“ลูกดูไม่กังวลเลยนะ”
เคลตอบกลับบิดาด้วยรอยยิ้มแทนคำพูด
สีหน้าของเคลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาซึ่งมันก็ต้องเป็แบบนั้นอยู่แล้ว
เพราะฉันไม่โดนอัดจนเละยังไงล่ะ
ฝนตกในอาณาเขตเฮนิทุสจนถึงเมื่อวานหากเื่ราวดำเนินไปตามเนื้อหาในหนังสือนั่นหมายความว่าเคลจะโดนกระทืบจนยับเยินถึงขั้นฝุ่นฟุ้งตลบแม้จะเป็วันที่ฝนตก[1]แต่แน่นอนว่าเมื่อวานเขาไม่โดนอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ตอนนี้เขาก็สามารถหลับสนิทได้แล้วเพราะััได้ถึงโล่คงกระพันที่ห่อหุ้มหัวใจของตนไว้ตลอดเวลาและเมื่อคิดว่าถึงเขาจะทำอะไรให้คนอย่างรอนหรือบีครอสไม่พอใจแต่ก็น่าจะเอาตัวรอดไปได้สักครั้ง สีหน้าของเคลจึงดูสดใสขึ้นกว่าเดิม
“ท่านพ่อ”
เคลเอ่ยขึ้นขณะกวาดมองอาหารมื้อเช้าบนโต๊ะซึ่งหรูหราอลังการกว่าปกติ
“ดูเหมือนจำนวนผู้ติดตามจะเพิ่มมาอีกแล้วนะครับทั้งที่ผมขอให้ลดลงแล้วแท้ ๆ”
เคลบอกกับบิดาว่าให้ลดจำนวนข้ารับใช้ที่จะติดตามไปปรนนิบัติและคนงานที่รับผิดชอบงานจิปาถะขณะเดินทางไปเมืองหลวงลงแถมยังบอกอีกว่ามีแค่ฮันส์กับรอนก็พอแล้ว แน่นอนว่าผู้ช่วยพ่อบ้านถึงกับหน้าซีด แต่เมื่อได้ยินว่าแมวสองตัวนั้นจะไปด้วยเขาก็รีบเก็บกระเป๋าทันที
“อ้อ เื่นั้น”
ไม่รู้ทำไมเดรูธถึงมีท่าทีอึกอักและในตอนนั้นเองก็มีอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในบทสนทนาของพวกเขา
“ฉันสั่งเอง”
เคาน์เตสไวโอแลนทอดสายตามองจานอาหารตรงหน้าเธอเกล้าผมเป็มวยบนศีรษะอย่างเรียบร้อยเหมือนทุกทีซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับบุตรชายอย่างบาเซนมากเหลือเกินใบหน้าไร้อารมณ์ที่ไม่เคยสบตากับเคลตรง ๆ เลยสักครั้งช่างเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
“ถ้าพาผู้ติดตามไปน้อยแบบนั้นผู้อื่นจะครหาว่าตระกูลของเราอัตคัดเอาได้”
นํ้าเสียงของเธอราบเรียบไม่มีการไล่ระดับสูงตํ่าใด ๆ ไวโอแลนชำเลืองมองเคลแล้วกล่าวเสริมขึ้นลอย ๆ
“...ไม่ได้หมายความว่าเธอบกพร่องหรอกนะ”
“ผมทราบครับ”
ไวโอแลนชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบของเคลเธอจัดการอาหารของตนต่อและยังกล่าวอีกว่า
“ผู้คนโดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงมักให้ความใส่ใจกับภาพลักษณ์ภายนอกมากกว่าสิ่งใด”
เคลจ้องมองเคาน์เตสไวโอแลนเงียบ ๆเขาเคยได้ยินมาว่าเธอเป็บุตรสาวคนโตของบารอนผู้ยากจนและใฝ่ฝันอยากจะเป็ผู้นำสมาคมการค้าเมื่อครั้งยังเยาว์วัยในตอนนั้นเธอได้ขายสินค้าฟุ่มเฟือยให้แก่เหล่าชนชั้นสูงจนสามารถลืมตาอ้าปากได้ด้วยอิทธิพลนั้นจึงทำให้ไวโอแลนได้เดินทางมายังอาณาเขตปกครองของตระกูลเฮนิทุสแล้วเกิดความหลงใหลในงานศิลปะที่เรียกว่าประติมากรรมรูปสลักหลังจากนั้นเธอได้พบเคานต์เดรูธและทั้งสองก็ตกหลุมรักกันปัจจุบันเธอเป็ดั่งศูนย์กลางของกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในอาณาเขตแห่งนี้
