บทที่ 159
บททดสอบทางใจที่ถูกลืม
สภาลอร์ดแห่งเซริสได้สั่งการลงไปแล้ว เมืองหลวงจะทำหน้าที่ควบคุมการส่งกำลังทหาร และรักษาเส้นทางระหว่างอาณาจักรซึ่งกำลังจะเปิดออกจนกว่าสถานการณ์เลวร้ายจะคลี่คลายลง
แดนเหนือ ซึ่งในขณะนี้ได้รวบเอาบาบาริสเข้าเป็นส่วนเดียวกันแล้ว จะจัดกำลังทหารหน่วยพิเศษเพื่อรักษาความปลอดภัยของบุคคลสำคัญซึ่งมีเพียงลอร์ดเดวิด และเลดี้อามิร่า มีชนชั้นสูงเพียงสองคนในขบวนเดินทางนี้
ไม่ใช่เพราะลอร์ดของเขตอื่นขี้ขลาดตาขาว แต่ว่าภาระในเซริสล้วนตึงมือเกินไปจนไม่อาจปลีกตัว
คิทเข้าใจดี เขารู้ตัวว่าตนเองเป็นกรณีพิเศษ เพราะทราบล่วงหน้านานแล้วว่าจะต้องเดินทางลงใต้
การเตรียมความพร้อมของเขาจึงมากกว่าผู้ใด จริง ๆ เขาควรจะมีงานเยอะจนไม่อาจปลีกตัวได้เช่นกัน แต่เมื่อจัดลำดับความสำคัญ พร้อมแจกแจงงานจำนวนมากให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแล้ว งานในมือจึงน้อยลงไปมาก
ขณะนี้จึงรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปหลายลูก... ต้องเรียกว่า โยนความคิดในหัว ไปให้คนอื่นเขาปวดสมองแทนจึงจะเหมาะสมที่สุด
การเดินทัพของเซริสจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เมืองหลวงจะดูแลกำแพงป้องกันของบลูวาเรีย ส่วนแดนเหนือมีมิคคิลทอฟท์คอยตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยจนทุกฝ่ายหายห่วง ทหารส่วนตัวจึงต้องติดตามท่านลอร์ดเดวิดไปเป็นระลอก รอบแรก ทหารที่แข็งแกร่งที่สุด 500 คน จะเป็นกลุ่มนำร่องเปิดเส้นทาง โดยที่จะมีทหารอีก 5000 คน ติดตามลงมาพร้อมเสบียงขนาดใหญ่เป็นเวลาหลังจากนั้นเพียงสามวัน
เสบียงมหาศาลจะถูกส่งจากแดนเหนือมาที่สโตนเกทโดยตรง นกแก้วเขียวยังน่าจะใช้การได้ เพราะคิทได้วางแบบแปลนเสาหินสลักอักขระมนตรา ที่จะถูกติดตั้งตลอดทางเพื่อให้ภูตจดหมาย สามารถแวะเติมพลังได้โดยสะดวก
ขณะนี้ท่านชายจึงยืนมองโรงเรือนขนาดยักษ์บนเชิงเขาข้างกระท่อมน้อยที่บาบาริส เขาไม่อาจแวะกลับมาดูแลพวกมัน หรือใช้ประโยชน์จากพืชและสมุนไพรที่มีอยู่ภายในได้ เนื่องจากมนตราเคลื่อนย้ายระยะไกลจะถูกปิดกั้นด้วยพลังขององค์อิกนัสตลอดเวลาที่เขาอยู่ในอินเซนเดีย
“เอาไปด้วยดีไหมนะ...” ความกว้างขวางของมิติส่วนตัวได้ขยายใหญ่จนมีขนาดมากกว่า 2 เอเคอร์แล้ว สภาพอากาศภายในก็สะอาดบริสุทธิ์ แถมยังอิงเวลากลางวันกลางคืนตรงตามโลกภายนอกทุกประการ
“เอา ๆ ... วาริน่าชอบกลิ่นต้นไม้ในนี้มากเลยค่า” ก้อนกลมนุ่มนิ่มยังคงลอยไปมาอย่างมีความสุข ยิ่งได้ทราบว่าจะได้ออกผจญภัยในดินแดนที่ไม่รู้จัก วาริน่าก็ตื่นเต้นจนเกินงาม
