บทที่ 4วิชาดาบ
ภายในลานฝึกของปราสาทมีพื้นที่โล่งส่วนหนึ่งที่ถูกกันไว้สำหรับการฝึกดาบโดยเฉพาะบนชั้นไม้ข้างลานตั้งเรียงรายด้วยดาบยาวหลายเล่มที่ทอประกายวับวาวสะท้อนแสงแดดตามปกติแล้วหน่วยยามจะฝึกซ้อมด้วยดาบจริงที่ถูกลบคมจนทื่อเพื่อความปลอดภัยแต่ยังคงน้ำหนักและััที่สมจริง
เฮรัคและเอมิลยืนเผชิญหน้ากันกลางมือของทั้งคู่กุมดาบยาวไว้แน่นการที่อัศวินระดับหัวหน้าหน่วยลงมาสอนสั่งด้วยตนเองเช่นนี้เป็เครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าเฮรัคกลายเป็คนที่เอมิลให้ความสำคัญมากเพียงใด
“วิชาดาบมีไว้เพื่อสังหารศัตรู”
เอมิลกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเยือกเย็น
“ดาบของข้าไม่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อยเหมือนวิชาดาบในราชสำนักไม่มีท่ารำดาบที่ไร้ประโยชน์...”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเน้นทีละคำเพื่อให้เฮรัคจดจำได้ง่ายขึ้น
“ฟัน... ผ่า... แทง... ยก... ปัดป้อง”
“ห้าคำนี้คือรากฐานที่ไม่อาจสั่นคลอนของวิชาดาบทั่วโลกเมื่อเ้าฝึกพื้นฐานจนแกร่งสิ่งที่เหลือก็เพียงแค่การสะสมประสบการณ์ในสมรภูมิเท่านั้น”
สิ้นคำ เอมิลสูดลมหายใจเข้าลึกยกดาบยาวขึ้นเหนือศีรษะแล้วพุ่งตัวเข้าหาเบื้องหน้าพร้อมฟันดาบลงอย่างฉับพลันลมดาบที่รุนแรงกวาดเอาฝุ่นดินรอบกายฟุ้งกระจาย ท่วงท่านั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบหากไม่มี เชนหลาน ชิปพันธุกรรม ช่วยประมวลผล เฮรัคคงมองตามการเคลื่อนไหวไม่ทัน
“นั่นคือความเร็วปกติ ต่อไปข้าจะช้าลง”
เอมิลกล่าวต่อทันที
“จงจดจำรายละเอียดให้ดีตอนเริ่มเรียนอย่าพึ่งกระหายความเร็ว จงทำให้ทุกท่าทางถูกต้องแม่นยำเสียก่อน”
เขาสาธิตการฟันซ้ำอีกครั้งคราวนี้เฮรัคใช้ดวงตาของตนเองจับจ้องทุกองศา เมื่อเอมิลหยุดดาบลง เขาก็สั่งสั้นๆ
“เ้าลองดู”
“เชนหลาน เปิดโหมดช่วยฝึกวิชาดาบ”
พริบตานั้นภาพร่างเงาสีน้ำเงินปรากฏขึ้นซ้อนทับในทัศนวิสัยของเฮรัคแสดงจุดสำคัญของการลงแรงและตำแหน่งการวางเท้า เขาปรับท่าทางตามคำแนะนำของระบบก่อนจะเหวี่ยงดาบออกไปอย่างเฉียบคม
“แรงข้อมือมากเกินไป...ปรับใช้แรงจากต้นแขนให้มากขึ้น”
เชนหลาน ชิปพันธุกรรม แจ้งเตือนข้อผิดพลาดและแก้ไขวิธีลงแรงให้เขาอย่างแม่นยำในทันที
เอมิลซึ่งเฝ้ามองอยู่ก็สังเกตเห็นเช่นกัน
“ท่าทางใช้ได้แล้วแต่ต้องใช้แรงจากแขนส่งต่อมามากกว่านี้ ลองใหม่!”
