
“ข้าให้เวลาพวกท่านไสหัวออกไปจากบ้านข้า หากไม่ยอมจบสิ้นเื่นี้ดีๆ ก็อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่หน้าแก่หน้าอ่อนนะเ้าคะ” เมิ่งหว่านปลดสายสะพายส่งตะกร้าให้เมิ่งเฉินเฮ่อที่รับมาอย่างงงๆ
เมิ่งเฉินอวี่เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปในห้อง หยิบเอาผ้ามาห่มร่างของมารดาที่กำลังหนาวสั่น เอ่ยปลอบใจสีหน้าเคร่งเครียด
เด็กหนุ่มทั้งสองไม่รู้เื่ราวใดๆ ได้แต่พากันสับสนงุนงง แต่เหนืออื่นใดก็ต้องปกป้องมารดาเอาไว้ให้ได้ ไหนจะน้องสาวที่เหมือนตกเป็เป้าของคนบ้านลู่อีก
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“นางเด็กเหลือขอ ตัวสกปรกเหม็นเน่าเช่นพวกเ้ากล้ามาขึ้นเสียงใส่ข้างั้นรึ!”
เฉียวชุนฮวาไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ยืดแผ่นหลังเชิดหน้าตั้ง
“คิดว่าอาศัยแค่ปากเหม็นๆ เท่านี้ข้าจะกลัวงั้นสิ หากเ้ากล้านัก ก็ทำให้ข้าเห็นสิว่าเ้าทำอันใดข้าได้บ้าง!” เฉียวชุนฮวาท้าทาย
วันนี้นางจะต้องประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้กันโดยทั่ว ว่าบ้านนางไม่ใช่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ!
หากว่าเป็เมื่อก่อน ในคราที่เมิ่งฟู่อันและเมิ่งเฉินซงยังมีชีวิตอยู่ คนในหมู่บ้านไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะกล้ารังแกคนบ้านเมิ่งแม้แต่ปลายเส้นผม
แต่ตอนนี้บ้านเมิ่งก็มีแค่หญิงหม้ายร่างกายอ่อนแอที่ป่วยเจียนตาย กับเด็กๆ ผอมแห้งแรงน้อย จึงง่ายมากที่ลูกพลับเนื้อนิ่ม [1] เช่นพวกเขาจะถูกรังแก ไม่ต่างอันใดจากการบี้มดขยี้แมลงตัวหนึ่ง
“เมิ่งหว่าน เ้ารังแกลูกเมียข้าเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าจิตใจอันสกปรกของเ้าต้องได้รับการสั่งสอน”
ลู่เฟิงเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเมิ่งหว่าน สายตากึ่งหยันเหยียดกึ่งข่มขู่ กลิ่นอายรอบกายของคนที่มือเปื้อนเืมานักต่อนักทำให้ผู้คนที่มุงดูพากันหวาดเกรง ต่างคนต่างสูดลมหายใจลึก หดคอตัวสั่นกันไปหมด
หากทว่าเมิ่งเฉินเฮ่อเองก็รวดเร็วไม่ต่างกัน ก้าวเท้ามาขวางหน้าของลู่เฟิงเอาไว้ ใช้ร่างกายตนปกป้องน้องสาวอย่างสุดความสามารถ
แม้ในใจจะหวาดเกรงสายตาและกลิ่นอายดุดันที่แผ่ออกมา แต่เขาก็ไม่ยินยอมที่จะถอยหลังแม้เพียงก้าวเดียว
ชาวบ้านเริ่มพากันมารวมตัวบริเวณบ้านเมิ่งอย่างเนืองแน่น
“เมล็ดแตงบ้านข้าเพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆ สองกำหนึ่งอีแปะ!”
หลายคนแทบจะหยิบเมล็ดแตงขึ้นมาแทะกิน บางคนหัวดีถือโอกาสขายเมล็ดแตงเสียเลย!
“ถุย! ขายแพงเกินไปแล้ว บ้านข้าก็มี! สามกำหนึ่งอีแปะไหมล่ะ?” ยายเฒ่าผู้หนึ่งเอ่ยถาม มองเมล็ดแตงแล้วเลียปาก เื่ชาวบ้านก็ใส่ใจ จะให้เดินกลับบ้านไปตอนนี้ก็กลัวจะพลาดเื่เด็ด!
“สี่กำสองอีแปะ ข้าลดให้!” ยายเฒ่าอีกคนยิ้มหวานใส่
“ใจดีจริง งั้นเอาสองกำ!” ยายเฒ่าคนขายหัวเราะในใจ
เมิ่งหว่าน “…”
“เหม่ยเหนียง!”
เสียงก้องกังวานเต็มไปด้วยความกังวลดังก้องมาจากด้านหลัง
มือหยาบกระด้างแหวกผู้คนเข้ามาอย่างรีบร้อน ร่างสูงใหญ่แต่กำยำน้อยกว่าลู่เฟิงจึงปรากฏขึ้น...
