ราวกับว่าคนที่ติดหนี้เป็นเขาคนที่ทำผิดก็เป็นเขาอย่างไรอย่างนั้น
“เดิมทีข้าตั้งใจจะส่งคนไปแจ้งข่าวเจ้าแต่ตอนนั้นเจ้าไม่ได้ทิ้งที่อยู่ไว้”
ลูกค้าทุกคนที่เคยทำธุรกรรมกับหอหมื่นสมบัติไม่ว่าจะเป็นผู้ขายหรือผู้ประมูล ล้วนถูกบันทึกข้อมูลไว้ในบัญชี ยกเว้นหมิงเป่าจูตอนที่ถามที่อยู่ก็ถูกนางปฏิเสธเสียงแข็ง
หมิงเป่าจูกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเลียริมฝีปาก รู้สึกปากคอแห้งผาก ว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
หลังคารั่วฝนยังตกซ้ำตลอดคืนเรือแล่นช้ายังมาเจอพายุ[1]เรื่องซวยซ้ำซวยซ้อนล้วนดาหน้ามากองรวมกัน
ไม่มีเงินสิบตำลึงเงินก็จ่ายไม่ได้แล้ว หากจ่ายไม่ได้ นางกับน้องชายก็ไม่มีทางตัดขาดจากสกุลหมิงได้เมื่อไม่อาจตัดขาดได้พวกเขาก็ต้องกลับไปทนทุกข์ทรมานภายใต้เงื้อมมือของสามีภรรยาหมิงใหม่อีกครั้ง...
ต้องมีทางอื่นสิต้องมีทางอื่นแน่ๆ
“ผู้ดูแลซ่งพวกท่านมีกฎข้อนี้หรือไม่...” หมิงเป่าจูเพียรฝืนสงบนิ่ง พยายามตั้งสติเอ่ยถามอย่างช้าๆ
นางจำได้ว่าที่ประมูลสินค้าในยุคปัจจุบันมีกฎข้อบังคับเช่นนี้หากผู้ซื้อไม่สามารถชำระเงินตามที่ตกลงกันไว้ได้ ผู้ขายมีสิทธิ์เรียกสินค้าที่ประมูลคืนและมอบหมายให้ที่ประมูลสินค้าดำเนินการประมูลใหม่อีกครั้ง
ซ่งอี้ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะไม่คาดคิดว่านางจะรู้กฎของหอหมื่นสมบัติอย่างถ่องแท้เช่นนี้ เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อน
“มีกฎข้อนี้จริง”ซ่งอี้รู้สึกว่าตนเองมองหมิงเป่าจูผิดไปอีกแล้ว “แต่ทว่า...”
หมิงเป่าจูรู้สึกเหมือนใจสลายไร้วิญญาณเดินออกจากหอหมื่นสมบัติไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เมื่อครู่ตอนที่ซ่งอี้บอกว่ามีกฎข้อนี้จริงๆหัวใจของนางก็กลับมามีความหวังอีกครั้ง เพียงแค่รีบนำสือจือเฉ่าออกมาประมูลใหม่เหมือนครั้งก่อนก็น่าจะยังทัน
แต่ซ่งอี้กลับมีสีหน้าลำบากใจอธิบายว่า ครั้งที่แล้วที่ยอมทำให้นาง นับเป็นการแหกกฎของหอหมื่นสมบัติครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไม่อาจแหกกฎเป็นครั้งที่สองได้
หากต้องการประมูลใหม่ย่อมทำได้ แต่ครั้งนี้ต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติ
กล่าวคือต้องติดประกาศหน้าประตูสองวันล่วงหน้า ประมูลหนึ่งวัน จากนั้นดำเนินการอีกสองวันรวมแล้วต้องใช้เวลาห้าวัน
ห้าวันอีกแล้วหรือ!
หมิงเป่าจูที่ไม่เคยเชื่อเรื่องโชคลางทว่าตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าเลขห้าช่างเป็นเลขอัปมงคลสำหรับนางเสียจริง
แต่นางไม่มีเวลาแล้วหักวันนี้ทิ้งไป ก็เหลือเวลาอีกเพียงสองวันในการหาทางออก ก่อนตะวันตกดินมะรืนนี้คือกำหนดเส้นตาย
นางเดินเรื่อยเปื่อยไปตามท้องถนนไม่อยากกลับบ้านเลยสักนิด ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง ค่อยๆ คิดหาทางออก
หากอยากได้เงินก็ต้องพึ่งตนเองนางไม่มีความสามารถอื่นใด นอกจากวิชาแพทย์ ใช่แล้ว! วิชาแพทย์!
นางสามารถรักษาคนไข้แล้วเก็บค่ารักษาก็ได้นี่!
หมิงเป่าจูหยุดฝีเท้าขณะเดินผ่านแผงลอยแห่งหนึ่ง มองไปยังบุรุษผู้หนึ่งซึ่งนั่งแทะด้ามพู่กันอย่างเบื่อหน่ายอยู่ที่โต๊ะข้างกำแพงสายตาก็เป็นประกาย
“แม่นางต้องการเขียนจดหมายถึงทางบ้านหรือว่า...”