เฮรัคทบทวนััเมื่อครู่ค้นหาจุดศูนย์ถ่วงที่ถูกต้องตามที่ชิปแนะนำ แล้วฟันดาบซ้ำออกไปอย่างดุดันคราวนี้ปลายดาบแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว เอมิลเผยรอยยิ้มบาง ๆที่หาดูได้ยากออกมา
“ดีมาก! ต่อไปข้าจะสอนท่าอื่น”
ตลอดทั้งบ่ายเฮรัคฝึกฝนพื้นฐานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยความเร็วในการเรียนรู้ที่ก้าวะโทำให้เอมิลต้องเอ่ยชมอยู่หลายครั้งเฮรัคไม่คิดจะปกปิดความสามารถที่ได้มาจาก ชิปพันธุกรรม เพราะเขารู้ดีว่าตนเองมาจากฐานะต่ำต้อยหากอยากได้ทรัพยากรและโอกาสในโลกใบนี้เขาต้องพิสูจน์คุณค่าให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนที่สุด
ก่อนจบการฝึกเอมิลกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“่นี้เ้าจงฝึกซ้อมต่อไปข้าจะหาโอกาสให้เ้าไปสั่งสมประสบการณ์จริง จำไว้... คนที่ไม่เคยเห็นเืไม่มีวันเป็อัศวินที่แท้จริงได้”
ในใจของเอมิลตอนนี้เขาเริ่มมองเห็นแววอัศวินในตัวเด็กหนุ่มคนนี้และตั้งใจจะปั้นเขาให้เป็ผู้สืบทอดอย่างเต็มตัว
“ขอบพระคุณท่านเอมิลและขอบพระคุณท่านบารอนครับ”
เฮรัคกล่าวด้วยความสำนึก
เมื่อกลับถึงกระท่อมพักพ่อบ้านชรานามว่าอีวานก็นำเงินเดือนมาส่งให้ถึงมือ แต่ทันทีที่เปิดถุงเงินออกเฮรัคก็ต้องขมวดคิ้วเพราะมันมีเหรียญเงินมากกว่าที่ตกลงกันไว้
“ท่านพ่อบ้านครับเหรียญเงินมันเกินมาห้าเหรียญ”
อีวานยิ้มอย่างเมตตาพลางพยักหน้า
“ไม่เกินหรอกครับท่านเฮรัคกัปตันเอมิลรายงานเื่ความก้าวหน้าของท่านให้ท่านบารอนทราบท่านบารอนจึงพอใจมากและสั่งให้เพิ่มเงินเดือนให้ท่านเป็กรณีพิเศษ”
“อย่างนั้นหรือครับ...”
เฮรัคพึมพำเอมิลไม่เคยพูดเื่นี้กับเขาเลย บางทีสำหรับอัศวินผู้เคร่งครัดเื่เงินคงเป็เพียงเื่เล็กน้อย
หลังรับเงินเฮรัคซื้อไวน์ขวดหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปยังสวนหลังปราสาท
“เฒ่าเฮนรี! ข้าเอาไวน์มาฝาก!”
เขาเห็นชายชรานอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้พลางหลับตาพักผ่อน
“ไวน์อะไรของเ้า?”
เฮนรีขยับจมูกฟุดฟิดแต่ยังไม่ได้กลิ่น
เฮรัควางขวดไวน์ไว้ข้างเก้าอี้
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันฝากคนที่จะเข้าเมืองช่วยซื้อมาให้”
พอได้ยินคำว่าไวน์เฒ่าเฮนรีก็เหมือนได้พลังชีวิตกลับคืนมาเขาลุกพรวดขึ้นมาเปิดจุกขวดแล้วสูดกลิ่นหอมแรง
“นี่มันไวน์ตระกูลมาร์โกจากในเมือง!ของดีจริง ๆ ไอ้หนู”
เฮรัคยิ้มกว้าง
“ตอนนี้ข้าได้เงินเดือนขึ้นแล้วนะเป็เดือนละสิบเหรียญเงิน ข้าจะแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่ง”
เขายื่นเหรียญเงินห้าเหรียญให้แต่เฮนรีกลับหัวเราะเยาะ
“ข้าแก่ขนาดนี้จะเอาเงินไปทำอะไร?เนื้อก็เคี้ยวไม่ไหว สาว ๆในเมืองก็กลัวข้าจะล้มตายคาอกพวกนางซะก่อน... คนแก่ใช้เงินไม่สนุกเท่าตอนหนุ่มหรอกเ้าเก็บไว้เถอะ ข้า้าแค่ไวน์ก็พอแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นเฮรัคก็นึกถึงบทกลอนโบราณจากชีวิตก่อนขึ้นมา ซื้อดอกไม้หอม พกสุราไปรินดื่ม...ก็ไม่อาจเหมือนวันวานยามเยาว์วัย
จู่ ๆ เขาก็นึกสงสัยอะไรบางอย่าง
“เฒ่าเฮนรีท่านรู้ไหมว่าอัศวินประจำการอย่างท่านเอมิลจะมีอายุยืนได้สักเท่าไหร่?”