จากสิ่งที่เคล ไม่สิ คิมรกซูเห็นไวโอแลนมีความภาคภูมิใจในชีวิตของตนอย่างเหลือล้นและมีความหยิ่งทะนงในวงศ์ตระกูลสูงมากเช่นกัน
แม้จะสังเกตเห็นว่าเคลกำลังจ้องมาอย่างเงียบ ๆแต่เธอก็ยังพูดต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“สิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้นเดิมทีไม่ใช่เพียงการทำให้ดูสวยงามแต่เพียงภายนอก พวกมนุษย์ขยะ...อะแฮ่ม”
เพราะเคยทำงานอยู่ในแวดวงการค้ามาก่อนเธอจึงค่อนข้างพูดจาโผงผาง
“ยังไงก็ตามมีคนมากมายที่คิดว่าภาพลักษณ์ภายนอกคือทุกสิ่ง”
ด้วยเหตุนั้นไวโอแลนจึงบอกให้พาผู้ติดตามไปด้วยมาก ๆสุดท้ายแล้วเจตนาของเธอคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้เคลถูกดูิ่ว่าตํ่าต้อยเพียงเพราะพาผู้ติดตามไปแค่ไม่กี่คน
แน่นอนว่าเคลก็อยากพาคนไปคอยปรนนิบัติตนเองเยอะๆ ด้วยเช่นกัน
จะสบายสักแค่ไหนกันนะ
เดี๋ยวนี้เขารู้สึกลำบากไม่น้อยหากไม่มีข้ารับใช้สักคนอยู่ด้วยเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าแม้จะเป็เวลาแค่ประมาณหนึ่งสัปดาห์แต่เคลก็ไม่อาจละทิ้งความสะดวกสบายเ่าั้ไปได้เช่นกัน
ทว่าเส้นทางข้างหน้าของเคลมีัดำคลุ้มคลั่งตัวหนึ่งรออยู่
หากไม่รีบปลดปล่อยัร้ายั้แ่เนิ่น ๆก็อาจมีผู้คนที่ต้องล้มตายเมื่อมันเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา
เคลไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรแต่เขาไม่อยากเห็นผู้คนต้องตายต่อหน้าต่อตาและไม่อยากรับผิดชอบคนที่ได้รับาเ็จากเื่นี้ด้วย
ความรับผิดชอบนั้นเป็ภาระอันหนักอึ้งคิมรกซูรับผิดชอบชีวิตของตนเองมาั้แ่ยังเด็กจึงรู้ดีว่าความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนนั้นทั้งน่ากลัวและหนักหน่วงที่สุดดังนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ศิลปะเป็กระจกสะท้อนจิตใจใช่ไหมครับ”
ไวโอแลนละสายตาจากจานอาหารแล้วมองไปที่เคลนับเป็ครั้งแรกตลอด่เวลาที่ผ่านมาที่ทั้งสองได้สบตากัน
“...รู้จักด้วยสินะ”
“ครับ ผมเองก็รู้จัก”
เคลใช้เวลาสี่วันตระเวนไปทั่วอาณาเขตเพื่อตระเตรียมทุกสิ่งที่ต้องพกไปด้วยในการเดินทางสู่เมืองหลวงเขายกหนึ่งในสิ่งที่ได้เห็นในระหว่างนั้นขึ้นมากล่าวให้ไวโอแลนฟัง
