน้ำเย็นเข้าลูบ ใช่ค่ะ! แค่นั้นเลย
พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลกว่าทุกครั้ง เพื่อลดอาการหงุดหงิดของคาซีเลียส เพราะยังไงซะหมอกควันพวกนี้ก็เกิดจากอารมณ์ด้านลบของคาซีเลียสอยู่แล้ว การทำให้เขาอารมณ์เย็นลง คงช่วยได้บ้างแหละ…มั้งนะ
เอาน่า! ไม่มีใครเกลียดคนพูดจาหวานๆ กับตัวเองลงหรอก
“…”
“นะ…ถือว่าข้าขอร้อง พวกเราต้องอาศัยอยู่ที่นี่อีกนาน ให้ข้าลองคุยกับท่านเ้าเมืองก่อนดีไหม จะได้ไม่ต้องถึงขั้นลงไม้ลงมือ”
ฉันพูดพลางช้อนตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาออดอ้อน โดยหวังสักนิดว่าใบหน้าสวยสร้างเื่ของตัวเองจะพอช่วยอะไรได้บ้าง กระทั่งคาซีเลียสเป็ฝ่ายละสายตาจากฉัน ั์ตาแข็งกร้าวเลื่อนสำรวจไปทั่วร่างสะบักสะบอม คล้ายประเมินว่าไรอันจะสามารถลุกได้ตอนไหน เมื่อเห็นว่าคงไม่ใช่เร็วๆ นี้ร่างสูงจึงพยักหน้ารับ
“ห้านาที หากเกินกว่านี้ข้าจะออกมาดู” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันได้ผล หมอกดำรอบตัวคาซีเลียสจางลงอย่างเห็นได้ชัด
“ว่าไงนะ! แก! ไอ้ชั้นตะ- อ๊ากกกกก!!!”
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ข้าไม่ทันเห็นมือท่าน” ฉันขยับเท้าออก อยู่ดีไม่ว่าดีหมอนี่จะหาเื่ตายอีกแล้ว ดีที่หลังพูดจบคาซีเลียสเดินเข้าบ้านเลย ไม่อย่างนั้นต่อให้เอาน้ำเย็นเข้าลูบกี่สิบถัง คงไม่โชคดีเหมือนเมื่อกี้
“โคลอี้…”
ไรอันเอ่ยเรียกฉันเสียงหงอย ทำหน้าเบะเสียจนคิดว่าเป็เด็ก 3 ขวบ ตรงข้ามกับพฤติกรรมเลวทรามก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง พลันเกิดคำถามเล็กๆ ในใจฉันว่า…ทำไมชะตาชีวิตฉันถึงเจอแต่ผู้ชายจิตป่วย Toxic อยู่เรื่อย เพราะความเป็นางเอกรักดราม่าเหรอ
“ท่านเ้าเมืองเรามาคุยกันหน่อยไหมคะ”
“เ้าอยากคุยเื่อะไรล่ะ” ไรอันถามพลางควักมือเรียกคนขับรถม้าให้ลงมาช่วยพยุง
“คาซีเลียส…ผู้ชายคนเมื่อกี้”
“จะขอให้ข้าละเว้นโทษหมอนั่นใช่ไหม โคลอี้ทำร้ายชนชั้นสูงโทษเบาสุดคือโบย ข้าถูกทำร้ายซ้ำยังเป็ในเขตปกครองตนเอง หากเห็นแก่มิตรภาพของเราสองแล้วปล่อยไป เกรงว่าชาวเมืองอาจมองข้าไม่ดีนัก”
เหรอ!...ควรบอกดีไหมว่าภาพลักษณ์ของเขามันแย่ั้แ่กอดเข่าอ้อนวอนขอความรักจากฉัน ั้แ่มีเมียเป็ตัวเป็ตนแล้ว