ใบหน้าของคนผู้นี้ดุดันแข็งกร้าว คิ้วหนาดกดำ รูปร่างกำยำผิวสีเข้ม ยิ่งเมื่อมีท่าทีโกรธเกรี้ยวก็ยิ่งดูไม่น่ามองเข้าไปกันใหญ่
ชายผู้นี้มีนามว่าเฉิงเจี๋ยน เป็พี่ชายคนโตของเฉิงเหม่ยเหนียง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกู่ไหวซู่เช่นเดียวกัน แต่ห่างจากบ้านเมิ่งไปค่อนข้างมาก ด้านหลังยังมียายเฉิงผู้เป็มารดาชราที่ถูกหลานชายคนโตเฉิงอี้ประคองเข้ามา
เมื่อเห็นบุตรสาวที่พร้อมจะเป็ลมไปได้ทุกเมื่อ ยายเฉิงก็แทบจะเป็ลมตาม
“ลุงใหญ่ รบกวนท่านพาท่านแม่เข้าไปนอนพักในห้องด้วยเถิด เสี่ยวหนวน เ้าไปต้มน้ำอุ่นมาให้ท่านแม่ดื่ม”
เฉิงเจี๋ยนหันมามองหลานสาวผู้แสนขี้ขลาด ที่ไม่ชอบพูดจากับผู้ใดมากนักแม้กระทั่งคนในครอบครัว
เขาพยักหน้าเดินไปอุ้มร่างน้องสาว พานางกลับเข้าห้องอย่างเร่งด่วน
เมิ่งเฉินหนวนวิ่งไปต้มน้ำอุ่นในครัวโดยมีเมิ่งเฉินอวี่เข้าไปช่วย ถือโอกาสต้มโอสถให้มารดาในคราเดียว
“เ้าอย่าคิดว่าวันนี้จะไปไหนพ้น หากเหม่ยเหนียงเป็อะไรไป ข้าจะเอาเืหัวเ้ามาล้างเท้า!” ยายเฉิงกราดเกรี้ยวใส่เฉียวชุนฮวาไม่น้อย ทำท่าทางจะเข้าไปตะกุยหน้านางหญิงใจมารผู้นี้ ยังดีที่เฉิงอี้ห้ามไว้ได้ทัน
และแม้ถ้อยคำของยายเฉิงจะดูรุนแรง หากแต่เรี่ยวแรงที่มีก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้ดูมีพลังแต่อย่างใด
“ถุย! นางแก่!! ข้าไม่ได้ทำร้ายหรือแตะต้องลูกสาวเ้าสักนิดเดียว มีแต่หลานสาวของเ้านั่นแหละที่ทำร้ายพวกเราสองแม่ลูกก่อน หน็อย! วันนี้พากันยกโขยงมาเกือบทั้งบ้าน ไม่ใช่ว่าคิดจะใช้คนมากรังแกคนน้อยหรอกรึ!”
เฉียวชุนฮวาเดิมทีก็ไม่เคยหวาดกลัวใครอยู่แล้ว นางโก่งคอตะเบ็งเสียงสู้หญิงชรา เพราะรู้ดีว่ายังมีสามีและบุตรชายคนโตหนุนหลัง เหตุนี้ต่างฝ่ายต่างก็พากันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่มีใครยอมใคร
“ท่านยาย ท่านเข้าไปดูท่านแม่เถิดเ้าค่ะ ในเมื่อเื่นี้เกิดขึ้นเพราะข้า ข้าจะจัดการเอง”
“หว่านเอ๋อร์...เ้า...” หญิงชราอาศัยสายตาพร่ามัวหันมามองหลานสาวตัวน้อย
โถ่เอ๊ยเด็กน้อย...ตัวเล็กหน้าตาน่าเอ็นดูเพียงนี้ นางล่ะกลัวว่าจะโดนนางหญิงใจหยาบแซ่เฉียวเคี้ยวแหลกจนไม่เหลือแม้กระทั่งกระดูก!
หากให้ย้อนไปเมื่อครายายเฉิงยังสาว ร่างกายยังมีเรี่ยวแรง นางก็พร้อมสู้ตายกับเฉียวชุนฮวาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ตอนนี้สายตาของนางพร่ามัว เจ็บเอวปวดหลังไปหมดเพราะทำงานหนักมาทั้งชีวิต ลำพังแค่ทะเลาะกับลูกสะใภ้ทุกวันก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว
ฉะนั้นจึงยอมพยักหน้ารับคำแล้วเอ่ยบอกบุตรชายเสียงเข้ม
“เ้าใหญ่ เ้าอยู่ปกป้องหลานให้ดี!”
เฉิงเจี๋ยนเดินออกมาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง หญิงชราชี้นิ้วไปยังเฉียวชุนฮวาอย่างไม่มีทางลดราวาศอก
“หากนางตัวดีกล้าทำร้ายหลานสาวข้าแม้แต่ปลายเส้นผม เ้าก็ต่อยนางให้ฟันร่วงเหมือนไอ้ลูกเต่า [2] นี่เสีย!”
ก่อนจะเข้าบ้านไปยังถ่มน้ำลายลงพื้นไปอีกครา...
เมิ่งหว่านคนเก่าล้วนไม่เคยเห็นภาพลักษณ์อันดุดันเช่นนี้ของยายเฒ่าบ้านเฉิงมาก่อน วันนี้ได้เห็นแล้วนับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ
บังเกิดความสงสัยเล็กๆ ในใจ ว่านิสัยอ่อนแอไร้ปากไร้เสียงของเฉิงเหม่ยเหนียงที่มีอยู่นี้ คาดว่าอาจจะมาจากบิดาของนางที่เสียชีวิตไปแล้วหรือไม่...
“เ้าคนแซ่เฉิง เ้าคิดจะมีเื่กับข้างั้นรึ?”
ลู่เฟิงประจันหน้ากับเฉิงเจี๋ยนที่กำลังตีหน้าขรึม ขณะเดียวกันก็พยายามข่มโทสะเอาไว้
“แล้วเ้ามีปัญหารึไอ้เ้าคนแซ่ลู่ ลูกเ้ามันตัวอันใดกัน เลี้ยงออกมาให้รังแกเด็กคนอื่นไปทั่ว พอหลานสาวข้าตอบโต้กลับทำเป็รับไม่ได้ เ้าควรตัดกระโปรงให้ลูกเ้าสวมดีไหมเล่า แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังสู้ไม่ได้ ทำได้แค่วิ่งโร่ไปฟ้องพ่อร่ำไห้หาแม่ อ่อนแอปวกเปียกเสียจริง!”
เมิ่งหว่านเห็นลุงใหญ่ของนางกำปั้นสั่น คาดว่าหากไม่เข้าไปห้าม เกรงว่าเื่ราวจะบานปลายมากกว่านี้แน่
“ลุงใหญ่ ใจเย็นๆ เ้าค่ะ”
ไม่ใช่เพราะเมิ่งหว่านเป็ห่วงคนบ้านลู่ แต่นางกังวลว่าเฉิงเจี๋ยนจะสู้ลู่เฟิงไม่ได้ต่างหาก
จะอย่างไรลู่เฟิงก็เป็ถึงนายพรานใหญ่ที่มีพละกำลังเหลือล้น ไม่เช่นนั้นพวกสัตว์ป่าน้อยใหญ่จะตายด้วยมือเขามานักต่อนักได้เช่นไร หากลงไม้ลงมือทะเลาะกันขึ้นมาจริงๆ เฉิงเจี๋ยนย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่
ในทางกลับกัน...เมิ่งหว่านเป็แค่เด็กสาววัยสิบสองปี ตัวเล็ก บอบบาง หากลู่เฟิงกล้าลงมือทำร้ายนางขึ้นมาจริงๆ นางก็อยากจะรู้ว่าเขาจะเอาหน้าหนาๆ นี้ไปเจอหน้าผู้คนอีกหรือไม่!