“มิติแห่งนี้มีแต่ตาน้ำผุดกับแผ่นดินผืนจิ๋ว...” ซิลเวอร์ไนท์ส่ายหัว “เจ้าต้องรีบฝึกหน่อยนะ อย่างน้อยให้มีหุบเขากับต้นไม้ใหญ่ กว้างขวางพอให้ข้ากับวาริน่าบินเล่นก็ยังดี”
“รู้แล้วน่า แต่มันง่ายซะที่ไหนเล่า” คิทเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนมือจะเริ่มร่ายอักขระมนตราเคลื่อนย้ายทั้งโรงเรือนและกระท่อมน้อยที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า เข้าไปยังมิติส่วนตัวทันที ตอนนี้จึงรู้สึกเหมือนตัวเองแบกบ้านพร้อมห้องนอนและห้องทำงาน ไปไหนมาไหนด้วยทุกหนแห่ง
น่าเสียดาย ที่การติดตั้งแท่นเคลื่อนย้ายในมิติส่วนตัวยังไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลทางความผันผวนของมิติที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
กำลังพลห้าร้อยกว่าคนซึ่งหลัก ๆ จะมี คิท อามิร่า สาวใช้ทั้งสอง รวมไปถึงอีวานลูกน้องของเบนเนทผู้เจนจัดเรื่องการหาที่หลบภัยและสอดส่องอันตราย ส่วนที่เหลือเป็นทหารระดับอีลิท ที่ผ่านสงครามระหว่างอสูรมานามานับครั้งไม่ถ้วน ความสามารถในการสู้รบกับมนุษย์ของพวกเขาคงไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ น่าจะมีแม่ทัพแห่งเซริสเท่านั้นที่แข็งแกร่งกว่า...
ในแดนเหนือ พวกเขาถือเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว
คิทพอใจกับการคัดเลือกของพี่ชายแห่งสายลมและบิดา เขาเองประเมินสถานการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างถี่ถ้วนพร้อมกับเตรียมอุปกรณ์มากมายและเสบียงฉุกเฉิน แม้ภายนอกจะเดินตัวเปล่ามาร่วมขบวนเพื่อประกาศคำชี้แจ้งพร้อมกับส่วนกลางของเซริส แต่ภายในมิติก็อัดแน่นไปด้วยของจำเป็นที่สามารถปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์
.
.
.
ข้อมูลของการเดินทางครั้งนี้ ถูกชี้แจงอย่างถี่ถ้วนแล้ว พลังที่เขามีนั้นเพียงพอกับการสร้างเสาหินสลักอักขระได้ตลอดการเดินทาง อาหารก็พร้อมแล้ว สมาชิกก็พร้อมแล้ว เสบียงก็พร้อมแล้ว นัดแนะกับเซริสหลายรอบแล้ว แต่หลังจากตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเป็นครั้งที่สาม คิทก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งใดคอยทำให้ตนเองกระวนกระวายใจ
วันนี้ยังเดินทางไม่ได้ เพราะเวลาล่วงเลยจนค่ำ การเดินทางย่อมต้องเป็นพรุ่งนี้ แต่เขายังไม่หายตื่นเต้นเสียที
เพราะเหตุใดกันนะ...