อู๋ซิ่วไฉ[2]เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นแม่นางหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลาคนหนึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาจึงเอ่ยประโยคเดิมๆที่มักพูดอยู่เป็นประจำ ทว่ายังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“พี่ชาย ข้าขอคุยการค้ากับท่านได้หรือไม่!”หมิงเป่าจูเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง
“การค้าอะไรหรือ”ดรุณีน้อยผู้นี้มีดวงตาเป็นประกายสุกสกาว ราวกับท้องฟ้าที่สว่างเจิดจ้า ทำให้เขาหักใจปฏิเสธไม่ได้
“คืออย่างนี้...”หมิงเป่าจูเห็นว่าเขามิได้ปฏิเสธ จึงรีบอธิบายแผนการค้าของตนเองทันที ผนึกกำลังเอื้อผลประโยชน์แก่กันและกัน!
นางต้องการขอยืมสถานที่กระดาษ และพู่กันของอู๋ซิ่วไฉ แขวนป้ายประกาศ รับรักษาโรคหาเงิน
ส่วนเงินค่ารักษาที่ได้นางจะแบ่งให้อู๋ซิ่วไฉส่วนหนึ่ง นอกจากกระดาษกับน้ำหมึกจะไม่สูญเปล่า ยังมีรายได้เสริมอีกด้วยอย่างน้อยก็น่าจะได้มากกว่าการรับจ้างเขียนจดหมายให้ผู้อื่น
อู๋ซิ่วไฉไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนตอนแรกรู้สึกลังเล แต่ก็ต้านทานสิ่งล่อใจไม่ไหว
อย่างไรเสียทุกวันนี้เขาก็หาเงินได้ไม่กี่เหรียญทองแดง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวานมีคนมาจ้างให้เขาเขียนจดหมายเพียงคนเดียว แม้แต่ค่าอาหารสามมื้อก็ยังไม่พอด้วยซ้ำ
แม่นางน้อยผู้นี้น่าตาใจดีไม่น่าจะหลอกลวงเขา ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่มีอะไรจะให้หลอกลวงอยู่แล้ว จึงตอบตกลง
หมิงเป่าจูดีใจมากรีบนำเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญสุดท้ายที่ติดตัวไปที่ร้านขายผ้าซื้อผ้าที่ถูกที่สุดมาครึ่งหมี่
จากนั้นก็ไปหาเสาไม้ที่ค่อนข้างแข็งแรงมาอันหนึ่งมอบให้กับอู๋ซิ่วไฉเขียนตัวอักษรคำว่า ‘ปรุงยา รักษาโรค’ ลงบนผืนผ้าแล้วผูกติดกับเสาไม้จากนั้นก็นำไปตั้งบนโต๊ะพิงกำแพงดูโดดเด่นสะดุดตายิ่ง
“ได้รับคำสั่งสอนจากผู้วิเศษบนภูเขาปรุงยา รักษาโรคช่วยเหลือมหาชน โดยเฉพาะโรคที่รักษายาก!”
หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมิงเป่าจูก็มายืนอยู่ริมถนน เริ่มตะโกนเรียกลูกค้า คำพูดพรั่งพรูออกมาจากปากอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องครุ่นคิดแม้แต่ตัวนางเองก็ยังคาดไม่ถึง
อู๋ซิ่วไฉเห็นการกระทำที่เป็นธรรมชาติราวกับสายน้ำของนางก็ยังตะลึงพรึงเพริดพลางถอนหายใจ หากตนเองมีความขยันขันแข็งได้สักครึ่งของนาง คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้
บางทีอาจเป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากการป่าวประกาศที่คึกคักฮึกเหิมราวกับฉีดเลือดไก่[3]ของหมิงเป่าจู หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะทั้งสองได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางการค้ากันแล้วอู๋ซิ่วไฉจึงลดมาดหยิ่งผยองลง และร่วมตะโกนเรียกลูกค้ากับนางด้วย
ตอนเริ่มแรกไม่มีใครสนใจทั้งสองคนต่อมาก็มีคนยากจนบางคนที่ไม่มีเงินไปพบหมอคิดลองเสี่ยงดูจึงมาให้หมิงเป่าจูตรวจดูอาการ ไปๆ มาๆ ผู้คนก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนยากจนไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา หมิงเป่าจูก็ใจอ่อนยอมรักษาให้โดยไม่เก็บเงิน
หลังจากวุ่นวายมาทั้งวันได้เงินมาหนึ่งตำลึงเงิน แต่เงินจำนวนนี้เทียบกับสิบตำลึงเงินแล้วก็ยังห่างกันราวฟ้ากับเหว!
แต่อู๋ซิ่วไฉกลับดีใจยิ่งนักตั้งแต่เขาตั้งแผงมาจนถึงบัดนี้ยังได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำหมิงเป่าจูเพิ่งมาวันเดียวกลับได้กำไรก้อนโต!
