มุกจันทร์ซับน้ำตาตัวเอง“แม่คะ หนูไม่แต่ง”
“แค่หมั้นไว้ก่อนลูก”มณีจันทร์ยังพยายามเกลี้ยกล่อมลูกสาว
“หมั้นก็ไม่เอาค่ะแม่แม่จะให้หนูหมั้นกับคนที่หนูไม่รู้จักได้ยังไง คลุมถุงชนแบบนี้มันหมดสมัยแล้วนะแม่”
พอพูดถึงคำว่าคลุมถุงชน มณีจันทร์ก็รู้สึกผิดต่อลูกสาวจะว่าไปถ้าให้หมั้นกับคนที่ไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นหน้าก็ดูล้าสมัยและโหดร้ายกับลูกสาวของเธอไปหน่อยจริงๆ“งั้นเอาอย่างนี้ดีไหมลูก หนูลองเจอพี่เขาดูก่อน จะหมั้นไม่หมั้นค่อยว่ากันอีกที”
มุกจันทร์เห็นแม่ยอมอ่อนลงให้เธอจึงใจเย็นลง “ก็ได้ค่ะ สรุปคือหนูต้องไปดูตัวอีกแล้ว”
“ไปรอบนี้อีกรอบเดียวนะลูกแฟ้มรายชื่อหนุ่มๆ อะไรนั่น ทิ้งไปเลย ไม่ต้องไปดูแล้ว”
“จริงเหรอคะ”ข้อเสนอดูน่าสนใจไม่น้อยถ้าหากว่าไปดูตัวอีกครั้งเดียวแล้วทุกอย่างจะจบ“ถ้าหนูไปดูตัวกับลูกชายน้าเอื้องแล้ว หนูไม่ต้องดูตัวกับคนอื่นอีกแล้ว” เธอถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
มณีจันทร์พยักหน้าหงึกหงัก“จ้ะลูก ไม่ต้องไปดูตัวอีกแล้ว แม่ไม่บังคับหนูอีกแล้ว”
“แม่รับปากหนูแล้วนะถ้าหนูไปเจอลูกชายน้าเอื้องแล้วไม่โอเค หนูเลือกได้ที่จะไม่หมั้น”มุกจันทร์ยังรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างเร็วของมณีจันทร์
“อืมๆแม่รับปากลูก” มณีจันทร์ให้คำมั่นกับลูกสาว เธอไม่คิดจะให้ลูกสาวไปดูตัวกับใครอีกเพราะยังไงลูกสาวของเธอก็ต้องหมั้นและแต่งงานกับลูกชายเพื่อนสนิทของเธอ เธอคิดใคร่ครวญดีแล้วเื่นี้ไม่มีทางเปลี่ยนอีก ไม่หมั้นวันนี้ ยังไงวันหน้าก็ต้องหมั้นแต่ตอนนี้เธอต้องยอมตามลูกสาวของเธอไปก่อน
“ก็ได้งั้นหนูจะไปดูตัวกับลูกชายน้าเอื้อง” มุกจันทร์เลือกที่จะเชื่อแม่ของเธออีกครั้ง ถึงแม้แม่ของเธอจะเอาแต่ใจไปบ้างในบางทีและชอบบังคับเธอในบางหนแต่แม่ก็ไม่เคยโกหกเธอ ในเมื่อแม่รับปากหนักแน่นว่าจะไม่บังคับเื่การดูตัวอีก เื่นี้ก็ดูจะมีทางออกแล้ว
วันดูตัวครั้งสุดท้ายของมุกจันทร์เป็วันอาทิตย์ของอาทิตย์ถัดมาเพราะต้องรอลูกชายเพื่อนของมณีจันทร์ว่าง มุกจันทร์ไม่ได้ถามรายละเอียดมากนักเพราะเธอคิดว่ายังไงเธอก็ไม่หมั้นกับเขาแน่นอนและยิ่งไม่คิดจะแต่งงานกับเขาเด็ดขาด เื่ปลีกย่อยต่างๆจึงไม่มีความจำเป็ที่เธอจะต้องรู้