มื้ออาหารที่ปราสาทของลอร์ดแห่งสโตนเกท ยังคงเยี่ยมยอดเหมือนเคย แต่ท่านชายเดวิดที่มีท่าทีประหลาด ก็เริ่มทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวล อามิร่ามองคิทเป็นเช่นนี้มาทั้งวันแล้ว ความห่วงใยยิ่งพุ่งสูงจนไม่อาจปิดปากเงียบได้อีกต่อไป
“ท่านเป็นอะไรหรือ?” ระหว่างพักผ่อนที่ระเบียงเพื่อรับลมสดชื่นเข้าปอด ท่านหญิงผมดำขลับก็เดินถือเครื่องดื่มมายื่นให้ แสงดาวของวันนี้ช่างระยิบระยับน่ามองเหลือเกิน “มีเรื่องกังวลอะไร อยากให้สหายคนนี้ช่วยแบ่งเบาหรือไม่”
“ขอบใจนะ” คิทรับแก้วไวน์กลิ่นหอมมาจิบอย่างผ่อนคลาย จากนั้นก็ถอนหายใจ “ข้า... รู้สึกว่าตนเองกำลังลืมอะไรสักอย่าง แต่ก่อนจะทานมื้อเย็น ข้าก็ตรวจสอบอีกครั้งแล้ว ว่าไม่มีสิ่งใดบกพร่อง แต่ก็ยังอดรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้อยู่ดี”
“ฮะๆๆ ... ท่าน ตื่นเต้นไปกระมัง” เสียงหัวเราะเล็ก ๆ ที่สดใสเหลือเกินในความรู้สึกของเดวิด ทำให้เจ้าตัวหันไปมองสหายของตนอย่างไม่อาจละสายตา เธอยังคงพูดปลอบใจอยู่เนิ่นนาน แต่ว่าถ้อยคำมากมายแทบไม่ได้ผ่านเข้าหูของเขาแม้แต่น้อย
“อินเซนเดียไม่อันตรายมากขนาดนั้นหรอก ท่านมีคนนำทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดเชียวนะ ไว้ใจข้าได้เลย!” มือเรียวสวยของเธอทาบลงที่อกซ้ายของตนเอง มันเป็นท่าทางที่แสดงออกมาเพื่อใช้ยืนยันความจริงใจ ท่านชายเองก็หลุดหัวเราะอย่างพอใจจนบรรยากาศเริ่มดีขึ้น
อามิร่าก็เป็นเช่นนี้เสมอ ทำให้เขารู้สึกดีและหายกังวลได้ตลอด ทว่าหลังจากเธอจากไป หัวใจที่เต้นในอกก็ยังระรัวเหมือนเดิม ร่างกายร้อนรุ่มจนยากจะปฏิเสธ สายตามองหาภาพเป้าหมายที่อยากเห็นในงานเลี้ยง เพื่อยืนยันความคิดที่มีอยู่ในหัวขณะนี้
คิ้วทั้งสองข้างรู้สึกกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ จนท่านชายต้องวางแก้วไวน์ลงพร้อมกับเอามือมากุมขมับ ระหว่างนั้นก็สูดหายใจลึก ๆ เพื่อเอาความเย็นไปช่วยบรรเทาร่างกายเสียหน่อย
(บ้าเอ๊ย...) เขารู้ตัวแล้ว ว่าลืมสิ่งใดไป แม้จะอยากตะโกนระบายอารมณ์เพียงใด แต่ก็ทำได้เพียงหายใจเข้าออกอย่างรุนแรงเท่านั้น
(ท่านซาบิน่า!) คิทรู้สึกว่าตนเองเพิ่งเคยเสียท่าผู้อาวุโสเป็นครั้งแรก
เขาลืมความรู้สึกส่วนตัวไปเสียสนิท แรงดึงดูดประหลาดกับความงดงามของอามิร่าที่ต้องตาต้องใจเสมอ กำลังกลายเป็นบททดสอบพิเศษที่เขารับมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ไม่รู้ว่าการเดินทางในอินเซนเดียเพื่อคลี่คลายปัญหาครั้งนี้จะใช้เวลานานเพียงใด เป็นเดือน... เป็นปี... หรือมากกว่านั้น
แต่คิทก็มั่นใจ ว่าเขาจะต้องใช้ความอดทนทั้งกายและใจมากทีเดียว
.....