“อายุรึ?”
เฮนรีครุ่นคิด
“อัศวินไม่ค่อยตายเพราะแก่หรอกส่วนใหญ่จบชีวิตในสนามรบ แต่เท่าที่ข้าเคยได้ยินมา พวกเขาอยู่ได้ถึงร้อยปีหรือบางคนอาจนานกว่านั้นเล็กน้อย ร่างกายจะแข็งแรงกว่าคนธรรมดามาก”
“แล้วอัศวินชั้นสูงอย่างท่านบารอนล่ะครับ?”
เฮนรีจิบไวน์เข้าปากก่อนตอบ
“ก็ยังเป็มนุษย์เหมือนกันนั่นแหละไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก”
“แค่ร้อยปีเองหรือ...”
เฮรัคแปลกใจเขาเคยคิดว่าพลังพิเศษจะช่วยให้คนเหล่านี้อายุยืนยาวดุจเทพเ้าเสียอีกเขาจึงถามต่อ
“แล้วมีใครที่แข็งแกร่งกว่าอัศวินอีกไหม?”
“แข็งแกร่งกว่ารึ?”
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง
“มีสิ... แต่เป็แค่เื่ในตำนานนะเขาว่ากันว่าพวก พ่อมด นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าอัศวินหลายเท่า แต่พวกเขาลึกลับเกินไปจนไม่มีใครรู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่”
“พ่อมด...”
เฮรัคจดจำคำนี้ไว้ในใจเงียบ ๆ
คืนนั้นเขาดื่มไวน์กับเฮนรีจนดึกดื่นก่อนจะแบกชายชราที่เมามายไปนอน และแอบทิ้งเหรียญเงินห้าเหรียญไว้ให้เงียบ ๆสำหรับเฮรัคแล้ว เขาเป็คนที่กตัญญูและไม่เคยลืมผู้ที่มีพระคุณต่อตนเสมอ
ครึ่งเดือนต่อมา
ณ ลานฝึกปราสาท เฮรัคในชุดเกราะหนังสวมทับด้วยชิ้นส่วนโลหะยืนเข้าแถวอย่างสงบนิ่งเคียงข้างยามอีกหกคน เพื่อรอรับคำสั่งจากเอมิล
“มีโจรป่ากลุ่มหนึ่งปรากฏตัวที่ฟาร์มฟักทองหน้าที่ของเราคือปกป้องราษฎรในเขตแดนท่านบารอนมีคำสั่งให้กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก!”
เอมิลประกาศเสียงเข้ม
ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาเฮรัคฝึกวิชาหายใจธาตุดินและพื้นฐานดาบอย่างหนักจนร่างกายแกร่งขึ้นผิดหูผิดตาและวันนี้คือโอกาสแรกที่เขาจะได้ััการต่อสู้จริง
“แม้จะเป็แค่โจรป่าแต่ก็ห้ามประมาทเด็ดขาด พวกเ้ายังตายได้ถ้าโดนมีดแทง”
เอมิลกำชับ
เฮรัคตั้งใจฟังทุกคำพูดแต่สังเกตเห็นว่ายามคนอื่น ๆ ดูจะไม่ยี่หระนักอาจเพราะการล่าโจรป่าเป็งานรูทีนที่เกิดขึ้นบ่อยในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้การจัดการโจรให้รวดเร็วเป็ทั้งการปกป้องดินแดนและเป็การแสดงอำนาจให้ดินแดนอื่นเห็นว่าบารอนบัคไม่ใช่เหยื่อที่อ่อนแอ
ภารกิจนี้อัศวินเอมิลนำทีมด้วยตนเองรวมทั้งหมดแปดชีวิต การเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมายจำเป็ต้องใช้ม้าเป็พาหนะหลักซึ่งสำหรับเฮรัคที่พึ่งเคยขี่ม้าจริงครั้งแรกนั้นมันค่อนข้างทุลักทุเลใน่เริ่มแรก
ทว่าด้วยความช่วยเหลือจาก เชนหลานชิปพันธุกรรม ที่ช่วยรักษาสมดุลและวิเคราะห์ท่าทางการควบคุมม้าให้เขาอย่างละเอียดทำให้เฮรัคเรียนรู้การควบม้าได้อย่างรวดเร็วจนน่าทึ่งซึ่งนั่นก็ทำให้เอมิลมองดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยความพึงพอใจ