บทที่ 6 เดินทางสู่สำนักกระบี่ต้าเซี่ย
รุ่งเช้าวันถัดมา
ปู่หลานตื่นแต่เช้าตรู่และเริ่มเก็บของ
พวกเขายุ่งอยู่จนถึงเที่ยงวัน ทำความสะอาดบ้านหลังเล็กที่พวกเขาอาศัยอยู่มาแปดปีจนสะอาดเอี่ยม
เด็กหนุ่มแบกหีบกระบี่ที่ดูเหมือนโลงศพ เหงื่อท่วมใบหน้าด้วยความเหนื่อยล้า
ใน่เที่ยงวัน บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่ถึงหกจาน ซึ่งเป็เื่ที่หาได้ยาก
หลี่กวนฉีมองดูอาหารบนโต๊ะ แล้วก็พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
“ปู่...จริง ๆ แล้ว ในหกจานนี้ไม่มีอาหารร้อนสักจานเลยหรือ?”
ถูกต้อง บนโต๊ะมีแต่อาหารเย็นทั้งหมด
แต่ชายชราเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วโบกมือเบา ๆ ทันใดนั้นบนโต๊ะก็ปรากฏจอกหยกสองใบที่งดงามอย่างยิ่ง
หลี่กวนฉีรู้สึกสะท้านในใจ เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “ปู่ให้ข้าดื่มสุราหรือ?”
ซูเสวียนยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวเบา ๆ ว่า “พรุ่งนี้เ้าก็จะลงจากเขาแล้ว ไม่รู้จักดื่มสุราได้อย่างไร?”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มรวดเดียว ทันใดนั้นก็รู้สึกแสบร้อนจนต้องมองหาน้ำไปทั่ว
สุราแรงอันเข้มข้นนั้นราวกับเส้นไฟที่ไหลผ่านลำคอลงไป
ซูเสวียนเห็นดังนั้นก็หัวเราะลั่น รีบกล่าวว่า “ไอ้หนู เ้าช้า ๆ หน่อยสิ ใครเขาดื่มกันแบบนี้”
“สุราดี ๆ เ้าดื่มจนมีกลิ่นอายของยุทธภพไปหมดแล้ว”
“แค่ก! แค่ก! ข้าก็ไม่คิดว่าของนี่จะแรงขนาดนี้!”
ผ่านไปสักพัก เด็กหนุ่มจึงค่อยดีขึ้น รีบกินอาหารสองคำแล้วถามว่า “ปู่ หลังจากข้าลงเขาแล้วจะทำอะไรหรือ?”
ซูเสวียนใช้ตะเกียบเคาะศีรษะเด็กหนุ่มเบา ๆ แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า
“เ้าหนู ตอนนี้เ้าบรรลุถึงขั้นสูงสุดของการฝึกร่างกายแล้ว”
“ไม่เสียเปล่าที่ข้าต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายปีเช่นนี้”
“ขั้นตอนต่อไปคือการนำปราณจากฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อบรรลุขอบเขตก่อปราณ”
“อายุขัยอาจยืนยาวถึงหนึ่งร้อยยี่สิบปี ตันเถียนเริ่มก่อตัว เรียนรู้ศาสตร์ปราณิญญาเบื้องต้น สร้างแท่นรวมพลัง และเริ่มมีจิตสำนึก”
“เมื่อถึงเวลานั้น ประสานตากับใจของเ้า ก็จะไม่ต่างจากดวงตาปกติแล้ว”
เด็กหนุ่มกลอกดวงตาสีขาวซีดไปมา มุมปากเผยรอยยิ้มเปี่ยมความหวัง
ชายชรากล่าวต่อไปว่า “เ้าอายุสิบสี่แล้ว ถึงวัยเข้าสำนัก ถึงเวลาที่เ้าต้องลงจากเขาแล้ว”
หลี่กวนฉีใฝ่ฝันมาั้แ่เด็กว่าสักวันหนึ่งตนจะได้ฝึกฝน
กลายเป็เซียนเหาะเหินเดินอากาศ ควบคุมกระบี่บินได้
แต่แปดปีที่ผ่านมา เขาก็มีความสุขที่ได้อยู่กับซูเสวียน เพียงแต่ไม่คิดว่าการพรากจากจะมาถึงเร็วเช่นนี้
เด็กหนุ่มคีบอาหารพลางถามเสียงเบา “สำนักในใต้หล้ามีมากมายนัก ไม่ต้องพูดถึงทั้งดินแดนต้าเซี่ย แค่ในแผ่นดินชิงอวิ๋นก็มีสำนักที่ยิ่งใหญ่มากมายตั้งอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นข้าควรเข้าร่วมสำนักใด?”