เธอแต่งตัวอย่างดีเหมือนเคยคราวนี้เป็เสื้อเชิ้ตคอปกสีขาวที่ปักลวดลายเอาไว้ที่ปกเสื้ออย่างสวยงามสวมกระโปรงสีน้ำตาลอ่อน ดูเรียบร้อยแต่ไม่ถึงกับเป็ทางการมากนัก เธอแต่งหน้าทำผมเสร็จก็เตรียมจะออกไปเสียงแจ้งเตือนดังมาจากโทรศัพท์ว่ามีข้อความเข้า เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
“วันนี้ว่างไหมครับไปทานมื้อเที่ยงกันไหม” ผู้ส่งข้อความนี้มาก็คือปรเมศ
“วันนี้มุกมีนัดค่ะ”มุกจันทร์ตอบกลับไปในทันที
“วันนี้คุณไปดูตัวอีกเหรอ”
“ใช่ค่ะวันนี้มุกจะไปดูตัว” มุกจันทร์ตอบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมการที่เธอไปดูตัวต่อก็หมายความว่าเธอไม่ได้คิดจะสานสัมพันธ์กับเขาบอกแค่นี้คนเ้าแผนการอย่างเขาน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก
“โชคดีนะครับ”
คิดไม่ถึงว่าเขาไม่เพียงไม่โกรธแถมยังอวยพรเธออีกด้วย
“ขอบคุณค่ะ”มุกจันทร์ตอบไปสั้นๆ คิดว่าคงเสร็จเื่กับปรเมศเสียที ผู้ชายเ้าเล่ห์เ้าแผนการความคิดซับซ้อนแบบนี้อยู่ห่างๆ ไว้จะดีที่สุด
ปรเมศไม่ได้ส่งข้อความใดๆมาอีก ทำให้มุกจันทร์รู้สึกโล่งใจที่สลัดเขาได้เสียทีเธอออกจากบ้านและไปยังสถานที่ดูตัวของเธอในวันนี้ เป็ร้านอาหารร้านเดียวกับที่เธอมาดูตัวครั้งก่อนซึ่งก็คือร้านที่เธอดูตัวกับปรเมศผู้ชายเ้าแผนการคนนั้น
“สวัสดีค่ะได้จองไว้หรือเปล่าคะ” พนักงานถามเมื่อเห็นเธอเดินเข้าไปในร้าน
“อ๋อจองไว้ค่ะ มุกจันทร์ค่ะ” มุกจันทร์รู้ว่าแม่ของเธอของโต๊ะไว้ให้แล้ว แค่บอกชื่อเธอไปพนักงานน่าจะพาไปที่โต๊ะเอง
“คุณมุกจันทร์เชิญทางนี้ค่ะ”พนักงานวันนี้ดูนอบน้อมมากกว่าครั้งก่อน
มุกจันทร์เดินตามพนักงานไป พนักงานพอเธอไปที่ห้องส่วนตัวห้องหนึ่งความจริงเธอรู้สึกแปลกใจว่าที่ร้านนี้มีห้องส่วนตัวด้วย เธอเดินเข้าไปพบพนักงานอีกหนึ่งคนยืนอยู่ตรงมุมห้องเพื่อคอยบริการลูกค้าจากนั้นสายตาของเธอก็พบเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังมองมาเธอ
เขาคนนั้นใส่เสื้อยืดสีขาวคู่กับกางเกงยีนส์สีเข้มนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ สายตามองมาที่เธอ แสดงให้เห็นว่ากำลังรอเธออยู่สีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม จากประสบการณ์ของเธอคนที่ทำสีหน้าแบบนี้มักเป็พวกคนเ้าเล่ห์เ้าแผนการ เื่นี้ยังพอจะปล่อยผ่านได้เพราะยังถือว่าเขาไม่ได้ทำอะไรที่เสียมารยาทแต่ที่มุกจันทร์รับไม่ได้ก็คือผู้ชายตรงหน้ามีหนวดเครายาวเฟื้อยปกคลุมใบหน้าไปเกือบครึ่งอย่างน้อยมาพบเจอคนอื่นก็ควรโกนหนวดโกนเคราสักหน่อยไม่ใช่เหรอ
