บทที่ 34 กระต่ายตัวผู้ตายตามเพราะความรัก
ด้านหลังภูเขาเงียบเหงาไร้ผู้คน อย่างน้อยเธอก็ยังไม่เห็นใครเลย จะว่าไปตอนนี้ทุกคนต่างก็ออกไปทำงานในส่วนของตัวเอง
พวกเด็ก ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้มาเล่นในบริเวณนี้ ถึงการเจอสัตว์ใหญ่บนภูเขาแห่งนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท่ามกลางฤดูร้อนอันอบอ้าว พวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอและแมลงต่าง ๆ กลับมีไม่น้อย พวกผู้ใหญ่ออกไปทำงาน โดยปกติพวกเด็ก ๆ จะอยู่รวมตัวกันเล่นอยู่ในหมู่บ้าน ให้เด็กโตคอยดูเด็กเล็ก
เสิ่นทิงหงรู้สึกสบายใจไม่น้อย พอไม่มีคนจะทำอะไรก็สะดวกขึ้นเยอะ พอคิดจะหยิบเอาอะไรออกมาก็ไม่ต้องระแวงว่าใครจะมาเห็น
ยังไงเสียเธอก็ไม่คิดจะเอาของออกมาจากห้วงมิติตั้งแต่ครั้งแรก เพราะเธอบอกกับชาวบ้านว่าขึ้นเขามาเพื่อหาเห็ดและเก็บฟืน ฉะนั้นเก็บไปสักอันสองอันน่าจะดีกว่า
เสิ่นทิงหงหมุนตัวไปรอบ ๆ มองหากิ่งไม้แห้ง แม้เธอจะไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่ก็รู้ดีว่ากิ่งไม้แห้งนั้นจุดไฟได้ง่ายกว่า เรื่องทั่วไปแบบนี้เธอพอรู้อยู่บ้าง
ไม้แห้งไม่มีความชื้นอยู่จึงมีน้ำหนักไม่มาก หลังจากเก็บไม้ลงได้ครึ่งตะกร้าก็หยิบเอากระต่ายที่ท่าทีกระปรี่กระเป่าออกจากจากห้วงมิติสองตัว
เป็นตัวผู้หนึ่งตัวและตัวเมียหนึ่งตัว พวกมันเป็นสองตัวที่กระตือรือร้นมากที่สุด เธอไม่สามารถปล่อยให้พวกมันอาศัยอยู่ในห้วงมิติได้อีกต่อไป ไม่งั้นกระต่ายตัวอื่นก็จะเลียนแบบพฤติกรรมเช่นนั้น และเกรงว่าห้วงมิติของเธอก็จะเปลี่ยนจากฟาร์มเพาะพันธุ์ครบวงจรไปเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์กระต่ายแทนแล้ว
เธอหยิบหินขึ้นมาทุบกระต่ายให้ตายลงอย่างไม่ลังเล
หลังจากเอ่ยในใจว่า ‘อมิตาพุทธ’ เสิ่นทิงหงก็เริ่มคิดว่าจะเอากระต่ายสองตัวนี้ไปทำอะไรกินดี หรือไม่ก็ลงมือทำเองดีกว่า ถึงเวลาจะได้แอบเอาเครื่องปรุงในห้วงมิติมาใช้ได้ด้วย
คิดไปพลางจับกระต่ายยัดลงตะกร้าไปพลาง หลังจากจับยัดลงในตะกร้าก็เอากิ่งไม้แห้งสุมไว้รอบ ๆ แล้วตรวจสอบอีกทีให้แน่ใจว่าเวลาหันไปหันมากระต่ายจะไม่โผล่ออกมา เรียบร้อยแล้วก็แบกตะกร้าขึ้นหลังแล้วเดินลงจากเขา
เมื่อเดินผ่านทางที่เมื่อครู่ เธอเจอพวกป้า ๆ ทำงานกันอยู่ก็เห็นคนที่ยังมองมาทางเธออยู่ไม่น้อย หากแต่ชะเง้อคอมองดูแล้วก็ไม่พบอะไรนอกจากฟืนแห้งตะกร้าหนึ่ง
ดังนั้นจึงไม่มีใครทักถามอะไรอีกต่อไป เสิ่นทิงหงจึงเดินกลับบ้านได้อย่างไร้อุปสรรค
ขณะนี้ไม่มีใครอยู่ที่บ้านหลังเก่า เสิ่นปี้เหลียนออกไปทำงานแล้ว เสิ่นทิงหงจึงหิ้วตะกร้าเข้าไปที่บ้านสามโดยตรง
จากนั้นก็ไม่ได้ออกไปที่ไหนอีก
ตอนกลางวันพวกเสิ่นต้าเฉียงจะกลับมา เสิ่นทิงหงจึงเตรียมหุงข้าวเอาไว้ แน่นอนว่าพวกเขาเพิ่งได้กินเนื้อและข้าวขาวไป เธอรู้ดีว่าถ้าวันนี้หุงข้าวขาวอีก แม่คงได้เอาเรื่องเธอแน่ ๆ
ฉะนั้นแล้วเธอเลยได้แต่หุงข้าวต้ม แต่พอเทียบกับข้าวต้มที่หลิวเยว่เคยหุงก็ถือว่าข้นกว่าเล็กน้อย
แต่ในสายตาของแม่นั้นไม่ได้มองไปที่จุดอื่น เพียงเห็นว่าลูกสาวตัวเองกำลังทำอาหารก็รู้สึกตื้นตันใจจนต้องปาดน้ำตา “ลูกสาวพวกเรารู้ความขึ้นมากจริง ๆ”
เสิ่นทิงหง “...”