ต้นเดือนที่ 2 ของปีเซริสที่ 1758 กลุ่มทหาร พร้อมท่านลอร์ดและเลดี้ พร้อมผู้ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางออกจากประตูของกำแพงปราการสโตนเกทที่สูงใหญ่และน่าเกรงขามยิ่ง
หินสูงตระหง่านสองแท่ง เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดจากระยะไกล ในที่สุดท่านชายซึ่งสงสัยมาตลอดว่าทำไมเขตสโตนเกทถึงได้รับชื่อนั้นก็เข้าใจที่มาของมันอย่างชัดเจน... ถ้าจินตนาการให้แท่งหินทั้งสองชิ้นเชื่อมติดกัน พวกเขาก็จะได้ซุ่มประตูเข้าอาณาจักรเซริส ที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุด
อีกไม่นานก็จะได้กลับมา... หลังจากบอกลาบ้านเกิดของตนเองที่อยู่เบื้องหลัง คิทก็ไม่หันกลับไปมองอีก
มีเพียงเป้าหมายข้างหน้าให้ฝ่าฟัน หวังว่าบ้านเกิดของอามิร่าจะมีเรื่องน่าสนใจชวนให้ตื่นเต้นไม่มากก็น้อย
ขบวนเดินทางจากเซริส ใช้เวลาถึงสามวันจึงจะพ้นเขตหนาวเย็นที่เคยมีหิมะปกคลุมทุกปี ละแวกที่ผ่านมายังพอมีแหล่งน้ำให้ได้ใช้ดื่มกินเพื่อบรรเทาความกระหาย มีสัตว์ป่าแถบผาหินให้ได้เห็น และได้ล่ามาใช้เป็นอาหารเพื่อลดการใช้งานเสบียงบ้าง
ขบวนเดินทางนี้ ไม่มีม้า หรือสัตว์ใช้ลากพาหนะขนาดใหญ่ การขนส่งของจำนวนมากจึงทำในรูปแบบรถเข็นที่สมาคมการช่างออกแบบมาให้แข็งแรง ทนทาน และเคลื่อนย้ายได้สะดวกทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เปียกแฉะ บนหิมะ บนถนนหินขรุขระและเป็นหลุมเป็นบ่อขนาดไหน สิ่งของที่บรรทุกมาก็จะยังปลอดภัย แถมช่วยทุ่นแรงจึงไม่เปลืองกำลังทหารแม้แต่น้อย
หลังจากพ้นเขตผาหินที่มีร่องรอยแห่งความชื้น พวกเขาก็ก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนแห่งก้อนกรวด ซึ่งมีเพียงหิน และทราย ทว่าขณะนี้ น้ำที่ไหลซึมมาเบื้องล่างจากการละลายของน้ำแข็ง ทำให้บริเวณรอบด้าน เต็มไปด้วยต้นหญ้าเล็กจิ๋ว ที่กำลังชูช่อดอกหลากสีเต็มไปหมด เหมือนพรมขนาดใหญ่แห่งชีวิตที่กำลังเบ่งบาน
“ยินดีต้อนรับสู่อินเซนเดีย พวกเรามาทันพอดี” อามิร่าสูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อรับความสดชื่นของภาพที่เห็น “ถนนดอกไม้แห่งนี้ อยู่ที่นี่มาเกือบพันปีแล้ว ต้นตระกูลของข้าเคยวางแผนไว้ว่าจะใช้มันเจริญสัมพันธไมตรีกับเพื่อนบ้านที่อยู่ทางเหนือ...” เธออธิบายเพิ่มเติม จากนั้นก็แสดงวิธีการหาทิศทางตามแบบฉบับของชาวอินเซนเดีย
“ก่อนอื่นเลย... พวกท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดินทางได้สักครึ่งวัน เส้นทางของพวกเราก็จะร้อนเป็นเตาอบแล้วล่ะ” ท่านหญิงพูดขึ้น ท่านชายเดวิดที่ใส่เสื้อผ้าบางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอะไร ทว่าทหารที่ได้ยินก็พยักหน้ารับคำ แล้วเริ่มสั่งการลงไปอย่างรวดเร็ว คิทจึงย่นคิ้วอย่างสงสัยเล็กน้อย
เจ้าพวกนี้... เริ่มฟังคำสั่งของอามิร่าตั้งแต่เมื่อไหร่?
“เราจะใช้เส้นทางนี้นะคะ...” นิ้วเรียวสวยชี้ให้เห็นเส้นทางซึ่งไม่เคยมีระบุไว้บนแผนที่หยาบที่ทางเซริสมีในครอบครอง เส้นทางที่ลัดเลาะไปตามสันเขาขนาดเล็กเลียบชายฝั่งตะวันออก ลากยาวไปถึงที่พักแห่งแรกซึ่งเป็นโอเอซิสขนาดย่อม หลังจากนั้นพวกเขาต้องผ่านโอเอซิสใกล้ชายทะเลอีกถึงสามแห่ง ก่อนที่จะถึงเมืองของพันธมิตรแห่งสันติ ที่ปกครองโดยฮาดราห์อาลี
“เสบียงน้ำของพวกเราเป็นสิ่งจำเป็นมาก ข้าเลือกเดินทางใต้เงาของช่องเขา อาจจะดูอันตรายสำหรับการซุ่มโจมตี แต่มันก็มีประโยชน์สำหรับการปรับตัวในช่วงแรก เพื่อให้ร่างกายของพวกท่านทนอากาศร้อนระอุได้...”