“เชิญนั่งค่ะ”พนักงานเลื่อนเก้าอี้ออกมาให้เธอ
มุกจันทร์นั่งลงและมองผู้ชายตรงหน้าตอนนี้เขายิ้มออกมาแล้ว แต่เป็ยิ้มที่อยู่แค่ปากเท่านั้น สายตาไม่ได้ยิ้มด้วย อยู่ๆมุกจันทร์ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เธอรู้สึกถึงบรรยากาศกดดันเล็กๆ รอบกายทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ ทำไมเธอถึงได้รู้สึกแบบนี้กัน
“สวัสดีครับคุณมุกจันทร์ใช่ไหมครับ” ในที่สุดเขาก็เริ่มเอ่ยปาก
“ใช่ค่ะมุกจันทร์ คุณคือลูกชายของน้าเอื้องใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ”เขาตอบสั้นๆ ในใจนึกพิจารณาว่าผู้หญิงตรงหน้านี้คงจะไม่รู้ชื่อของเขา ทั้งๆที่เขาทักเธอด้วยชื่อของเธอ แต่เธอกลับทักเขาด้วยฐานะ ‘ลูกชายของน้าเอื้อง’ นี่เป็ไปได้มากว่าเธอไม่รู้จักชื่อของเขาสินะมาดูตัวทั้งทีแต่ไม่สนใจแม้แต่ชื่อของคู่เดท ความจริงก็ดูค่อนข้างไร้มารยาทอยู่บ้างแม้จะคิดอย่างนั้นแต่เขาก็ยังคงยิ้ม อยากรู้ว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไปถ้าหากว่าเขาไม่บอกชื่อ
มุกจันทร์เองก็กำลังคิดในจุดเดียวกันนี้อยู่เพราะว่าเธอไม่พอใจที่จะถูกคลุมถุงชนเธอจึงไม่ได้สนใจแม้แต่จะถามชื่อของอีกฝ่ายจากแม่แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี ทำไมเธอไม่ถามแม่นะว่าเขาชื่อว่าอะไร เอาเถอะเขาเองก็ดูไม่ได้เห็นด้วยกับการดูตัวครั้งนี้สักเท่าไร ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มาพบเธอในสภาพที่หนวดเครารุงรังแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้พยายามจะทำให้เธอประทับใจในการพบกันครั้งแรก เขาน่าจะถูกน้าเอื้องบังคับมาเหมือนกันพอคิดแบบนี้มุกจันทร์ก็เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมา
เขาเริ่มสั่งอาหารสองสามอย่างและถามว่าเธออยากกินอะไรเธอจึงสั่งอาหารเพิ่มอีกสองอย่าง พนักงานรับออเดอร์แล้วออกจากห้องไป
“จริงๆผมมีเื่จะคุยกับคุณ แต่รอทานอาหารเสร็จเดี๋ยวค่อยคุยกันก็ได้”เขาเริ่มบทสนทนาขึ้นมา
“คุยตอนนี้เลยก็ได้นะคะ”
“อย่าดีกว่าครับเดี๋ยวคุยแล้วคุณเกิดไม่พอใจ หนีกลับไปก่อน ผมคงทานคนเดียวไม่หมด” เขาบอกพร้อมยิ้ม