เสิ่นทิงอู่เดินเข้ามาคว้าฟืนไปจากมือเสิ่นทิงหง “น้องเล็กออกไปเล่นข้างนอกเถอะ อากาศร้อนอบอ้าวอย่างนี้ ถ้าเธอรู้สึกร้อนขึ้นมาจะไม่ค่อยดี ให้พี่รองคนนี้จัดการเอง”
เสิ่นทิงหงไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะว่าพวกเขาดีต่อเธอเหลือเกิน
จากนั้นจึงค่อย ๆ ยื่นฟืนไปให้เสิ่นทิงอู่อย่างเชื่อฟัง แล้วพาเสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่ไปดูของขวัญที่เธอนำกลับมาได้
“พ่อคะ แม่คะ ดูสิว่าวันนี้หนูขึ้นเขาไปเก็บอะไรมาได้” เสิ่นทิงหงเอ่ยน้ำเสียงโอ้อวดแล้วชี้ไปทางตะกร้าที่มีฟืนแห้งอัดอยู่แน่น
หลิวเยว่คิดว่าลูกอยากได้ยินคำชม จึงไม่ลังเลที่จะเอ่ยปากเยินยอลูกสาว
“ไอหยา นีเอ๋อร์ของพวกเราขยันขึ้นเยอะเลย ดูสิ เก็บฟืนแห้งมาได้ตั้งเยอะขนาดนี้”
เสิ่นทิงหง “…”
“ไอหยา ไม่ใช่ค่า~” เสิ่นทิงหงเห็นแม่เธอพูดราวกับว่ากำลังพูดหยอกเด็กตัวเล็ก ๆ จึงเอ่ยกระเง้ากระงอด
“ดูนี่สิคะ”
หลังจากดึงฟืนแห้งออกเผยให้เห็นซากกระต่ายตัวอ้วนท้วมสองตัว ทำให้ทั้งเสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่ต่างตะลึง
“นี่… นี่ นี่ นี่…” หลิวเยว่ถึงกับพูดไม่ออก นอกจากเวลาเชือดหมูในหมู่บ้านแล้ว มีไม่กี่ครั้งที่ได้เห็นเนื้อมากมายขนาดนี้
“ลูกเอามาจากไหนกันเนี่ย?” เสิ่นต้าเฉียงถามออกมาบ้าง
“หนูจับได้จากบนเขาค่ะ ระหว่างเก็บฟืนบังเอิญเจอกระต่ายโง่ ๆ สองตัวนี้เข้า กระต่ายตัวเมียกระโดดชนต้นไม้ตาย กระต่ายตัวผู้คิดไม่ตกจึงตายตามไปเพราะความรัก”
เสิ่นทิงหงพูดจาไร้สาระออกไป แต่พ่อแม่กลับเชื่อเป็นตุเป็นตะ
“โอ้ ลูกสาวแม่ช่างนำโชคอะไรขนาดนี้” หลิวเยว่พูดชมด้วยความภูมิใจ
“เป็นลูกสาวฉันด้วยเหมือนกัน” เสิ่นต้าเฉียงพูดสำทับ
เสิ่นทิงหงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แต่พวกเขาเชื่อก็ดีแล้ว ต่อไปถ้าเธอเอาอะไรออกมาก็จะหาเรื่องหลอกพวกเขาได้ง่ายหน่อย
“พ่อคะ แม่คะ พวกเราจะเชิญบ้านคุณลุงคุณป้าสะใภ้มากินข้าวในวันยกคานบ้านใหม่กันไม่ใช่เหรอคะ ถึงเวลานั้นคุณปู่คุณย่าก็จะไปช่วยดูแลแขก วันนั้นถือเป็นวันสำคัญ พวกเราไม่ควรตระหนี่กันเกินไป” เสิ่นทิงหงพูดขึ้น