“ต่อให้หิวน้ำมากเท่าไหร่แต่ก็ขอให้อดทน พวกเราจะพักเป็นระยะระหว่างเดินทางเพื่อดับกระหายและคลายความร้อน เมื่อตะวันตรงหัวเมื่อใด เราจะหยุดเดินทางทันที จะไม่เดินทางก่อนจะผ่านครึ่งแรกของช่วงบ่ายเด็ดขาด...”
“อืม... เข้าใจแล้ว สามวันแรกคงจะหนักหน่อย แต่เราก็น่าจะถึงโอเอซิสใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ ที่นั่นร่มรื่น มีน้ำสะอาดให้พวกเราได้เติมเสบียง แม้จะเล็กไปหน่อย แต่พวกเราจำเป็นต้องแวะที่นั่นค่ะ”
หลังจากอธิบายจนทุกฝ่ายเข้าใจดีแล้ว อามิร่าก็แสดงท่าทีเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองลืมสิ่งใด เธอจึงรีบคว้ากระเป๋าสะพายของตนเองมาคุ้ยหาของบางอย่าง...
ผ่านไปไม่นาน ในมือของเธอก็ได้ผ้าสีเขียวปักไหมทองคำ ลงลวดลายเป็นเอกลักษณ์ตัดกับสีน้ำตาลและเงินอย่างลงตัว
“เดวิด ก้มหัวลงมาหน่อยสิ” หญิงสาวที่เดินเข้ามาใกล้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกประหม่า ทว่าเท้าของเขาก็ไม่ได้ถอยหลังหนีแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงไปมองสหายที่สูงเพียงไหล่แล้วก็ยิ้มกว้าง
“.....” เขาก้มหัวแต่โดยดี จากนั้นก็ถูกแต่งกายตามแบบฉบับของชาวอินเซนเดีย มีผ้าโพกหัวที่คลุมติดต้นคอ แถมยังมีส่วนที่เป็นผ้าปิดปากให้ใช้กันฝุ่นทรายได้ตามสะดวก
“นี่... ไม่หรูหราเกินไปหรือ?” ชายผ้าถูกยกขึ้นมาดู มันเข้ากับสีชุดที่เขาชอบสวมใส่ซึ่งเป็นโทนเขียว แต่กลับดูสูงค่ากว่ามากนัก เพราะประดับประดาไปด้วยไหมทองที่ผลิตได้ยาก
“ท่านต้องแสดงตัวเป็นผู้นำที่สูงส่งกว่าเหล่าฮาดราห์ ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงจะแสดงความเย่อหยิ่งให้เห็น” อามิร่ามองภาพตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา ในใจได้แต่รู้สึกจักจี้ เพราะเห็นหนวดอ่อนๆ บางส่วนเริ่มขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาแล้ว
ดวงตาสีมรกตบนดินแดนแห่งภูเขาหินสีแดงและผืนทราย ช่างมีพลังประหลาดที่ทำให้ใจของเธอเต้น เขาแต่งตัวได้สูงส่งเหลือเกิน ท่าทางที่มีก็องอาจและผ่าเผย ผู้ที่พบเห็นคงทราบโดยทันทีว่าเขาคือผู้ใด อำนาจ ฐานะ และสายเลือดสูงส่งขนาดไหน
ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในอกทำให้เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ เป็นบททดสอบความอดทนของจิตใจครั้งสำคัญเช่นกัน
เหล่าทหารได้แต่มองหน้ากัน อีวานมองหน้าอามาลหนึ่งในสองสาวใช้อย่างมีเลศนัย เสียงกระซิบแผ่วเบาถูกส่งออกไปถาม...
“ตกลงนายหญิงของพวกเจ้า จะกลายเป็นนายหญิงของพวกข้าด้วยใช่ไหม?”