“ท่านลุงลู่ ท่านป้าเฉียว พวกท่านพากันมาบุกเข้ามาที่บ้านข้า้าสิ่งใดกันแน่”
เมิ่งหว่านยืนข้างกายเฉิงเจี๋ยน อีกด้านมีเมิ่งเฉินเฮ่อยืนประกบ ตีสีหน้าตึงไม่ต่างจากลุงใหญ่ของตน
“้าสิ่งใด? เด็กบ้านเมิ่ง ข้าควรจะถามเ้ามากกว่าว่าทำร้ายลูกเมียข้าเช่นนี้ เ้า้าสิ่งใดกันแน่ ตัวน้อยๆ เช่นเ้ากลับกล้าลงมือทำร้ายลูกชายคนเล็กของข้าจนเืท่วมกาย ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าบ้านเมิ่งสั่งสอนเ้าเช่นไร จึงได้กลายมาเป็นางเด็กร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้!”
ลู่เฟิงได้ทีก็ตวาดออกมาลั่นให้ชาวบ้านได้รู้กันทั่ว เน้นย้ำคำที่ว่าเืท่วมกายให้หนักแน่น
ชาวบ้านหลายคนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ฟังหูไว้หูก็ยังรู้สึกใ พากันหันขวับมามองเมิ่งหว่านเป็สายตาเดียวกัน
รูปร่างบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลมเช่นนี้น่ะหรือจะทำร้ายผู้อื่นจนเืท่วมกายได้?
แล้วหันไปมองเ้าอ้วนลู่เอ้อร์ผิง นั่นก็ตัวใหญ่ยิ่งกว่าโอ่งั์ กลับไร้เรี่ยวแรงสู้เด็กสาวตัวเล็กๆ ...
จุ๊ๆ เสียชาติเกิดจริงๆ!
“ท่านลุงลู่ ข้าขอถามสักหน่อยว่าข้าทำสิ่งใดไปบ้าง ท่านมีพยานและหลักฐานหรือไม่ การใส่ความผู้อื่นเช่นนี้หาใช่สิ่งที่คนดีๆ เขากระทำกันนะเ้าคะ” เมิ่งหว่านยิ้ม คำพูดเชือดเฉือน
“หึ! นางเด็กแซ่เมิ่ง เ้าขว้างกระดูกไก่ใส่ปากลูกชายข้าจนฟันหักเืท่วมปากอย่างโเี้ แล้วยังเอารังมดบนต้นไม้โยนใส่เมียข้า! เช่นนี้ยังต้องหาหลักฐานพยานอันใดอีก!”
เฉียวชุนฮวาและลู่เอ้อร์ผิงกอดกันพร้อมแสร้งร่ำไห้ราวกับตัวเองเป็ฝ่ายถูกกระทำ
ในขณะเดียวกัน ลานบ้านเมิ่งก็มีผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญอีกราย...
“เกิดอะไรขึ้น หยุดเดี๋ยวนี้!”
เจียงวั่งไฉเป็ผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้ เมื่อได้รู้ข่าวจึงรีบวิ่งมาห้ามปรามไม่ให้สองบ้านทะเลาะกันใหญ่โต ระหว่างทางมีคนมากระซิบเล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟังแล้ว ในใจย่อมมีความไม่พอใจหลายส่วนในนั้น
เด็กแซ่ลู่ก็แค่้าโยนกระดูกให้หมากิน เด็กสาวบ้านเมิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเด็กแซ่ลู่จะรังแกตนเองจึงไม่พอใจ หยิบเอากระดูกบนพื้นขว้างใส่ปากคู่กรณีเพื่อบันดาลโทสะอย่างรุนแรง จนทำให้เด็กแซ่ลู่ฟันหักเืเต็มปาก
สุดท้ายเมื่อเฉียวชุนฮวาออกหน้าปกป้องบุตรชาย เด็กสาวแซ่เมิ่งยังทิ้งรังมดใส่ผู้อื่นอย่างใจร้ายใจดำ...
เด็กเช่นนี้หากไม่กำราบให้เข็ดหลาบเสียบ้าง โตไปจะต้องร้ายกาจกว่านี้แน่!
หึ! นางเด็กพ่อไม่สั่งสอน!
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านมาก็ดีแล้ว ท่านช่วยคืนความยุติธรรมให้บ้านลู่ของข้าด้วยเถิด!”
เฉียวชุนฮวาเมื่อเห็นเจียงวั่งไฉเข้ามา นางก็รู้สึกมีความหวังล้นอก
เพราะคนที่เฉียวชุนฮวาให้ไปตามเจียงวั่งไฉเป็คนที่นางว่าจ้างมาเอง ฉะนั้นเวลาเล่าความออกไปย่อมต้องเข้าข้างให้ฝ่ายบ้านลู่โดนกระทำ ส่วนนางเด็กบ้านเมิ่งก็กลายเป็เด็กจิตใจร้ายกาจรังแกผู้บริสุทธิ์!
เฉียวชุนฮวาแค่นหัวเราะในใจ
วันนี้นางจะต้องทำให้คนบ้านเมิ่งหัวเราะไม่ออก ต้องร้องไห้คุกเข่าอ้อนวอนแทบเท้านางสองแม่ลูกให้ได้!
คอยดูเสียเถอะ!!
