วันแรกของการเรียน กรินทร์ลงเรียนเพียง่เช้าถึงบ่ายสองครึ่งจึงขอตัวกลับก่อนไม่เข้าสนามบาสเกตบอลเพราะจะรีบเอารถไปเช็กสภาพที่ศูนย์ พอขึ้นรถสองแถวก็นึกขึ้นได้ว่าตนลืมงานที่ต้องเอากลับไปทำส่งอาจารย์
“บ้าจริงลืมของจนได้” ชายหนุ่มบ่นอุบ คิดว่าซ่อมรถเสร็จเดี๋ยวคงกลับมาเอา ถ้าไม่ี้เีเพราะงานต้องส่งสัปดาห์หน้า แต่ทว่าเขาก็ไม่อยากดองเพราะอาจมีงานวิชาอื่นอีก
หลังซ่อมรถเสร็จชายหนุ่มเหลือบดูเวลาที่ผนังศูนย์รถก็เกือบห้าโมงเย็นแล้วจึงตัดสินใจขับกลับมหาวิทยาลัย แวะไปหาเพื่อนที่สนามก็เห็นทุกคนกำลังเล่นกันแต่ทีมก็เต็มแล้ว อาทิติยาหันมาเจอจึงะโถาม
“ช้างศึกลงเปล่า”
“ไม่ครับพี่อาร์ม ่ซ้อมคัดเลือกตัวจริงถึงจะเล่น” อาทิติยาพยักหน้าแล้วหันไปรับบอลที่เพื่อนส่งมาพอดี แล้วปรเมนทร์ที่เล่นอยู่ด้วยเลยหันมาถาม
“ไม่ลงหน่อยเหรอช้าง”
“ไม่ล่ะปาล์มฉันแค่แวะมาดูเฉยๆ ว่าจะไปเอางานในล็อกเกอร์แล้วกลับบ้านเลย”
“อ๋อ ลืมของเหรอ”
“อือ ไปล่ะ”
“เคเพื่อน เจอกันพรุ่งนี้” ปรเมนทร์กล่าว กรินทร์เพียงยกมือโบกขานรับกึ่งลาหันหลังเดินไปขึ้นรถ แม้เสียงเพื่อนและรองเท้าเสียดสีกับพื้นในสนามยังคงดังไล่หลัง ก่อนที่เสียงสตาร์ทรถจะกลบทุกอย่างแล้วเคลื่อนตัวไป ไม่นานก็หยุดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างตึก
ชายหนุ่มเห็นนักศึกษาหลายคนยังจับกลุ่มคุยกันกินขนมของว่างอื่นๆ บางคนกำลังตักข้าวจากกล่องโฟมเข้าปาก และมีบางคนกำลังเคร่งเครียดกับตำราจึงคิดว่า คนเ่าั้คงเพิ่งเรียนเสร็จเลยนั่งเติมพลังงานก่อนกลับ ดูแล้วโดยส่วนใหญ่เป็เด็กปีหนึ่งตนจึงรีบขึ้นไปเอาของ
ระหว่างทางกรินทร์ได้ยินเสียงนักศึกษาบางกลุ่มพูดคุยอยู่ในห้อง พอย้อนกลับมาบังเอิญสายตาสะดุดเข้ากับใครบางคน ร่างสูงเดินถอยหลังกลับมาดูให้แน่ใจก่อนรอยยิ้มจางๆ จะปรากฏที่มุมปาก
‘วันนี้ไม่ได้แย่นะ นั่นเป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชนนี่นา’ กรินทร์นึกเมื่อเห็นรุ่นพี่คนสวยกำลังยืนแนะแนวรุ่นน้องในขณะที่มือก็เก็บของลงกระเป๋าก่อนทุกคนจะทยอยเดินตามกันออกมา
“อ้าว พี่ช้างศึกสวัสดีค่ะ” น้องปีหนึ่งทักทายเขาพยักหน้ายิ้ม พวกเขารู้จักกันอยู่แล้วเพราะ่ปิดเทอมหลังรุ่นน้องเข้ามอบตัว จะมีการนัดจัดกิจกรรมรับน้องสร้างความคุ้นเคยระหว่างรุ่น
“พี่ช้างตัวใหญ่มารอรับหนูเหรอคะ” รุ่นน้องอีกคนแกล้งหยอก
“อุ๊ยแรงนะยะ” กรินทร์เย้าหยอกกลับพลางกรีดกรายมือใหญ่แบบเพื่อนสาว ทำเอารุ่นน้องผู้หญิงมองเขาตาโตก่อนพากันหัวเราะร่วน
“พี่มารอคนนั้นครับ” ชายหนุ่มชี้ไปที่ญาณินท์
“อ๊าาาย พี่ลูกตาลศัตรูหัวใจหนู” เมื่อญาณินท์ได้ยินก็หันขวับพร้อมดวงตาที่เบิกโพลง
“แต่ไม่เป็ไรค่ะ หนูให้อภัยเพราะพี่สวยน่ารักนิสัยดี” ญาณินท์อึ้งเมื่อรุ่นน้องพูดแบบนั้น เธอไม่รู้จะตอบโต้ออกไปยังไงจะดุก็ไม่ได้อีก ไม่พอกรินทร์ที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูยังยกมือขึ้นทำ High-Five กับรุ่นน้อง
“ไปเถอะพวกเราอย่าอยู่เป็ ก ข ค เลย”
“นี่ ไม่ใช่นะ” ญาณินท์เริ่มออกตัวปฏิเสธแต่ไม่ทันเพราะทุกคนเดินออกนอกห้องไปก่อน ส่วนกรินทร์ได้แต่แอบขำยกกำปั้นปิดปาก
“สึกหรอ นายมาทำอะไรที่นี่เนี่ย” หญิงสาวถามรุ่นน้อง
“มารับกลับบ้านครับ”
“ใครจะกลับกับนาย”
“อ้าว พี่ลูกตาลคนสวยไง”
“คิดไปเองหรือเปล่า” ญาณินท์หลับตาค้อนพร้อมยกสายสะพายกระเป๋าขึ้นไหล่จะเดินออกในขณะที่ชายหนุ่มส่ายหน้าแต่เธอไม่มอง พอมาถึงประตูก็ถูกร่างสูงยืนขวาง
“นี่หลีกทางสิ คนจะออก”
“อุ๊ย ขอโทษครับ ผมลืมตัว”
ครืน!!!