เดิมทีคิดว่าชายชราจะใช้เวลาครุ่นคิดอีกนาน แต่ใครจะคิดว่าเขากลับเอ่ยปากออกมาทันที
“สำนักกระบี่ต้าเซี่ย!”
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ตลอดหลายปีที่อยู่ข้างกายซูเสวียน เขาก็ได้ยินเื่ราวลึกลับของดินแดนแห่งนี้มามากมาย
แต่สำนักกระบี่ต้าเซี่ยบนแผ่นดินชิงอวิ๋นนี้ เขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ซูเสวียนเห็นความสงสัยของเด็กหนุ่ม จึงกล่าวเบา ๆ ว่า “ไม่ต้องคิดมาก ไม่ใช่สำนักใหญ่โตอะไร แต่เป็สำนักที่มีธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก!”
จากนั้นชายชราและเด็กหนุ่มก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยในลานหน้าบ้าน พลางดื่มสุราไปด้วย แต่เด็กหนุ่มดื่มไม่เก่ง ดื่มไปไม่กี่จอกก็เมาหลับไป
ปากยังพึมพำว่า “ของพรรค์นี้… มีอะไรดีให้ดื่มกัน”
ชายชรามองเด็กหนุ่มที่เมาหลับด้วยรอยยิ้ม พลางหัวเราะเบาๆ ว่า “สุราดีหรือไม่ ต่อไปเ้าก็จะรู้เอง เ้าหนุ่มน้อย~”
ชายชราถอดเสื้อคลุมของตนออกแล้วคลุมร่างของเขาไว้
เขาล้วงแหวนสีเขียวทรงโบราณออกมา คิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้มอบให้แก่เด็กหนุ่ม
“ข้าไม่อาจปล่อยให้เ้าหนูผู้นี้กลายเป็คนเสเพลได้ ความทุกข์ยากที่ควรได้รับก็ต้องได้รับ ฮ่า ๆ”
“เอ่อ... ถึงเวลาแล้ว ข้าต้องไปละ...”
“เมื่อเขาตื่นขึ้นมา คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหลั่งน้ำตาบ้าง”
ชายชราโบกมือ ปล่อยแสงวิเศษสามสายเข้าไปในหีบกระบี่สีดำสนิท แล้วมองหีบกระบี่อย่างลึกซึ้ง
จากนั้นก็ก้าวออกไป ย่อโลกให้เล็กลงแล้วก้าวข้ามระยะทางนับหมื่นหลี่ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าจากไป
รุ่งเช้าวันถัดมา
เด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย พบว่าไม่มีร่างของชายชราอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก
เมื่อวานนี้เขาเพียงแค่้าดื่มสุราให้มากหน่อยเท่านั้น
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน เปิดตาใจสำรวจสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่มาแปดปี ในใจยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย
มองดูแผนที่ที่ซูเสวียนทิ้งไว้บนโต๊ะ น้ำตาก็พลันหลั่งไหลออกมาทันที
เด็กหนุ่มหยิบแผนที่ขึ้นมาพลางเอ่ยเสียงขมขื่นว่า “ปู่...ท่านน่าจะทิ้งเงินติดตัวไว้ให้ข้าบ้างสิ!!!”