“ข้าเป็ผู้ใหญ่บ้าน ย่อมตัดสินความอย่างยุติธรรมให้ลูกบ้านอย่างแน่นอน”
เจียงวั่งไฉรับปากเป็มั่นเป็เหมาะ หากแต่ในใจกลับเอนเอียงไปบ้านลู่มากกว่า
เดิมทีแล้วหากให้เล่าย้อนกลับไป ก็คงจะบอกเพียงว่าเจียงวั่งไฉหมายปองเฉิงเหม่ยเหนียงมานาน ถึงขั้นเคยส่งแม่สื่อไปทาบทามสู่ขอถึงสองครั้งสองครา หากแต่โดนปฏิเสธจนให้ได้รับความอับอายกลับมา
เหตุนี้เขาจึงเฝ้ารอว่าสุดท้ายนางจะเลือกบุรุษคนไหนมาเป็สามี
ทว่าเฉิงเหม่ยเหนียงกลับทำให้เขาผิดหวังยิ่งนักที่เลือกเมิ่งฟู่อัน บุรุษซื่อๆ ผู้หนึ่งที่ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น นอกไปเสียจากมีพละกำลังล้นเหลือประหนึ่งวัวตัวโตถึกทน
ฉะนั้นเมื่อบ้านเมิ่งแยกบ้านกัน เขาจึงไม่ช่วยเหลือเฉิงเหม่ยเหนียงเรียกร้องสิ่งใด
ในใจย่อมรู้สึกสะใจที่เฉิงเหม่ยเหนียงก็มีวันนี้ หากว่านางยอมรับปากแต่งเป็ภรรยาของเขาั้แ่แรก ป่านนี้ก็ไม่ต้องตกระกำลำบาก ได้มีชีวิตเป็ภรรยาผู้ใหญ่บ้านที่มีคนประจบเอาใจ
เด็กบ้านเมิ่งที่ถือกำเนิดจากเฉิงเหม่ยเหนียงก็จะกลายมาเป็บุตรของเขา ชีวิตทุกวันย่อมได้กินอิ่มนอนอุ่น อยากเรียนก็ได้เรียน อยากได้สิ่งใดเขาก็พร้อมมอบให้
แต่ตอนนี้เืของเมิ่งฟู่อันไหลเวียนในร่างกายเด็กพวกนี้ ย่อมเป็ธรรมดาที่เจียงวั่งไฉจะเกลียดชังสายเืของเมิ่งฟู่อัน!
“ข้าย่อมเชื่อว่าท่านลุงผู้ใหญ่บ้านเป็คนยุติธรรมเ้าค่ะ”
เมิ่งหว่านไม่คิดว่าคนเช่นผู้ใหญ่บ้านเจียงจะทำสิ่งนั้นให้นางได้
“ในเมื่อท่านลุงผู้ใหญ่บ้านออกหน้าตัดสินความอย่างยุติธรรม เช่นนั้นข้าก็ขอพบพยานและหลักฐานที่ท่านป้ากับท่านลุงบ้านลู่มี นำออกมาแสดงให้ทุกคนในที่นี้ได้เห็นกันชัดๆ ไปเลยว่าข้าร้ายกาจเช่นใด”
เมิ่งเฉินเฮ่อยืนงุนงงในคำพูดของน้องสาวเล็กน้อย
แม้ฟังจากคนบ้านลู่เล่ามาก่อนหน้านี้ ฝ่ายน้องสาวของเขาเหมือนจะกระทำผิด แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงไม่ปักใจเชื่อ เพราะนิสัยของลู่เอ้อร์ผิงและเฉียวชุนฮวาร้ายกาจเช่นใด ใช่ว่าชาวบ้านจะไม่รู้
“พี่สาว พี่เล่าให้ทุกคนฟังเร็วเข้าว่าเด็กบ้านลู่ทำร้ายข้าและลูกเช่นไรบ้าง”
ไช่อู่เฉ่าที่ได้ถูกว่าจ้างให้มาเป็พยานเท็จในครั้งนี้ นางนับว่าเป็ญาติห่างๆ ของภรรยาผู้ใหญ่บ้าน เดิมทีมาเยี่ยมเยียนน้องสาวที่เพิ่งคลอดลูก อีกนัยก็ยังถือโอกาสมาหยิบยืมเงินจากน้องสาว เพียงแต่ระหว่างทางกลับบ้านได้ยินเื่ตลกของบ้านลู่เข้าให้...
นางเองก็พอจะรู้ว่าเฉียวชุนฮวามีนิสัยเช่นไรเพราะเคยได้ยินชาวบ้านพูดคุยกัน เช่นนั้นจึงเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมา จึงได้ไปบ้านลู่แล้วเสนอตัวว่าจะช่วยเป็พยานเท็จให้เฉียวชุนฮวา แลกกับการที่เฉียวชุนฮวายอมให้เงินนางสองตำลึง...
ในตอนนี้เมื่อไช่อู่เฉ่ารับเงินมาแล้ว ย่อมต้องทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ อาศัยว่าตนเป็ญาติห่างๆ ของภรรยาเจียงวั่งไฉ และนับเป็คนต่างหมู่บ้าน มองเผินๆ แล้วไช่อู่เฉ่านับได้ว่าเป็พยานที่ดีที่สุด เพราะนางไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับบ้านเมิ่งและบ้านลู่...
ก็แค่คนจิตใจดีที่ทนเห็นความอยุติธรรมตรงหน้าไม่ได้เท่านั้น!
“ทุกคำพูดที่ข้าเล่ามาล้วนเป็ความสัตย์จริง ข้าทนเห็นเด็กบ้านลู่ถูกรังแกต่อไปไม่ไหว วันนี้จึงได้ออกหน้าเล่าความจริงทุกอย่างออกมาเ้าค่ะ!”
ไช่อู่เฉ่าเล่าทุกอย่างไม่ตกหล่นเหมือนกับที่เล่าให้เจียงวั่งไฉฟังทุกคำ
สิ้นเสียงเล่านั้นชาวบ้านไม่น้อยจึงพากันพูดคุยเสียงเซ็งแซ่ ชี้นิ้วพ่นคำตำหนิใส่เมิ่งหว่านยกใหญ่
แม้จะมีหลายคนที่รู้ว่าคำพูดนี้ไม่ตรงตามที่ตาพวกเขาเห็น แต่กระนั้นก็ไม่อยากยื่นมือเข้ามาวุ่นวาย กลัวว่าบ้านตนจะได้รับความเดือดร้อนไปด้วย จึงได้พากันรอดูสถานการณ์กันไปก่อน
อย่างไรฝ่ายที่มาเป็พยานก็เป็ถึงญาติของภรรยาผู้ใหญ่บ้าน นี่ใช่คนที่พวกเขาจะต่อกรได้ง่ายดายเสียที่ใดกัน?