โชคดีที่เขารับปากร่วมทำการค้ามิเช่นนั้น เย็นนี้ก็คงต้องรัดเข็มขัดทนความหิวไปอีกคืน
ตัวเขาเองน่ะไม่เป็นไรแต่ที่บ้านยังมีมารดาชราอีกคน ท่านคงทนหิวไม่ได้แน่ๆ
“ขอบพระคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ”
อู๋ซิ่วไฉลุกขึ้นยืนปัดชายแขนเสื้อ ประสานมือค้อมเอวคารวะ หมิงเป่าจูจึงรีบประคองเขาขึ้นมา
“ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเดิมทีข้าเป็นฝ่ายมารบกวนท่านก่อน เงินเหล่านี้ท่านสมควรได้รับแล้ว”
นางหยิบเหรียญทองแดงหนึ่งในสามจากถุงเหอเปามอบให้อู๋ซิ่วไฉ มือของเขาสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
“ข้ายังมีเรื่องรบกวนอีกเรื่อง”อู๋ซิ่วไฉคารวะอีกครั้ง
“บอกมาตามตรงเถอะ”นางประคองเขาขึ้นมาอีกครั้ง ความสุภาพอ่อนน้อมเช่นนี้ทำเอานางวางตัวไม่ถูกจริงๆ
ที่แท้มารดาของอู๋ซิ่วไฉล้มป่วยมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้วไอไม่หยุด วันนี้เห็นหมิงเป่าจูรักษาคนไข้ด้วยตนเอง ได้ประจักษ์แล้วว่าฝีมือทางการแพทย์ของนางไม่ด้อยไปกว่าหมอชื่อดังในเมืองเลยสักนิด
ที่สำคัญหมิงเป่าจูมีจิตใจเมตตาอารีช่วยเหลือผู้คนมากมาย ยกเว้นค่ารักษาให้กับคนยากจน ทำให้เขาตัดสินใจบางอย่างได้ในที่สุด
“เรื่องนี้ไม่ยากเย็นอันใดในเมื่อเป็นหมอ ย่อมต้องยึดมั่นในการรักษาชีวิตผู้คน การเยียวยาความเจ็บป่วยถือเป็นหน้าที่ท่านนำทางไปเถอะ” หมิงเป่าจูรับปากอย่างไม่ลังเล
อู๋ซิ่วไฉไม่หัวโบราณเหมือนบัณฑิตที่นางรู้จักในอดีตแม้จะเคร่งครัดในเรื่องมารยาท แต่ก็รู้จักประมาณตน ไม่จู้จี้จุกจิก มิปักใจเชื่ออะไรง่ายๆยินดีทดลองวิธีหาเงินแบบใหม่ๆ กับนาง
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากอยู่ด้วยกันมาทั้งวัน ก็เรียกได้ว่ามีไมตรีที่ดีต่อกันแล้วช่วยเหลือครอบครัวเขาสักครั้งก็ไม่เสียหายอะไร
“ถึงบ้านข้าแล้วหวังว่าแม่นางหมิงคงไม่รังเกียจ” อู๋ซิ่วไฉหน้าแดงซ่าน เอ่ยอย่างตกประหม่ารู้สึกหน้าม้านอย่างยิ่ง
หมิงเป่าจูเดินตามเขามาไกลมากไกลจนนางเกือบคิดว่าเขาจงใจหลอกลวงนางมาที่ลับตาคนเพื่อทำมิดีมิร้าย
เชิงอรรถ
[1] หลังคารั่วฝนยังตกซ้ำตลอดคืนเรือแล่นช้ายังมาเจอพายุ (屋漏偏逢连夜雨,船迟又遇打头风) หมายถึง เคราะห์ซ้ำกรรมซัด
[2] การสอบขุนนางสมัยโบราณแบ่งเป็นฝ่ายบุ๋นกับฝ่ายบู๊ สอบเลื่อนทีละลำดับขั้นโดยเริ่มจากระดับท้องถิ่นเรียกว่าการสอบถงซื่อ (童试) ผู้สอบผ่านจะได้เป็นซิ่วไฉ (秀才) มีสิทธิ์เข้าร่วมสอบระดับมณฑลผู้เป็นซิ่วไฉ นับได้ว่าเป็นบัณฑิตที่คนยกย่องหากมิได้ไปสอบระดับต่อไปก็สามารถประกอบอาชีพเช่น การรับจ้างเขียนหนังสือ หรือเป็นเสมียนได้
[3] คำว่าฉีดเลือดไก่ (打鸡血) มีที่มาจากยุคสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมมีนายแพทย์ผู้หนึ่งนามว่าอวี๋ชางสือจากเมืองซ่างไห่ (เซี่ยงไฮ้)ได้คิดค้นการฉีดเลือดไก่รักษาโรค โดยใช้ตนเองเป็นหนูทดลองผลปรากฏว่าหลังจากฉีดเลือดไก่เข้าเส้น นอกจากจะไม่มีอาการผิดปกติใบหน้ากลับมีเลือดฝาด คึกคักแจ่มใส เจริญอาหารมากขึ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า"ฉีดเลือดไก่" ซึ่งใช้เปรียบเปรยกับท่าทางที่คึกคัก สดใสเหมือนได้ยาชูกำลัง