“ท่านเป็คนใจกว้างเห็นแก่ที่เขาสติเลอะเลือนไม่ได้เหรอคะ”
“เลอะเลือน? ท่าทางอย่างนั้นเ้าว่าเหมือนคนเลอะเลือนเหรอ โคลอี้หากเ้าเลือกข้าแต่แรกคงไม่เป็เช่นนี้ ดูสิ! นอกจากรูปงามข้าไม่ยักเห็นว่าชายป่าเถื่อนนั่นจะมีอะไรดี” ไรอันพูดพลางขบเขี้ยวฟันอย่างแค้นเคือง สีหน้าเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ว่าแต่รูปประโยคแปลกๆ นะ
“เลือก? ท่านหมายความว่ายังไงคะ” ฉันถามพร้อมขมวดคิ้วงุนงง
“เหอะ! บุรุษหน้าขาวนั่นคนรักเ้าไม่ใช่เหรอ” ส่วนไรอันกระแทกเสียงแล้วกลอกตาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
อา…เพราะคาซีเลียสเดินเปลือยออกมาจากบ้านฉันสินะ ว่ากันตามตรงฉันควรพยักหน้าเห็นด้วยกับความเข้าใจผิดครั้งนี้ เพราะชักเบื่อกับการตามติด และรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของไรอันเต็มทน ทว่า…
“เหมือนท่านจะเข้าใจผิดนะคะ”
ตัวประกอบร้ายแบบเด๋อๆ ยังไงซะก็ย่อมดีกว่าพระเอกไบโพล่าที่ไม่รู้คิดอะไรอยู่แล้ว อีกอย่างก่อนความทรงจำคาซีเลียสจะกลับคืนฉันไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเราเกี่ยวพันกันมากกว่านี้
“ถะ-ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ยังโสด…” เสียงติดขัดพึมพำเบาๆ ราวกับไม่อยากเชื่อ ั์ตาทอประกายด้วยความหวังอีกครั้ง
“ค่ะ ข้ายังไม่มีใคร”
“แล้วเหตุใดชายไร้มารยาทนั่นจึงออกมาจากบ้านเ้า” แขนเรียวชี้ไปด้านในซึ่งมีเสียงดังกุกกักเป็ระยะ คาซีเลียสนายทำอะไรกับบ้านฉันเนี่ย
“เื่นั้น….” เว้นจังหวะเล็กน้อยขณะกำลังนึกข้ออ้าง
“ถ้าจะให้เล่าคงยาวค่ะ! ข้าว่าท่านกลับไปก่อนดีกว่า ไว้เราค่อยคุยกันต่อคราวหน้า” ขอเวลาคิดสตอรี่ให้คาซีเลียสแป๊บ
“เดี๋ยวสิโคลอี้!” ตื้อจริงวุ้ย!
“ท่านเ้าเมือง!! สภาพท่านตอนนี้ไม่พร้อมคุยกับข้าหรอกค่ะ อย่างน้อยทำอะไรสักอย่างกับาแหน่อยเถอะ” พูดจบฉันก็ปรายตามองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้า ทั้งหัวยุ่งฟูเป็รังนก เนื้อตัวคลุกฝุ่น และรอยม่วงช้ำปูดโปนบนข้อมือหนา ใครเห็นก็มองว่าน่าอดสู
แม้ปกติไรอันจะเป็ผู้ชายหน้าด้านไร้ยางอาย แต่เขาก็เป็ถึงขุนนางชั้นสูง คงไม่ปล่อยให้ผู้คนพบเห็นตัวเองในสภาพตกต่ำหรอก เพราะฉะนั้น…ไปชิ๊วๆ กลับบ้านไปหาเมียแกซะ!!