“ท่านป้า ท่านบอกว่าเห็นข้าลงมือทำร้ายลู่เอ้อร์ผิงด้วยตาตนเอง เช่นนั้นท่านบอกได้หรือไม่ว่าตอนนั้นท่านยืนอยู่ตรงจุดใด เหตุใดตอนนั้นข้าจึงไม่เห็นผู้ใดเลยแม้แค่คนเดียว?”
“ข้าน่ะหรือ...ข้าอยู่ใต้ต้นซื่อจื่อ [3] น่ะสิ”
ไช่อู่เฉ่าตอบอย่างคล่องแคล่วเพราะเตรียมคำตอบเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“นั่นก็แปลกไปเสียหน่อยนะเ้าคะ ท่านป้ายืนอยู่ใต้ต้นซื่อจื่อ ห่างจากบ้านลู่ไปเพียงแค่สามหลังคาเรือน แต่ก่อนหน้านี้ท่านป้าบอกว่าทนเห็นลู่เอ้อร์ผิงถูกรังแกไม่ได้ วันนี้จึงออกตัวมาผดุงความยุติธรรม
ท่านเป็คนรักความยุติธรรมถึงเพียงนี้แท้ๆ แล้วเหตุใดถึงยังยืนมองอยู่เฉยๆ ไม่ยื่นมือช่วยเหลือเล่าเ้าคะ?”
ครานี้...ชาวบ้านย้ายสายตาจากเมิ่งหว่านมายังไช่อู่เฉ่าอย่างคาดคั้นคำตอบ
ในใจบางคนย่อมรู้ดีว่าไช่อู่เฉ่าโกหกพกลมกล่าวคำเท็จออกมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่หลายคนไม่รู้เื่ราวย่อมฟังด้วยหู ตัดสินจากคำพูดของทุกคนที่ต่างฝ่ายต่างก็พูดออกมา
เมื่อคิดตามคำพูดอันแสนรักความยุติธรรมของไช่อู่เฉ่าก่อนหน้า มันก็น่าแปลกไปหน่อยหรือไม่ที่หลังจากลู่เอ้อร์ผิงโดนรังแก นางจะยังยืนมองอยู่เฉยๆ ทั้งหลังจากนั้นเด็กบ้านลู่ก็ยังโยนรังมดใส่เฉียวชุนฮวาไปอีกคน
นี่ต่อให้เป็คนแปลกหน้าก็ต้องเข้าไปห้ามปราม หรือเข้าไปถามเื่ราวที่เกิดขึ้นสักหน่อยไม่ใช่หรือไร?
ปากบอกว่าทนเห็นคนถูกรังแกไม่ได้ แล้วเหตุใดจึงยืนเฉยไม่ยื่นมือเข้าช่วยในตอนนั้น??
“เื่นั้น...เื่นั้นเป็เพราะข้าใเกินไป!”
ไช่อู่เฉ่าสบตาเฉียวชุนฮวาครู่หนึ่ง นางเชิดหน้าฮึดสู้
นางไม่เชื่อหรอกว่าจะพ่ายแพ้ให้แก่เด็กน้อยไม่ประสีประสาผู้หนึ่ง!
“เด็กสาวบ้านเมิ่ง เ้าถามเช่นนี้้าสิ่งใดกันแน่ ข้ามาจากหมู่บ้านซิ่งฝู ไม่ได้รู้จักพวกเ้าทั้งสองฝ่ายเป็การส่วนตัวเสียหน่อย!
ถึงแม้ข้าจะเป็คนต่างหมู่บ้าน แต่ข้าก็เป็ญาติของภรรยาผู้ใหญ่บ้านของเ้าเช่นกันนะ ข้าจะโกหกเพื่อสิ่งใดกันล่ะ เ้าคิดว่าข้าจงใจใส่ร้ายเ้างั้นรึ คำพูดของข้ามีความน่าเชื่อถือไม่ต่างอันใดจากคำของผู้ใหญ่บ้านเ้าหรอกนะ!”
ใบหน้าของเจียงวั่งไฉบึ้งตึงประหนึ่งเคี้ยวหวงเหลียนแสนขม
คำพูดคำจาของไช่อู่เฉ่านี่มันหมายความว่าเช่นไร นี่กำลังอาศัยอำนาจผู้ใหญ่บ้านของเขาอยู่รึไง?
แล้วอีกอย่างหนึ่ง ไช่อู่เฉ่าก็เป็แค่ญาติห่างๆของภรรยาเขา หาใช่ญาติใกล้ชิดหรือพี่น้องอันเกิดจากบิดามารดาเดียวกันเสียหน่อย ทำไมพูดจาออกไปแล้วจึงเหมือนกับว่าสนิทสนมกับบ้านของเขาเพียงนั้นได้
“มิกล้าหรอกเ้าค่ะ” เมิ่งหว่านยังคงสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม “เช่นนั้นข้าขอถามท่านป้าอีกสักเล็กน้อย ท่านสามารถหาพยานยืนยันให้ท่านได้หรือไม่เ้าคะ ว่าตอนนั้นท่านยืนอยู่ใต้ต้นซื่อจื่อจริงๆ”
“เอ๊ะ! นี่เ้าพล่ามอันใดกัน เห็นชัดๆ ว่าเ้ากำลังหาทางให้ตัวเองพ้นผิด!”
เฉียวชุนฮวาทนฟังต่อไปไม่ไหวจึงโวยวายขึ้นมา ด้วยเกรงว่าไช่อู่เฉ่าจะพลาดท่าเสียทีหากยังตอบคำถามมากมาย “เ้ากำลังเบี่ยงประเด็นชัดๆ ทำตัวเป็โจรร้องจับโจร [4] สินะ!”
“ทั้งเสี่ยวผิงผิงและข้าต่างโดนเ้าทำร้ายอย่างหนัก! เ้ากลับไม่ยอมรับผิด เอาแต่หาเื่ให้ตัวเองพ้นผิดเสียให้ได้ หากวันนี้บ้านเมิ่งของเ้าไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป ข้าจะป่าวประกาศไปให้ทั่วถึงความเลวร้ายของเ้า ข้าจะ...” เฉียวชุนฮวาแสร้งสะอื้น “ข้าจะไปแจ้งต่อทางการให้มาตัดสินความให้กับข้า!”