“บ้านเรายังมีเนื้อเหลืออยู่อีกครึ่งจิน ใส่เกลือหมักเอาไว้กินวันมะรืน รวมกับกระต่ายสองตัวนี้เข้าไปก็น่าจะพอนะคะ”
“พอสิ พออยู่แล้ว” หลิวเยว่พยักหน้า
“ไว้พรุ่งนี้หนูขึ้นเขาไปหาโชคอีกไม่แน่ว่าจะเจอลาภลอยแบบนี้อีกก็ได้!” เสิ่นทิงหงกล่าวเคล้ารอยยิ้ม
หลิวเยว่พูด “ลูกจะไปโชคดีแบบนี้ทุกวันได้ยังไง ช่วงนี้แดดแรงมาก ลูกอยู่กับบ้านเฉย ๆ ไม่ต้องขึ้นเขาไปหรอก ถ้าผิวขาว ๆ ของลูกคล้ำขึ้นจะมาร้องไห้ฟูมฟายไม่ได้นะ”
เสิ่นทิงหงพูดขึ้นอย่างอาย ๆ “หนูเป็นคนบอบบางแบบนั้นที่ไหนกันค่ะ”
มันกลับเป็นเรื่องเมื่อก่อนของเจ้าของร่างเดิม ตอนนั้นหล่อนน่าจะอายุได้สักสิบเอ็ดถึงสิบสองปี และเริ่มรักสวยรักงาม ตอนนั้นหล่อนถูกพี่ชายทั้งสองลากออกไปเก็บไข่ไก่ แม้ว่าขากลับหล่อนจะเก็บไข่กลับมาได้ แต่ผิวของหล่อนก็คล้ำขึ้นไม่น้อย
เมื่อเห็นผิวคล้ำขึ้น เจ้าของร่างเดิมจึงร้องไห้โยเยกลับมา เหตุการณ์นี้ทำเอาหล่อนโกรธจนไม่ยอมกินไข่ ปิดประตูขังตัวอยู่ในบ้านตั้งหลายวัน โชคดีที่ผ่านไปไม่กี่วันผิวก็ค่อย ๆ กลับมาขาวขึ้นเหมือนเดิม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วันไหนที่ข้างนอกมีแดดแรง เจ้าตัวจะไม่ยอมก้าวเท้าออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว
แต่ตอนนี้เสิ่นทิงหงพูดกับหลิวเยว่ไม่ได้ว่า เธอได้ทาครีมกันแดดทั้งตัวก่อนออกไปข้างนอกเรียบร้อยแล้ว จึงได้แต่ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรต่อ รอจนพวกเขาจะออกไปทำงานพรุ่งนี้ เธอก็จะสามารถขึ้นเขาได้
คืนนั้นพวกเขาจัดการกับซากกระต่ายอย่างเงียบ ๆ เนื่องจากยังไม่ได้ย้ายบ้านออกไป จึงได้แต่ต้มน้ำแล้วจัดการกันที่ด้านใน
ยังดีที่สามารถจัดการให้เรียบร้อยได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่พ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นก็ไม่รู้เรื่อง หลิวเยว่เก็บหนังกระต่ายแยกไว้อย่างดี บอกว่าจะเก็บไว้ทำผ้าพันคอให้เสิ่นทิงหงไว้ใช้ในหน้าหนาว นั่นก็เพราะหนังกระต่ายมีไม่พอสำหรับทำเสื้อกันหนาว เพราะถ้ามันมีพอละก็เธอก็จะตัดเสื้อกันหนาวให้ลูกสาวหนึ่งตัว ว่ากันว่าถ้าใส่เสื้อผ้าขนฟูฟ่องแบบนี้ไว้จะทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่น