“งานประติมากรรมมิได้สลักขึ้นจากสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาแต่สลักขึ้นจากสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ”
ครั้งนี้เคลเป็ฝ่ายหลุบตามองจานแล้วจัดการมื้อเช้าต่อโดยมีสายตาของไวโอแลนคอยจับจ้อง
“ผมเห็นมันเขียนไว้บนป้ายที่หอนิทรรศการน่ะครับ”
นั่นเป็ข้อความที่เขียนไว้บนป้ายที่ติดอยู่ข้างหน้าหอนิทรรศการสำหรับช่างแกะสลักหน้าใหม่ในอาณาเขตเป็ข้อความที่ไวโอแลนสลักเองกับมือ
“...ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเธอเถอะฉันจะลดจำนวนผู้ติดตามลงก็ให้ได้ แต่รถม้าและข้าวของอื่น ๆจะต้องเป็ของที่ดีที่สุดเท่านั้น ให้สมกับเป็คนตระกูลเฮนิทุส”
“ได้ครับถ้าอย่างนั้นก็ช่วยเตรียมของที่แพงที่สุดให้ด้วยนะครับ”
“ได้สิฉันจะเตรียมรถม้าที่ต่อให้วิ่งบนถนนที่ปูด้วยหินกรวดก็ไม่ทำให้เธอต้องเจ็บก้นเลยแม้แต่น้อย”
“เยี่ยมไปเลยครับ”
เพราะเคลมัวแต่มองจานจึงไม่ทันสังเกตรอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของไวโอแลนก่อนจะหายวับไปเคานต์เดรูธที่เฝ้ามองสถานการณ์พลันกระแอมกระไอซ่อนมุมปากที่กำลังจะยกขึ้นแล้วเอ่ยถามบุตรชาย
“ลูกได้ตรวจสอบรายงานจากฮันส์เกี่ยวกับนิสัยของทายาทขุนนางแต่ละตระกูลที่เข้าร่วมงานครั้งนี้หรือยัง”
เดรูธใช้ทั้งหน่วยข่าวกรองของอาณาเขตและกิลด์ข่าวกรองเพื่อรวบรวมข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับนิสัยของขุนนางตระกูลสำคัญมาให้เคล
“ครับ น่าสนุกดีนะครับ”
นี่น่าจะเป็ข้อมูลที่หามาได้อย่างยากลำบากและต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาลแม้ว่าจะเป็เพียงข้อมูลสั้น ๆ คนละไม่เกินสามบรรทัดแต่ข้อมูลของชนชั้นสูงเหล่านี้ก็นับเป็ของลํ้าค่าราคาแพง
“ดูเหมือนจะมีคนทุกประเภทเลยนะครับ ทั้งคนใจแคบคนขลาดเขลา คนที่ทั้งฉลาดและน่าหวาดหวั่น รวมถึงคนที่บ้าอำนาจ”
แน่นอนว่ามีคนที่จิตใจดีจนเหมือนคนโง่พวกดื้อด้านหัวแข็ง รวมถึงอันธพาลไม่เอาไหนด้วยเช่นกัน
“ลูกอ่านข้อความที่พ่อให้ไปแล้วสินะ อะแฮ่มอย่างไรก็ตาม ลูกทำตามที่อยากทำนั่นแหละ แต่ว่านะเคล...”
“ครับ”
“พ่อได้ยินข่าวลือแปลก ๆ มา”
ไหล่ของเคลกระตุกเบา ๆ
“ว่ากันว่าต้นไม้กินคน...หมายถึงต้นไม้สีดำนั่นตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็ต้นไม้สีขาวที่ผลิใบเขียวชอุ่ม บริเวณรอบ ๆที่ไม่เคยมีอะไรเติบโตก็มีต้นหญ้างอกเงยขึ้นมากมาย”
สถานที่ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดใน่สี่วันที่ผ่านมาคือยอดเนินเขาเหนือเขตสลัมซึ่งมีเพียงต้นไม้สีดำยืนต้นอยู่หลังจากความคับแค้นใจคลายลงด้วยฝีมือของเคลต้นไม้จึงแปรเปลี่ยนเป็สีขาวและผลิใบเขียวขจีจนดูเหมือนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าสิ่งลี้ลับ