ด้วยความจำเป็ เด็กหนุ่มจึงต้องเอาของกินทั้งหมดในบ้านติดตัวไปด้วย
ด้านหลังแบกหีบศิลาขนาดมหึมา ส่วนด้านหน้าสะพายห่อผ้าใบใหญ่
แอ๊ด~
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ปิดประตูใหญ่อย่างระมัดระวัง เงียบงันอยู่นาน สุดท้ายจึงก้าวเดินลงเขาไป
การจากไปของเด็กหนุ่มไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้ใดเลย
หลี่กวนฉีตั้งใจจะไปดูเด็กสาวบ้านป้าหลี่ แต่เขาพบว่าประตูใหญ่จวนสกุลเมิ่งปิดสนิท จึงไม่ได้เคาะประตู
หลังจากลงเขา หลี่กวนฉีที่แบกหีบกระบี่คล้ายโลงศพ ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนไม่น้อย
หลังจากที่หลี่กวนฉีได้ดูแผนที่แล้ว เขาก็เดินเข้าไปในป่าเขาทันที
บางครั้งเขาก็สามารถจับกระต่ายป่าหรือไก่ป่ามาเป็อาหารเสริมได้
เดินทางมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ได้ระยะทางเพียงสามร้อยลี้เท่านั้น
หีบกระบี่ที่แบกไว้ด้านหลังนั้นหนักเหลือเกิน แต่โชคดีที่เวลาผ่านไปนานเข้า เขาก็เริ่มชินกับน้ำหนักนี้บ้างแล้ว
ถึงขนาดสามารถแบกหีบกระบี่วิ่งได้อย่างว่องไว การจับไก่ป่าหรือกระต่ายป่าก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
สามเดือนต่อมา
เด็กหนุ่มในชุดสีเทาคนหนึ่งเดินออกมาจากป่าเขาด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อย
หลังจากสอบถามผู้คน เขาก็พบว่าในที่สุดตนเองก็มาถึงเขตแดนของสำนักกระบี่ต้าเซี่ยแล้ว!
เด็กหนุ่มเกาศีรษะพลางพึมพำว่า “เห้อ~ เดินทางมาตั้งสามเดือนเต็ม”
เขาโยนไม้เท้าในมือทิ้งไป แล้วเดินตามถนนหลักมุ่งหน้าไปยังสำนักกระบี่ต้าเซี่ย
ตลอดทางที่เดินทางมา เมื่อเขาผ่านเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับสำนักต้าเซี่ย
ใจความสำคัญคือการกล่าวถึงว่าสำนักกระบี่ต้าเซี่ยนั้นดีเพียงใด ปกครองพื้นที่รอบ ๆ พันลี้ได้อย่างดีเยี่ยม แทบไม่มีภัยพิบัติใด ๆ เกิดขึ้น
แม้แต่สัตว์วิเศษในป่าเขาแถบนี้ก็อยู่อย่างสุขสบายที่สุด แต่กลับมีปีศาจร้ายอยู่น้อยมาก
เมื่อได้ยินข่าวเหล่านี้ เด็กหนุ่มก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
“ดูเหมือนว่าสำนักกระบี่ต้าเซี่ยจะเป็อย่างที่ปู่บอกจริง ๆ ธรรมเนียมของสำนักนั้นเที่ยงตรงยิ่งนัก”
“ต้องรีบเดินทางแล้วสินะ อีกสามวันก็จะถึงพิธีรับศิษย์ใหม่ของสำนักกระบี่ต้าเซี่ยแล้ว”
หลี่กวนฉีเดินทางไม่หยุดพัก ในที่สุดก็มาถึงเชิงเขาที่มีูเาตั้งตระหง่านมากมายในเช้าวันที่สอง
ที่นี่มีูเาส่วนใหญ่เป็เสาหิน แม้แต่ยอดเขาที่เตี้ยที่สุดก็สูงถึงสองร้อยกว่าจั้ง ส่วนยอดเขาที่สูงที่สุดนั้นสูงถึงหลายพันจั้งทะลุเมฆา
รอบ ๆ ตัวเด็กหนุ่มก็เริ่มมีผู้คนปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาล้วนเป็ทายาทของตระกูลต่าง ๆ ที่มุ่งหน้ามาสำนักกระบี่ต้าเซี่ยเพื่อขอเข้าเป็ศิษย์
ในท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวายสับสน เสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังขึ้นไม่ขาดสาย
เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือบันได์อันลือชื่อของสำนักกระบี่ต้าเซี่ย ที่ขนานนามว่าเส้นทางหลุดพ้น!
บันไดนี้มีทั้งหมดสามพันสามร้อยสามสิบสามขั้น
และผู้ดูแลของสำนักกระบี่ต้าเซี่ยก็ยืนอยู่ที่ตีนบันได ปักป้ายไว้แผ่นหนึ่ง
บนป้ายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ผู้ที่มาสมัครเข้าสำนักต้องเดินขึ้นบันได์ด้วยตนเอง ห้ามใช้สิ่งของภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น!’
มองดูฝูงชนที่อึกทึกครึกโครม หลี่กวนฉีเคลื่อนกายราวกับปลาว่ายน้ำ แหวกฝ่าฝูงชน มุมปากระบายยิ้มบาง ๆ ก้าวเท้าขึ้นบันได์อย่างมั่นคง