ในใจกระหยิ่มยิ้มย่องไปแล้ว
‘หึ! นางเด็กโง่เง่า ดูสิว่าเ้าจะกล้าต่อกรกับคนของทางการหรือไม่!’
แน่นอนว่าความคิดของเฉียวชุนฮวานับว่าไม่เลว
แต่นางคงไม่รู้ว่านี่ก็อาจจะกลายมาเป็กับดับให้กับตนเองได้เช่นเดียวกัน...
“โอ๊ย~! ที่แท้เด็กสาวหมู่บ้านกู่ไหวซู่เป็เช่นนี้นี่เอง วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว! กลับไปข้าคงต้องบอกคนในหมู่บ้านซิ่งฝูของข้าให้ระวังเด็กสาวจากหมู่บ้านนี้เสียหน่อยแล้ว!” ไช่อู่เฉ่าะโพร้อมปรายตามองไปรอบๆ อย่างคนลำพองใจ
ชาวบ้านหลายคนมีสีหน้าแตกตื่นใอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด
หมู่บ้านซิ่งฝูเป็หมู่บ้านใหญ่โตและมีความมั่งคั่งครองสามอันดับแรกของอำเภอฟานหัว เนื่องด้วยเกือบทุกครัวเรือนล้วนปลูกไร่ชาไม่ก็เป็คนงานเก็บชาทั้งสิ้น
ใบชานับเป็ของที่ใช้แสดงสถานะทางสังคม พวกขุนนางล้วนดื่มชากันทั้งสิ้นเพื่อบ่งบอกสถานะที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป
แม้ว่าใบชาแห่งหมู่บ้านซิ่งฝูจะไม่ใช่ชาชั้นเลิศเลื่องชื่อแต่ก็ไม่ถือว่าเป็ชาชั้นต่ำ
ฉะนั้นรายได้จากการค้าชาจึงไม่ใช่รายได้จำนวนน้อยๆ หลายบ้านจึงก่อสร้างด้วยอิฐแข็งแรง ได้สวมใส่เสื้อผ้าดีๆ มีผ้านวมอุ่นห่มในหน้าหนาว ว่ากันว่าแต่งสะใภ้เข้าบ้านใช้เงินกันต่ำๆ ที่สิบตำลึง มากสุดถึงร้อยตำลึงเลยทีเดียว!
ทว่าทุกหนทุกแห่ง เมื่อมีคนร่ำรวยย่อมมีคนยากจน...
บ้านของไช่อู่เฉ่าก็คือคนยากจนกลุ่มนั้น สาเหตุความจนไม่ใช่อื่นไกล เพราะสองสามีภรรยาคู่นี้ี้เีสันหลังยาว ใครเห็นก็พากันเอือมระอา
แต่นี่ก็แค่ส่วนน้อย เพราะส่วนมากก็นับว่ามีฐานะค่อนข้างดี เหตุนี้จึงมีหลายครอบครัวในหมู่บ้านกู่ไหวซู่ที่้าให้บุตรสาวแต่งเข้าไปในหมู่บ้านซิ่งฝู หากว่ามีเื่เสียหายที่ส่งผลต่อเด็กสาวที่ใกล้ออกเรือน คนเป็บิดามารดาย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้
“เด็กบ้านเมิ่ง เ้ายอมรับผิดไปเถอะ!”
“ทำคนอื่นเดือดร้อนไปทั่ว ไม่รู้สำนึกจริงๆ”
“ขี้หนู [5] เหม็นเน่าเช่นเ้าทำเอาพวกเราเสียหายไปหมด!”
“ยอมรับผิดไปเสียสิ! ทำเป็เื่ราวใหญ่โตไปได้!”
หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างดุเดือดจนสีหน้าของเมิ่งเฉินเฮ่อมืดครึ้ม กังวลว่าน้องสาวจะคิดมากและร้องไห้ออกมา จึงกุมมือของเมิ่งหว่านเอาไว้แล้วอ้าปากเตรียมจะโต้แย้งกลับไป...
“ข้าไม่ได้ทำผิดและทำเพียงแค่ตอบโต้กลับข้าทำผิดสิ่งใดกัน…”
จากคำถามที่ผ่านมา เมิ่งหว่านเห็นท่าทีร้อนรนของเฉียวชุนฮวาและไช่อู่เฉ่า นางก็เริ่มพูดต่อทันที
“ข้ายังมีคำถามอีกเล็กน้อย ว่าต้นซื่อจื่อตอนนี้สูงกี่ฉื่อ [6] แล้วหรือเ้าคะ?”
ไช่อู่เฉ่ากรอกกลิ้งั์ตาด้วยความรำคาญ
“ข้าจะไปรู้รึว่าสูงกี่ฉื่อ ข้าไม่ได้เป็คนดูแลต้นไม้เสียหน่อย!”
เมื่อไช่อู่เฉ่าตอบคำถามนี้ผ่านไปได้ เฉียวชุนฮวาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางอยากจะหัวเราะออกมาเสียจริงๆ ในใจย่อมมีความลำพองเต็มอก คิดเพียงว่าเป็เพราะเมิ่งหว่านกำลังอับจนหนทางจึงพยายามดิ้นรนหาทางรอดให้กับตนเองอยู่ จึงได้ถามคำถามสิ้นคิดเช่นนี้ออกมา
คิดว่าไม่นาน แผนการอันแสนชาญฉลาดนี้คงจะสำเร็จดั่งใจหวัง
“คำถามสุดท้ายแล้วเ้าค่ะ ตอนนี้...”