“ช่างเป็ข่าวลือที่น่าสนใจดีจริง ๆ ใช่ไหมล่ะ”
“นั่นสินะครับ เป็ข่าวลือที่น่าสนใจจริง ๆ”
เคลแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่เพราะยังไม่คิดจะเปิดเผยการมีอยู่ของพลังโบราณในตอนนี้ไม่มีทางที่เ้าเมืองอย่างเดรูธจะไม่รู้ว่าบุตรชายของตนไปยังเขตสลัมทว่าเขาย่อมไม่รู้ลึกไปถึงเื่พลังโบราณเมื่อนึกถึงเคลกับต้นไม้ต้นนั้นขึ้นมาก็ได้แต่คาดเดาว่าคงมีบางอย่างเกิดขึ้น
“ใช่ ข่าวลือนั่นไม่ได้พิเศษอะไรแต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องระวังไว้ว่าอาจมีข่าวลือเกิดขึ้นได้เสมอไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าสายตาและปากของคนอีกแล้ว แน่นอนว่าภายในอาณาเขตแห่งนี้หากเป็คนในตระกูลของเราก็ไม่เป็ไรหรอก”
“ผมจะจำเอาไว้ครับ”
เคลคิดว่าหากอยู่แต่ในอาณาเขตก็คงจะมีชีวิตที่สุขสบายจะดีแค่ไหนหากเขารีบไปเมืองหลวงแล้วรีบกลับมาจากนั้นก็ปลีกตัวจากเื่วุ่นวายแล้วเพลิดเพลินกับชีวิตที่เหลืออย่างอิสระ
มื้อเช้าเพื่อส่งเคลไปเมืองหลวงเสร็จสิ้นลงหลังได้รับคำอวยพรจากเคานต์เดรูธและเคาน์เตสไวโอแลนที่งานยุ่งจนไม่สามารถออกไปส่งได้แล้วเขาก็หันไปสบตากับน้องทั้งสองที่ยืนทำท่ายึกยัก
“มีอะไร”
บาเซนทำเพียงผงกศีรษะตอบรับคำถามห้วน ๆ ของเคลส่วนลิลลี่ผู้เป็น้องสาวก็เดินมาหาเขาด้วยท่าทีลังเล เธออายุเพียงเจ็ดขวบเป็น้องคนสุดท้องที่อายุห่างจากเคลถึงสิบเอ็ดปี
“ดะ...เดินทางปลอดภัยนะคะ”
“อืม เธอก็ดูแลตนเองด้วย”
ไหล่ของเธอสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะพยักหน้าหงึก ๆ
“ค่ะ!”
เด็กหญิงจ้องมองเคลโดยไม่พูดอะไรต่อเขาจึงเป็ฝ่ายถามกลับด้วยนํ้าเสียงเรียบเฉย
“ฉันซื้อของขวัญให้เอาไหม”
“จริงเหรอคะ”
นั่นไง อยากได้ของขวัญจริง ๆ ด้วยเคลพยักหน้าขณะมองลิลลี่ที่เผยสีหน้าหลากหลายออกมา ทั้งตกตะลึง ประหลาดใจและปีติยินดี
“อืม ว่ามาสิ”
“ดาบ”
“...หืม?”
“ซื้อดาบให้หนูสักเล่มนะคะ”
เด็กเจ็ดขวบกับดาบเนี่ยนะ? เมื่อความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเคล บาเซนจึงอธิบายให้ฟัง
“่นี้ความฝันของลิลลี่คือการเป็นักดาบครับท่านพี่”
“อย่างนั้นเองหรอกเหรอ”
เคลพินิจพิจารณาเด็กหญิงอย่างจริงจังอันที่จริงคนในตระกูลนี้ก็มีแขนขายาวและรูปร่างสมส่วนกันทุกคนแม้ลิลลี่จะอายุเพียงเจ็ดขวบ แต่ก็ค่อนข้างตัวสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันหากพยายามเข้าหน่อยก็คงพอจะกลายเป็นักดาบฝีมือดีได้แน่นอน
“อืม เป็นักดาบก็เหมาะดีเหมือนกันนะ”