“งั้นก็ได้ค่ะ”มุกจันทร์ยังมีสีหน้าปกติ แต่เธอแอบคิดว่าคนตรงหน้าอาจจะไม่ค่อยปกติเื่อะไรกันนะที่เขาจะคุยกับเธอแล้วทำให้เธอไม่พอใจ หรือจะเป็เื่ที่เขาไม่เห็นด้วยกับการดูตัวในครั้งนี้หลายๆ คนที่มาดูตัวส่วนมากจะมีความคาดหวังว่าจะได้คู่ครองแต่เธอกลับไม่ได้เป็หนึ่งในคนพวกนั้น เขาคงคิดว่าเธอเองก็คาดหวังว่าจะได้แต่งงานแต่เขาไม่อยากแต่ง ถ้าพูดขึ้นมาแล้วเขากลัวว่าเธอจะไม่พอใจและสะบัดหน้าหนีกลับบ้านอืม งั้นกินก่อนก็ได้ ไม่มีอะไรเสียหายนี่นา
รอไม่นานพนักงานก็ยกอาหารมาเสิร์ฟสองคนนั่งกินอาหารกันเงียบๆ แทบไม่ได้พูดอะไรกันอีก เธอลอบสังเกตท่าทางการกินของเขาเขาเองก็ลอบสังเกตท่าทางการกินของเธอ
จนกระทั่งกินเสร็จเขาเรียกพนักงานมาเก็บโต๊ะ ทั้งคู่สั่งกาแฟมาคนละแก้ว
“คุณน้ามณีจันทร์สบายดีไหมครับ”เขาเริ่มเอ่ยปากก่อนอีกครั้ง
“สบายดีค่ะ”
“อืมดีแล้วครับ คุณแม่ผมฝากความคิดถึงมาด้วย” เขาพูดพร้อมยิ้มออกมา “งั้นเรามาคุยเื่ของเรากันดีกว่าครับ ผมคิดว่าเราสองคนเหมาะสมที่จะแต่งงานกัน”
มุกจันทร์ที่กำลังยกจิบกาแฟขึ้นจิบได้ยินสิ่งที่เขาบอกก็แทบจะสำลักกาแฟในทันที เธอกระแอมสองสามทีเพื่อให้คอโล่งจากนั้นก็มองเขาด้วยสีหน้างุนงง
“มุกไม่เห็นด้วยค่ะเราเพิ่งเจอกันครั้งแรกพูดเื่แต่งงานออกจะเร็วเกินไปและอีกอย่างมุกก็ไม่ได้คิดจะแต่งงาน”
“แต่แม่คุณกับแม่ผมเห็นตรงกันว่าจะให้เราแต่งงานกันและผมเองก็เห็นด้วย”
“แต่มุกไม่เห็นด้วยค่ะคุณไม่รู้จักมุกด้วยซ้ำ อยู่ๆ จะมาแต่งงานกันได้ยังไงมุกเองยังไม่รู้แม้กระทั่งว่าคุณชื่ออะไรด้วยซ้ำ” อยู่ๆเื่ที่แสนกระอักกระอ่วนใจเมื่อสักครู่อย่างการที่เธอไม่รู้จักชื่อของเขาก็สามารถนำมาใช้เป็ข้ออ้างได้แล้ว
“ผมชื่อดินชื่อจริงไตรภพ คุณอยากรู้สนามสกุลด้วยไหม” เขาตอบเธออย่างใจเย็น ท่าทางของเธอเป็อย่างที่เขาคิดไว้อยู่แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่าจะแต่งงานด้วย เป็ใครก็ต้องต่อต้านเป็ธรรมดาถ้าเธอคล้อยตามเขาง่ายๆ สิถึงจะเรียกว่าแปลก
“และผมรู้จักคุณ”เขาหยิบเอกสารบางอย่างบนเก้าอี้ข้างตัวขึ้นมาและยื่นให้มุกจันทร์
มุกจันทร์รับเอกสารนั้นมาอย่างงงๆเจอกันครั้งแรกเขามีเอกสารอะไรให้เธอดูกันนะ หรือว่าจะเป็เอกสารแนะนำตัวเองคล้ายๆ เรซูเม่เวลาสมัครงาน มีคนที่ทำเอกสารแนะนำตัวเองในการไปดูตัวออกเดทด้วยเหรอเื่มันชักจะประหลาดเข้าทุกที