เมิ่งหว่านเห็นท่าทีกระสับกระส่ายของเฉียวชุนฮวาในตอนแรก นางจึงกล่าวต่อโดยไม่รอให้ใครเอ่ยแทรก
“ผลซื่อจื่อคงจะดกเต็มต้น คงจะน่ากินไม่น้อยใช่หรือไม่เ้าคะ”
ไช่อู่เฉ่ากอดอกเชิดหน้า ไม่ได้เหลือบแลสีหน้าของเฉียวชุนฮวาสักนิด
คำถามง่ายๆ เพียงนี้ นางจึงตอบโต้กลับอย่างมั่นใจ “แน่นอน! ต้นซื่อจื่อออกผลเต็มต้นจนนับไม่ถ้วน ข้าไปยืนใต้ต้นซื่อจื่อยังอยากจะเก็บมากินเลยล่ะ!” นางหันไปทางผู้ใหญ่บ้านเจียง กลอกกลิ้งั์ตาอีกหน “ท่านผู้ใหญ่บ้านเจียง ข้าว่านะ เด็กสาวในหมู่บ้านของท่านนี่ก็...”
“ถุย! นางคนโกหก! ผลซื่อจื่อเต็มต้นหาบิดาเ้าสิ!”
รองเท้าฟางถูกโยนใส่หัวของไช่อู่เฉ่าอย่างรุนแรง ตามด้วยเมล็ดแตงที่พุ่งออกจากปาก น้ำลายที่ถ่มใส่หัว
“นางโง่! บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเ้ารับเงินใครมา จึงได้เอ่ยคำโกหกเช่นนี้ออกมาได้ เกือบทำให้เด็กสาวหมู่บ้านข้าเสื่อมเสียชื่อเสียงไปกันหมดแล้ว!”
อีกคนทนไม่ไหว ในใจย่อมรู้ว่าไช่อู่เฉ่าใส่ความเด็กสาวบ้านเมิ่ง จึงะโต่อ
“ข้าอยู่บ้านถัดจากบ้านลู่แค่สองหลัง ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหัวดำๆ ของเ้าโผล่มา ตอนที่ไอ้เ้าเด็กอ้วนนี่รังแกเด็กๆ บ้านเมิ่งก่อน ข้าล้วนเห็นด้วยสองตาตัวเอง!”
เมื่อมีคนแรกกล้าพูด คนต่อไปก็อาศัยจังหวะคนวุ่นวายโพล่งเสียงขึ้นมา
“ใช่แล้ว ตอนนั้นเ้าเด็กบ้านลู่ยังพูดว่าอย่าไปเข้าใกล้พวกเนื้อตัวเปื้อนขี้เลย!”
“ตอนที่ลู่เอ้อร์ผิงขว้างกระดูกใส่หัวเด็กบ้านเมิ่งรอบที่สอง เขายังทำท่าเหมือนกับเด็กบ้านเมิ่งเป็ลูกหมา ปากยังบอกว่าให้เอากระดูกไปกินแทนขี้แล้วให้เห่าโฮ่งๆ เหมือนหมา...” หญิงชราคนแรกพยักหน้าเห็นด้วย
“พอ! พอได้แล้ว!! พวกเ้าคนไหนกล้าใส่ร้ายลูกข้า ไสหัวออกมาให้หมด!”
เฉียวชุนฮวาโมโหจนเกินจะทนฟังจนจบ
เสียงเหล่านี้เยอะแยะวุ่นวายเกินไป ชาวบ้านล้วนอาศัยการกวนน้ำจับมัจฉา [7] ะโคนละประโยคแล้วหายหน้าหนี เหตุนี้เฉียวชุนฮวาจึงจับตัวไม่ได้สักคน นางโมโหจนตัวสั่นหน้าง้ำงอ
น่าโมโหเหลือเกิน!
“ป้าเฉียว ท่านโมโหสิ่งใดกัน ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็พูดความจริง อุ๊ย! ไม่ใช่สิ...” เมิ่งหว่านยกมือทาบอก ท่าทางแลดูยียวนไม่น้อย “ในเมื่อข้าพูดความจริง แต่ท่านป้าที่มาเป็พยานของท่านผู้นี้ต่างหากที่กำลังกล่าวคำเท็จ!”
เด็กสาวจ้องเขม็งไปยังไช่อู่เฉ่าที่มีสีหน้างุนงงว่านางกล่าวคำใดผิดไป
“ในเมื่อท่านป้าผู้นี้ยังไม่รู้ว่ากล่าวคำไหนผิด ข้าจะไขความกระจ่างให้ท่านก็ได้...”
เมิ่งหว่านกรีดยิ้มหวาน หากแต่ผู้ถูกมองกลับรู้สึกเย็นสะท้านั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ท่านเป็คนต่างหมู่บ้านคงไม่รู้ ว่าแม้ต้นซื่อจื่อที่อื่นจะออกผลดกเต็มต้นใน่นี้ แต่ต้นซื่อจื่อที่ท่านยืนอยู่ต้นนั้น...ไม่ออกผลมาปีนี้เป็ปีที่สองแล้วเ้าค่ะ”
ไช่อู่เฉ่าเบิกตาโต
‘เป็ไปได้เช่นไร!’
‘มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ???’
เหตุใดเฉียวชุนฮวาไม่เคยบอกนาง บอกเพียงให้นางยืนยันว่ายืนหลบแดดใต้ต้นซื่อจื่อ จึงได้พบเจอเหตุการณ์เข้าโดยบังเอิญ แต่เพราะใจึงได้ไม่ทันเข้าไปช่วยเหลือ
ต้นซื่อจื่อ...มันก็สมควรจะออกผลตามฤดูกาลของมันไม่ใช่รึ!
“...หรือว่า...ท่านป้าจำผิดต้น อาจจะเป็ต้นซื่อจื่อที่อยู่ห่างจากต้นแรกต่างหาก ต้นนั้นออกผลดกเต็มต้นมากเลยนะ” เมิ่งเฉินเฮ่อเอ่ยขึ้นมาเบาๆ หันหน้าไปเอ่ยถามน้องสาวราวกับกำลังบอกว่านางพูดผิดไปแล้ว
เมิ่งหว่านมีสีหน้าใ ยกนิ้วแนบปากราวกับกำลังจะบอกให้พี่ชายหยุดพูดเดี๋ยวนี้!