ดวงตาของลิลลี่เป็ประกายวาววับ
“ฉันจะซื้ออันแพง ๆ มาให้เลยแล้วกัน”
ลิลลี่ก้มศีรษะลงเงียบ ๆราวกับเขินอายโดยมีรอยยิ้มมุมปากเผยออกมาแทนคำตอบส่วนเคลที่ไม่ทันสังเกตเห็นก็หันไปถามน้องชายวัยสิบห้าปีที่มองมาอย่างใจจดใจจ่อ
“...นายเอาด้วยไหม”
“ปากกาหมึกซึมครับ”
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากเลือกรายการของขวัญได้แล้วมื้อเช้าก็เป็อันสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
หลังออกจากอาคารหลักเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงสีหน้าของเคลตอนมาถึงรถม้านั้นช่างดูซับซ้อน
ประหลาดเป็บ้า
เขาหันไปถามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆทั้งสีหน้าพิลึกพิลั่น
“ทำไมที่นั่งของเ้าพวกนั้นถึงดูดีกว่าฉันอีกล่ะ”
เคลมองเบาะรองนั่งข้าง ๆที่นั่งของเขาซึ่งทั้งดูนุ่มและน่าจะมีราคาแพงทีเดียวบนเบาะนั้นมีเ้าแมวสองตัวที่กำลังรอต้อนรับเขาอยู่
“นายน้อยครับ พวกแมวน้อยก็ควรเดินทางแบบสบาย ๆไม่ใช่เหรอครับ เด็ก ๆ ยังตัวเล็กและบอบบางอยู่เลยนะครับ”
ฮันส์เอ่ยขณะวางเนื้อตากแห้งที่ปรุงขึ้นเป็พิเศษสำหรับพวกลูกแมวไว้ในรถม้าไม่ใช่แค่เคลเพียงคนเดียวเท่านั้น กระทั่งสีหน้าของรอนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยากจะได้เห็นเช่นกัน
เป็เพราะนายยังไม่เคยเห็นตอนที่พวกมันสร้างหมอกและพ่นพิษเข้าไปน่ะสิ
เมื่อสามวันก่อนเคลพาอนและฮงซึ่งเป็เด็กจากเผ่าแมวไปยังมุมหนึ่งของสวนที่ไร้ผู้คนจากนั้นก็ถามขึ้นว่า
“พวกแกทำอะไรได้บ้าง”
เมื่อได้ยินคำถามนั้นอนในร่างแมวก็สร้างหมอกขึ้นมาจากนั้นฮงก็หยดเืส่วนหนึ่งของตนเข้าไปเพื่อให้พิษกระจายอยู่ในอากาศแน่นอนว่าอนรู้วิธีควบคุมพลังเพื่อไม่ให้เคลตายจากหมอกพิษแถมพิษที่กระจายออกไปนั้นยังมีฤทธิ์ที่ทำให้เป็อัมพาตอีกด้วย
“พวกแกเก่งใช่เล่นเลยนี่”
ทั้งอนและฮงต่างกล่าวอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้ยินคำชมของเคล
“เพราะหมอกพิษนี่เลยทำให้หลบหนีมาได้ยังไงล่ะ!”
“พวกเราเก่งใช้ได้เลยละ!”
ั้แ่นั้นเป็ต้นมาอนและฮงก็ได้กินของอร่อยในปริมาณมหาศาลตลอดทั้งวัน แน่นอนว่าฮันส์นั้นยินดีมาก ๆ
“นายน้อยกระผมจะไปนั่งข้างหน้ากับคนขับรถม้านะครับ”
“อืม”
รอนปีนขึ้นไปนั่งตรงตำแหน่งสารถีและขณะที่เคลกำลังจะเข้าไปในรถม้าของตน ชเวฮันก็ตรงเข้ามาหาเขาเสียก่อน
“ท่านเคลครับ”
ชเวฮันบอกว่าไม่อยากเรียกเคลว่าท่านลอร์ดหรือนายน้อยและยืนกรานที่จะเรียกเขาว่าท่านเคลแทน
“มีอะไร”
“จะไม่ให้ผมอยู่คุ้มกันภายในรถม้าด้วยจริง ๆเหรอครับ”
สีหน้าของเคลราวกับเพิ่งกินลูกพลับที่ฝาดมาก ๆเข้าไป
“คือว่ามัน...”