เสียงฟ้าคะนองด้านนอกดังก้องในตัวอาคารสะท้อนตามโถงทางเดินขณะที่ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าตามหญิงสาว
“รอหน่อยสิครับ”
“รออะไรล่ะ คนยิ่งรีบอยู่ ทำไมอยู่ๆ ฝนก็จะตกนะ”
“ผมว่าไม่น่าทันนะเสียงฝนดังมาแต่ไกลแล้ว”
“แย่จังลงไปเจอรถสองแถวก็คงจะดี ออ แล้วนายมาทำไมล่ะ จะหกโมงแล้วด้วย”
“ผมลืมของน่ะ เลยกลับมาเอา”
“สำคัญเหรอ”
“ครับ ต้องเอากลับไปทำที่บ้าน ดองไว้เดี๋ยวมันพอกหางผม”
“หืม นายเป็หมูเหรอ”
“ผมอ้วนเหรอ” ชายหนุ่มโพล่งถามขณะก้าวลงบันได พลันลมก็หอบเอากลิ่นไอความเย็นชื้นของฝนปะทะใบหน้าพร้อมกับฟ้าแลบแปลบทำให้ญาณินท์ชะงักนิ่งสองมือกำแน่นเกร็งไว้ระดับอกก่อนหันมองชายที่ยืนด้านข้าง พินิจั้แ่หัวจรดเท้าทั้งที่มือยังกำอยู่และกรินทร์เองก็สังเกตว่าเธอกำลังกลัว
“ไม่อ้วนนะ แต่ใกล้แล้วล่ะ”
“แหม จะดูผมถอดเสื้อไหมล่ะ” เขาถามหน้าตายแต่หญิงสาวกลอกตาเดินต่อก่อนที่ฟ้าจะแลบอีกครั้งตามด้วยเสียงกัมปนาทฟาดลงที่ไหนสักแห่ง คราวนี้ญาณินท์ก้มหัวห่อไหล่หลับตาปี๋กำมือแน่นแนบหูยืนตัวแข็งก่อนจะค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นแล้วรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกจ้องอยู่ หญิงสาวเห็นเท้าคู่นั้นของเขายืนหันหน้ามาทางเธอก่อนจะแหงนมอง
“นี่กลัวฟ้าขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใครจะไม่กลัวล่ะ” ญาณินท์ตอบเสียงแข็ง กรินทร์มองร่างเล็กตรงหน้าด้วยแววตาและรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ถ้ากลัวมาก จะะโกอดผมก็ได้นะ”
“โอ๊ย ไอ้บ้า ฉันไม่ได้กลัวขนาดนั้น แค่รู้สึกหวาดเสียว”
“พูดไม่เพราะ”
“จะทำไม” เธอกล่าวพลางหันขวับไม่หาเขา
“เปล่าครับผม แล้วตกลงพี่จะกลับเลยไหม”
“แบบนี้คงต้องรอให้ฝนหยุดล่ะ ไปไม่ได้หรอก ดูสีสิขาวโพลนจนมองไม่เห็นทางขนาดนั้น ไม่รู้จะหยุดตอนไหน” ญาณินท์หน้ามุ่ยดวงตาเลื่อนลอยมองสายฝน ถอนหายใจออกอาการเซ็งอย่างเห็นได้ชัด
“งั้น ไปกินข้าวที่เซนเตอร์ไหมผมหิว”
“จะเลี้ยงเหรอ”
“ยี่สิบ” ญาณินท์เอียงหน้ามองเขาด้วยหางตา นิ่งไปชั่วอึดใจ
“เอา ยี่สิบก็กินวะ” เธอพูดทำชายหนุ่มหัวเราะลั่นจนเสียงก้องใต้อาคาร ทว่าตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากเขาและเธอสองคน หญิงสาวอมยิ้มแบบขำตัวเองเหมือนกันที่พูดออกไปแบบนั้นก่อนถามขึ้น
“แล้วจะไปยังไง มันไม่ไกลแต่ก็ไม่ใกล้นะ ฝนตกหนักร่มก็ไม่มี” นั่นเป็คำถามที่กรินทร์ต้องหยุดคิด
“อืม นี่ช่วยถือหน่อยครับ” เขายื่นของในมือให้เธอ ญาณินท์รับไปโดยง่าย
ชายหนุ่มถอดเสื้อแจ็คเก็ตยีนฟอกสีดำตัวหนาออก ร่างสูง ผิวขาวอมแดง สวมเสื้อยืดคอวีแขนสั้นสีขาว เพราะเขาตัวสูงไหล่กว้าง แขนเสื้อจึงดูหด ชายเสื้อก็ลอย เวลาขยับทำให้เห็นมัดกล้ามที่แขนกับกล้ามเนื้อ่เอว