ฉากะเิอารมณ์ในห้องซักผ้า
เมื่อกำแพงน้ำแข็งพังทลาย ภาคินลากข้อมือพิมพ์นลินเข้ามาในห้องซักล้างด้านหลังซึ่งเป็ห้องแคบ ๆ ที่มีเครื่องซักผ้า กองผ้าอ้อมสุนัข และอ่างซักล้างขนาดใหญ่
ภาคินปิดประตูดัง ปัง! ก่อนจะปล่อยมือพิมพ์นลินและถอดเชิ้ตตัวนอกที่เปื้อนโคลนออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวเผยให้เห็นหุ่นล่ำสันและแผ่นหลังที่ตึงเครียดเพราะอารมณ์โกรธปนหึง
พิมพ์นลิน กอดอก ทำใจดีสู้เสือย่นจมูกใส่
พิมพ์นลิน: "ลากมาซะแรงข้อมือนลินเขียวหมดแล้วนะคะ เสื้อเลอะแค่นี้ ทำเป็เื่ใหญ่โตไปได้
ภาคิน หันขวับมาจ้องหน้าพิมพ์นลินตาเขม็งน้ำเสียงทุ้มต่ำและสั่นพร่าด้วยความโมโห
ภาคิน: "เื่ใหญ่โตงั้นเหรอ? นลิน... พี่ถามจริง ๆ เถอะสนุกมากใช่ไหมที่ได้ปั่นหัวพี่แกล้งพี่สารพัดแบบนี้?”
พิมนลิน: “พี่หมอกรเขาดีกับนลินไม่เหมือนพี่คินที่คอยแต่จะดุด่า คอยบอกว่านลินไร้สาระ เป็ตัวภาระ เป็เด็กเกะกะ!
ภาคินก้าวสามขุมเข้าไปประชิดตัวพิมพ์นลินจนแผ่นหลังของพิมพ์นลินติดกับกำแพง ภาคินใช้แขนทั้งสองข้างดันกำแพงไว้กักตัวยัยตัวแสบไว้ในอ้อมแขน
ภาคิน: "เออ!พี่มันใจร้าย พี่มันไม่ดีเหมือนหมอหมาของเธอใช่ไหม! แล้วไอ้ที่เธอบอกว่าจะไปช่วยหมอนั่นในโกดังมืดๆ สองคน... เธอเป็ผู้หญิงนะนลิน! ทำไมไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวบ้าง!อยากอยู่ใกล้ชิดมันขนาดนั้นเลยหรือไง?!
พิมพ์นลิน น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความน้อยใจที่เขาเอาแต่ด่าเธอแถมยังคิดไปในทางเสียหาย
พิมพ์นลิน: "ชะ...ใช่! พี่หมอกรเขาอบอุ่น คุยด้วยแล้วสบายใจ ไม่เคยใจร้ายใส่นลิน!แล้วพี่คินจะมาเดือดร้อนอะไรด้วยล่ะคะ? พี่คินรักพี่พายไม่ใช่เหรอ!พี่พายก็อยู่ตรงนั้น ทำไมพี่คินไม่ไปสนใจพี่พายล่ะ จะมาสนใจยัยตัวภาระแบบ นลินทำไม!นลินจะรักจะชอบใคร จะไปอยู่กับใครในโกดัง มันก็เื่ของนลิน!"
คำพูดประชดประชันของพิมพ์นลินเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ โทสะและความหึงหวงที่ภาคินเก็บกดมานาน
ภาคินจึงก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกันแววตาของเขาเปลี่ยนจากก้าวร้าวดุดัน เป็แววตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและเว้าวอนอย่างที่พิมพ์นลินไม่เคยเห็นมาก่อน
ภาคินะเิอารมณ์เสียงดังลั่นห้อง
ภาคิน: "ก็เพราะมันเป็เื่ของเธอไงล่ะนลิน!พี่ถึงได้เป็บ้าอยู่แบบนี้! เธอคิดว่าพี่อยากเดือดร้อนนักเหรอ? คิดว่าพี่อยากนอนไม่หลับทั้งคืนเพราะภาพเธอส่งยิ้มให้ผู้ชายคนอื่นงั้นเหรอ!ที่พี่ต้องคอยขัดขวาง คอยดึงเธอออกมา คอยทำตัวใจร้ายใส่... ก็เพราะพี่ทนไม่ได้!ทนไม่ได้ที่จะเห็นเธอมองคนอื่น เห็นเธอไปทำตัวน่ารักใส่คนอื่น...เพราะในสายตาของเธอ มันควรจะมีแค่...!!"