มันจำเป็ต้องทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอ
เมื่อคำตอบแสดงออกผ่านสีหน้าของเคลชเวฮันก็พยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีกเมื่อมองท่าทางของอีกฝ่ายแล้วแววตาของเคลพลันฉายแววเคลือบแคลงสงสัย
จะว่าไปมันก็แปลก ๆ แฮะ
เห็นได้ชัดว่าแววตาของชเวฮันยังเต็มไปด้วยความขุ่นมัวความโกรธและความปรารถนาที่จะแก้แค้นยังคงอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจเมื่อวานนี้ตอนที่เคลบอกว่าได้ส่งคนจากปราสาทไปที่หมู่บ้านแฮร์ริสแล้วชเวฮันก็เผยความอาฆาตออกมาอย่างชัดเจน
ทว่าบรรยากาศรอบตัวเขากลับแตกต่างออกไปเล็กน้อยมันไม่ใช่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวังอย่าง‘โลกใบนี้ไม่้าให้ฉันมีความสุข! มันถึงได้พรากคนสำคัญของฉันไปจนหมดสิ้น!’ดังนั้นเคลถึงได้รู้สึกประหลาดใจ
ฟื้นตัวเร็วดีนี่
เช่นเดียวกับ่ต้นของนิยายขณะที่ชเวฮันเดินทางร่วมกับบีครอส โรซาลีน และล็อกในใจของเขายังคงเปี่ยมไปด้วยความคิดที่จะแก้แค้นแม้ภายนอกจะดูสุขุมเยือกเย็นก็ตามถึงการที่อีกฝ่ายเป็แบบนั้นจะไม่ได้เลวร้ายอะไรแต่เคลกลับไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ที่ของนายไม่น่าจะใช่ตรงนี้นะ”
ตอนนั้นเองรองหัวหน้าหน่วยอัศวินประจำอาณาเขตซึ่งเป็ผู้นำในการเดินทางครั้งนี้ก็ก้าวไปหาชเวฮันพลางเขม้นมองก่อนจะเอ่ยขึ้นเขาไล่สายตามองเด็กหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้าแล้วหัวเราะเยาะราวกับเป็เื่น่าขบขัน
เคลเดาะปากขณะมองท่าทางของรองหัวหน้าหน่วยอัศวิน
ในอาณาเขตของเราจะขาดคนแบบนี้ไปไม่ได้สินะ
ชเวฮันซ่อนทักษะดาบของตนให้อยู่ในระดับคนธรรมดาแต่ปัญหาอยู่ที่เ้าตัวคือแขกคนแรกที่เคลพามายังคฤหาสน์และเคานต์เดรูธผู้เป็เ้าเมืองก็ปฏิบัติกับเขาในฐานะแขกคนสำคัญด้วยเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อชเวฮันได้รับมอบหมายให้คุ้มกันเคลในการเดินทางครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะมีคนคิดว่าเขาช่างขวางหูขวางตาและเริ่มมองด้วยสายตาระแวดระวัง
เนื่องจากอยู่ในฐานะแขกของเคลคนพวกนั้นจึงไม่ได้วุ่นวายกับชเวฮันอย่างเปิดเผย แต่กลับคอยรังควานเขาอย่างลับ ๆไม่จบไม่สิ้นแทน
“นายน้อยครับ ดูเหมือนท่านชเวฮันจะเข้ากับพวกคนในหน่วยอัศวินที่จะไปคุ้มกันเราในครั้งนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่ละครับ”
“งั้นเหรอ”
“ครับ ตัวต้นเื่ก็น่าจะเป็รองหัวหน้าหน่วยอัศวินนั่นแหละครับ”
“เข้าใจแล้ว ฮันส์ นายน่ะไม่ต้องสนใจเื่นี้หรอก”
เคลนึกถึงรายงานที่ฮันส์เคยเล่าให้ฟังพลางใช้สายตาเวทนามองไปยังรองหัวหน้าหน่วยอัศวินแทนที่จะเป็ชเวฮัน
เดี๋ยวเขาก็จะได้พูดว่า ‘เฮ้อ ให้ตายสิ สายตาในการมองคนของฉันนี่มันตํ่าจนทะลุใต้ดินไปแล้วมั้งเนี่ย’ในเร็ว ๆ นี้แหละ
แค่อีกฝ่ายไม่หาเื่ให้ตนเองโดนอัดก็นับว่าโชคดีแล้ว
[1]หมายถึง การถูกตีหรืออัดอย่างรุนแรงจนหมดสภาพเนื่องจากโดยทั่วไปจะไม่ค่อยมีฝุ่นฟุ้งในวันที่ฝนตกนอกเสียจากถูกกระแทกอย่างรุนแรงจนฝุ่นตลบ