หากแต่ไช่อู่เฉ่าดันได้ยินคำนั้นเต็มสองหูพอดี เห็นท่าทางมีพิรุธของเมิ่งหว่านเต็มสองตา
ในตอนนั้นไช่อู่เฉ่าไม่ได้เห็นว่าเฉียวชุนฮวาส่งสัญญาใดออกมา นางกำลังกังวลว่าเงินสองตำลึงจะหลุดลอยออกไป แทบอยากจะก้าวออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ให้เร็วที่สุดให้ได้
“ข้าจำผิดต้น! ใช่แล้ว ใช่! เป็ต้นซื่อจื่อที่อยู่ถัดจากนั้นต่างหาก ข้านี่ล่ะก็...ความจำเลอะเลือนไปแล้ว!” นางยกมือทุบหัวเบาๆ หัวเราะออกมาแก้ต่างให้กับตนเอง
ในขณะเดียวกันเฉียวชุนฮวาแทบจะเป็ลมล้มพับที่ได้ยินคำพูดโง่เง่านี้ออกมาจากปากไช่อู่เฉ่า นางอยากจะเข้าไปตบปากไช่อู่เฉ่าเต็มทน!
นางหญิงสมองหมู! [8]
“ท่านป้า ตกลงแล้วท่านยืนอยู่ที่ต้นแรกหรือต้นที่สองกันแน่ขอรับ”
เมิ่งเฉินเฮ่อรู้แล้วว่าน้องสาว้าทำสิ่งใด จึงได้ช่วยน้องสาวกดดันไช่อู่เฉ่าอีกแรง
“ต้น...ต้น...ต้นที่สอง! ข้าอยู่ต้นที่สอง!”
ไช่อู่เฉ่าเชื่อว่าคำที่เมิ่งเฉินเฮ่อกล่าวออกมาเป็ความจริง เพราะในตอนที่เขาพูดสีหน้าท่าทางของเมิ่งหว่านเลวร้ายขึ้นชัดเจน ยิ่งเมื่อไช่อู่เฉ่ากล่าวยืนยันหนักแน่นว่าเป็ต้นที่สอง สีหน้าเด็กสาวบ้านเมิ่งก็เลวร้ายขึ้นไปอีกจนดูแทบไม่ได้
เช่นนั้นไช่อู่เฉ่าจึงเชิดหน้าแสดงออกว่านางมั่นใจและไม่มีทางเปลี่ยนคำพูดเด็ดขาด
“นางหญิงปากสกปรก! เ้าตอบคำถามข้ามาดีๆ ว่าใครว่าจ้างให้เ้าพูดให้ร้ายหลานสาวข้า เ้าไม่รู้หรือว่าต้นซื่อจื่อในหมู่บ้านข้ามีเพียงต้นเดียว!”
เฉิงเจี๋ยนทนฟังคำโกหกปลิ้นปล้อนมานานย่อมไม่อาจทนฟังต่อไปได้อีก
หูของไช่อู่เฉ่าได้ยินเสียงผ่าเปรี้ยงราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
ขาของนางพลันไร้เรี่ยวแรง เกือบจะทรุดฮวบลงพื้น แต่ก็คว้าจับแขนของผู้ใหญ่บ้านเจียงไว้ได้ทัน เจียงวั่งไฉรังเกียจเหลือจะกล่าว สะบัดแขนออกรวดเร็ว ขยับออกห่างราวกับหนีตัวเสนียด
“ท่านผู้ใหญ่บ้านเจียง ในเมื่อคำพูดของหญิงต่างหมู่บ้านโกหกเชื่อถือไม่ได้เช่นนี้ คำที่เล่าออกมาก่อนหน้าล้วนไม่อาจนับเป็ความจริงไปได้
อีกทั้งหญิงนางนี้ยังเป็คนต่างหมู่บ้าน นิสัยใจคอเช่นไรพวกเราก็ไม่รู้ชัดแจ้งเช่นกัน หรือนางอาศัยว่านางเป็ญาติฝ่ายภรรยาของท่านจึงได้สร้างเื่โกหกพกลมขึ้นมาเช่นนี้?”
สีหน้าของเจียงวั่งไฉนั้นกล่าวได้ว่าดูแทบไม่ได้แล้วในตอนนี้
“ข้าไม่รู้ว่านางโกหกเื่นี้เพราะ้าสิ่งใดจากหมู่บ้านของเรา หรือ้าให้หญิงสาวในหมู่บ้านของเรามีชื่อเสียงเสื่อมเสียกันแน่!” เฉิงเจี๋ยนถือโอกาสนี้จัดการไช่อู่เฉ่าไม่ให้แก้ต่างใดๆ กลับมาได้อีก
“หากน้องสาวต้องรับความผิดที่ไม่ได้เริ่มก่อเช่นนี้ ต่อไปหญิงสาวหมู่บ้านของพวกเราก็คง...” เมิ่งเฉินเฮ่อส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจหนัก “ยากที่จะออกเรือนได้อย่างมีหน้ามีตาแล้ว”
ชาวบ้านที่มีบุตรหลานถึงวัยใกล้ออกเรือนพลันโกรธเกรี้ยวเหลือทน ปากะโคำว่าเลวออกมานับไม่ถ้วน
“ท่านป้า ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านมาที่หมู่บ้านของพวกเราด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่เ้าคะ”
ใน่ที่ชุลมุนวุ่นวาย เมิ่งหว่านก็ยังไม่หยุดที่จะคาดคั้นไช่อู่เฉ่าไปอีกขั้น
ถึงแม้จะถูกเปิดโปงต่อหน้าคนมากมาย แต่ผู้อยู่เื้ัตัวจริงยังคงลอยนวล...
เมิ่งหว่านแค่นยิ้มหยัน ในเมื่อพากันมาให้เชือดถึงถิ่น นางก็ไม่คร้านที่จะลับมีดรอเชือดพวกเขาทีละคน!
กลยุทธ์ที่นางใช้ในวันนี้ก็คือการสลับแขกเป็เ้าบ้าน! [9]

ว้าวววว ปรบมือจ้าาาา
น้องหว่านหลอกล่อสำเร็จแล้ว!
ชอบความการละครรับส่งของพี่น้องบ้านเมิ่งจริงๆ ค่ะ
ใครชอบนิยาย ไม่อยากพลาดตอนใหม่ กดติดตาม+หัวใจ เอาไว้นะคะ
ชอบหรือไม่สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้ค่ะ
1 คอนเมนต์ = 1 กำลังใจดีๆ ^___^