“นั่นสิ ขอโทษนะโคลอี้ข้าทำให้เ้าเป็ห่วงอีกแล้ว”
-_-
เหรอ…เชิญเล้ย! ตามสบาย…ไม่มีประโยคไหนบอกสักนิดว่าฉันเป็ห่วง แต่ก็นะ…ถ้ามันจะทำให้เขากลับไปได้ก็จงเชื่ออย่างนั้นต่อไปเถอะ
“หากข้าจัดการตัวเองเสร็จเมื่อไหร่-”
“ไปดีมาดีนะคะท่านเ้าเมือง~” ฉันพูดตัดบท เมื่อเห็นว่าน่าจะอารัมภบทอีกยาว ขณะเดียวกันก็ส่งสายตากดดันให้เด็กรับใช้ข้างกายไรอัน เพื่อบอกให้พาเ้านายของตัวเองกลับไปซะ
“หะ-หือ ข้าไปก่อนนะโคลอี้”
ไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วหนุ่มน้อยคนนี้อยากกลับอยู่แล้วหรือเปล่า พอสบตาฉันปุ๊บถึงรีบลากเ้านายตัวเองออกไปทันที ราวกับว่ากำลังรอจังหวะนี้อยู่พอดี ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ส่งผลให้ไรอันในสภาพปางตายทำได้เพียงโบกมือให้ฉันอย่างเก้ๆ กังๆ ลืมสิ้นเลยว่าตัวเองพึ่งถูกคาซีเลียสทำร้ายมา ซึ่งจากร่องรอยบนตัวเขา ดูท่าฉันจะใช้ชีวิตสงบสุขได้อีกพักใหญ่
“โคลอี้” ฉันหันไปตามเสียงเรียก พบว่าเป็คาซีเลียสนั่นเอง
“5 นาทีแล้วเหรอ” ร่างสูงพยักหน้ารับกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามองหาใคร
“ท่านเ้าเมืองกลับแล้วล่ะ อีกเดี๋ยวหมอประจำหมู่บ้านก็มา เราเข้าไปรอข้างในกันเถอะ” ฉันเอ่ยพลางออกแรงดันแผ่นหลังเปลือยเบาๆ เขาออกมาเพราะเป็ห่วงสินะ ดูเหมือนการช่วยคาซีเลียสครั้งนี้จะไม่เลวร้ายเสียทีเดียวแฮะ อย่างน้อยคงใช้เป็โล่ได้สักระยะ
“ว่าแต่เมื่อกี้เ้าทำอะไรน่ะ ได้ยินเสียงดังออกมาจนถึงข้างนอก” ฉันถามขณะก้าวเท้าฉับๆ เข้าไปในบ้าน
“…”
หือ? ทำไมเงียบ ฉันชะงักเอี้ยวตัวมองร่างสูงที่ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน “คาซีเลียส” แถมยังหลบตาฉันด้วย
“…”
“เ้า…ทำอะไรกับบ้านข้าเหรอ” ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ฉันเลือกถามคำถามนี้เสียงเบาหวิว จู่ๆ ก็รู้สึกใจหายใจคว่ำแบบแปลกๆ ดวงหน้าเพอร์เฟคมักจะเรียบเฉยของคาซีเลียสแสดงออกชัดเจนว่ากำลังอึดอัด ก่อนจะกระแอมไอเล็กน้อยแล้วตอบออกมาอย่างรู้สึกผิดว่า
“เวทกับดักที่เ้าวางไว้…ข้าเผลอทำลายไปแล้ว”
ว่าไงนะ! “ทั้งหมด?” สิบกว่าอันน่ะเหรอ?
หงึก! หงึก!
คาซีเลียสพยักหน้าหงึกหงักจำนนต่อหลักฐานโดยดี ขณะฉันยืนนิ่งคล้ายิญญากำลังหลุดลอย ไม่นะ…เงินของฉัน
“ไหวหรือเปล่าโคลอี้ ขอโทษนะ”
“มะ- ไม่เป็ไร เ้าไม่ได้ตั้งใจนี่ ฮ่าฮ่าฮ่า แค่ต้อง…” ซื้อใหม่เท่านั้น โดยใช้เงินเดือนทั้งเดือนของฉัน ฮึก!