ภาคินหยุดชะงักคำพูดไปกลางคันราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจะหลุดคำว่า "มีแค่พี่คนเดียว" ออกมา
ลมหายใจของภาคินหอบถี่อกสะท้อนขึ้นลง สายตาของเขาเลื่อนลงมามองที่ริมฝีปากบางของพิมพ์นลินที่กำลังเผยอค้างด้วยความตกตะลึง
บรรยากาศในห้องซักผ้าแคบๆ เงียบกริบจนได้ยินเสียงหัวใจของทั้งสองคนเต้นรัวเป็กลองรบ ภาคินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ความใกล้ชิดในระยะประชิดทำให้เขาแทบคลั่ง กำแพงน้ำแข็งในใจพังทลายลงจนหมดสิ้นเหลือเพียงทนายนิ่งขรึมที่กำลังจนมุมต่อความรู้สึกของตัวเอง
พิมพ์นลินกระซิบถามเสียงแ่เบิกตากว้าง
พิมพ์นลิน: "มีแค่...อะไรคะพี่คิน?"
ภาคินได้สติรีบเบือนหน้าหนี หูและคอแดงเถือกไปหมด ภาคินผละตัวออกมาทุบกำแพงข้างประตูเบาๆ หนึ่งทีเพื่อเรียกสติ ก่อนจะพูดเสียงอู้อี้ในคอ
ภาคิน: "...มีแค่เห็นกับหน้าตาวงศ์ตระกูลบ้างไง! ซักเสื้อให้พี่ด้วย ซักเสร็จแล้วห้ามไปโกดังไหนทั้งนั้นกลับห้องไปเลย!"
พูดจบคุณพี่ใจร้าย(ที่เพิ่งใจแตก) ก็รีบผลักประตูห้องซักผ้า สืบเท้าเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พิมพ์นลินยืนเอามือจับหัวใจตัวเองที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา
พิมพ์นลินอมยิ้มแก้มปริ น้ำตาที่คลอเอ่อเมื่อครู่ เลือนหายไป เพราะความฉลาดของเธอทำให้เธอรู้แล้วว่า...ที่พี่คินทำเป็ใจร้ายใส่มาตลอด แท้จริงแล้วมันคืออาการของ"คนคลั่งรักที่ปากแข็งที่สุดในโลก" นั่นเอง!
++++++++++
อาการคนปากแข็ง...แต่จมูกทำงานหนักมาก
หลังจากภาคินเดินหนีออกจากห้องซักผ้าแบบสะบักสะบอมทางอารมณ์พิมพ์นลินก็ยอมซักเสื้อเชิ้ตตัวนั้นให้แต่โดยดี พร้อมแอบใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นแป้งเด็กซากุระที่เธอชอบใช้เป็ประจำลงไปแบบจัดเต็ม
พอตกเย็นพิมพ์นลินตากเสื้อจนแห้งสนิท รีดให้เสร็จสรรพ แล้วเอามาแขวนไว้ที่เก้าอี้ทำงานของภาคินในเต็นท์พร้อมแปะโน้ตสั้นๆ ว่า
“ซักให้แล้วนะคะ หอมชื่นใจ ห้ามบ่นอีก!”
คืนนั้นภาคินกลับมาถึงห้องของเขา ซึ่งเป็บ้านพักของชาวบ้านที่จัดเตรียมไว้ให้กับทีมงานพักชั่วคราว
หลังจากอาบน้ำเสร็จเขานั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนอันเงียบสงบสายตาเ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นเสื้อเชิ้ตขาวที่นลินซักให้ซึ่งเขาแขวนไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า ภาคินมองซ้ายมองขวาในห้องนอนตัวเอง ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแอบดูทั้งที่อยู่คนเดียว เขาค่อย ๆ ลุกจากเตียงเดินตรงไปที่เสื้อเชิ้ตตัวนั้น
ภาคินเอื้อมมือไปจับเนื้อผ้าเบาๆ พบว่ามันถูกรีบมาอย่างเรียบร้อย แม้จะไม่ได้เนี้ยบกริบระดับส่งร้านซักแห้งมีรอยยับเล็ก ๆ ตามประสาคนรีบรีดแต่อารมณ์บูดบึ้งของเขาตลอดทั้งวันกลับมลายหายไปสิ้น ภาคินเหยียดยิ้มละมุนที่มุมปากจนกว้างแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วก้มหน้าลงไปใกล้ ๆ แขนเสื้อ จากนั้น... เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆแอบดมกลิ่นเสื้อตัวนั้นอย่างตั้งใจ!
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นดอกไม้จางๆ ซึ่งเป็กลิ่นเฉพาะตัวของพิมพ์นลินลอยเข้ากระทบจมูก ภาคินถึงกับหลับตาพริ้มสูดดมเข้าไปอีกหนึ่งฟอดใหญ่ตรงบริเวณปกคอเสื้อ อาการหัวใจเต้นรัวแบบในห้องซักผ้ากลับมาอีกครั้ง ภาคินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับตอนกลางวัน
"ยัยตัวแสบ...ใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มไปกี่ขวดเนี่ย หอมจนเวียนหัวไปหมดแล้ว..."