แสงจันทร์สุดท้ายกำลังลาจาก แทนที่ด้วยแสงยามเช้าจากพระอาทิตย์ เสียงที่บดเต้าหู้ดังเสียดสีกันเป็เวลากว่าหนึ่งชั่วยาม[1] มือบอบบางแสนหยาบกระด้างหยุดพักหลังจากเสร็จงาน
ถังหลี่มี่บิดตัวไปมาขับไล่ความเมื่อยขบ นางเป็เด็กสาวอายุเพียงสิบห้าหนาว เพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นมาได้ไม่ถึงสามวัน แต่ความขยันของนางเป็ที่เลื่องชื่อในหมู่บ้าน สามารถเลี้ยงดูน้องสาวสองคน ส่งส่วยให้แม่เลี้ยง และลอบให้เงินกับมารดาแท้ ๆ อยู่ได้
ใบหน้าหวานหยด ดวงตากลมโตประดับแพขนตาหนางอนงาม ริมฝีปากกระจับอวบอิ่ม
มือของนางหนาวเย็นจนชา นางเช็ดมือกับเสื้อป่านตัวเก่าสีซีดของตนเอง คนในหมู่บ้านชานเขาแทบทุกหลังล้วนยากจน แค่ทำให้คนในครอบครัวอิ่มท้องได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ไม่ต้องคิดถึงเื่เสื้อผ้าเครื่องประดับ
ครอบครัวของนางตั้งรกรากอยู่ที่เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของแคว้นต้าลู่ เกาะนี้มีชื่อว่ามู่ต่าว มู่ที่มาจากคำว่าไม้ ชื่อนี้ได้มาจากการที่บนเกาะมีต้นไม้ชนิดพิเศษ คือมีความทนทานต่อการกัดเซาะของน้ำทะเล ผู้คนใช้สร้างเรือให้มีความทนทานสูง สามารถต่อเรือใช้งานได้เป็ร้อยปี จากทรัพยากรแสนวิเศษที่มีเพียงแห่งเดียวในอาณาจักร คนในเกาะสมควรมั่งคั่งร่ำรวย แต่ทุกอีแปะกลับตกเป็ทรัพย์สินส่วนตัวของขุนนางทั้งหมด
ทุกวันนี้ต้นไม้ร่อยหรอแทบไม่เหลือ ราคายิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นหลายสิบเท่า หากใครสนใจซื้อต้องประมูลแข่งกันเท่านั้น!
ถังหลี่มี่เปิดประตูบ้านไม้เก่าผุพังของตนเอง ก่อนจะไปลากรถเข็นสองล้อเข้ามาขนของที่เตรียมไปขายที่ท่าเรือ สองมือยกของไปจัดเรียงบนรถเข็นด้วยความคล่องแคล่ว นางขายน้ำเต้าหู้กับแผ่นแป้งที่ท่าเรือทุกวัน ทำเช่นนี้มาห้าปีเห็นจะได้
ชีวิตแสนลำเค็ญนี้เริ่มจากเมื่อห้าปีก่อน ในฤดูหนาวที่เกาะแห่งนี้เกิดเื่ใหญ่ขึ้น มีเรือโจรสลัดกลุ่มใหญ่เข้ามาจอดเทียบท่า มันไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับเกาะซึ่งเป็ทางผ่านของเรือแห่งนี้ ผู้คนบนเกาะให้การต้อนรับตามปกติ ไม่ว่าจะเป็โจรหรือขุนนาง ต่างก็ต้องจ่ายเงินซื้อของเหมือนกัน
แต่กลุ่มโจรสลัดสุดโฉดนั่นเลวร้ายเกินกว่าจินตนาการ พวกมันทั้งจี้ปล้น และลักพาตัวผู้หญิงขึ้นไปบำเรอกามบนูเา มีสตรีเกือบร้อยคนตกเป็เหยื่อให้กับความกลัดมันของพวกมันในครั้งนั้น
มารดาของนางเป็หนึ่งในนั้น…
กว่ากองทัพเรือจะมาปราบปรามก็ใช้เวลาไปเกือบครึ่งเดือน สตรีทุกคนที่ถูกลักพาตัวไปบางครอบครัวทนรับความอับอายไม่ไหวจึงยอมขายไปเป็บ่าวรับใช้ บ้างขายให้หอนางโลม บางครอบครัวสามีทนเห็นหน้าภรรยาที่มีมลทินไม่ไหวจับใส่ชะลอมหมูแล้วกดน้ำให้ตายตกไป
มารดานางเป็หนึ่งในนั้น…
แต่รอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ มิหนำซ้ำ ยังได้เด็กติดท้องมาอีกหนึ่งคน บิดานางให้หัวหน้าหมู่บ้านเขียนจดหมายแยกทาง ส่งตัวแม่ของนางกลับบ้านเดิม
แน่นอนว่าบ้านเดิมก็มิยินดีต้อนรับ มารดาถูกบ้านเดิมขับไล่ให้ไปอยู่เล้าหมู กินกับหมู นอนกับหมู ไม่ต่างจากสัตว์เลยสักนิด!
นี่คือแรงผลักดันที่ทำให้นางขยันทำงานทั้งวันไม่เคยหยุด
ถังหลี่มี่ขนของขึ้นรถเข็นเสร็จก็ล้างหน้าให้สดชื่น แม้ทำงานหนักั้แ่ยังเยาว์ แต่ใบหน้าของนางกลับใสราวกับเปลือกไข่ ความงามของนางเป็ที่ทราบกันดีในหมู่บ้าน หลังพ้นวันปักปิ่น มีแม่สื่อหลายคนแวะเวียนมาทาบทาม แม่เลี้ยงของนางบอกปัดทั้งหมดด้วยเหตุผลว่านางยังอายุน้อยเกินไป
แต่ถังหลี่มี่รู้ดี… ที่ไม่ยอมให้แต่งด้วยเพราะบุรุษเ่าั้ดูดีเกินไป สหายในหมู่บ้านมาเล่าให้ฟังว่า แม่เลี้ยงของนางเข้าเมืองไปสามครั้ง ทุกครั้งล้วนมุ่งหน้าเข้าหาบ้านที่มีชายแก่มากภรรยา หรือไม่ก็ชายแก่ที่เป็หม้ายภรรยาตายปริศนา
นางเชื่อว่าแม่เลี้ยงจะยังไม่ขายนางและน้อง ๆ ในตอนนี้ เพราะพวกนางช่วยหาเงินเลี้ยงดูบ้านใหญ่ด้วย ขาดไก่ออกไข่ บ้านนั้นจะกินอะไรกันเล่า!
ถังหลี่มี่ล้างหน้าเสร็จก็เข็นรถไปที่ท่าเรือตามปกติ ท่าเรือขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในตัวอำเภอ ห่างจากหมู่บ้านชานเขาของนางเป็เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม
เมื่อเข็นรถออกมายังถนนหน้าหมู่บ้าน ก็เจอพ่อค้า แม่ค้าหาบเร่เหมือนนางหลายคน หนึ่งในนั้นเป็สหายวัยเดียวกันมีนามว่า มั่นมั่น
“หลี่มี่! เ้ามาแล้วหรือ? ทำไมวันนี้ทำของน้อยล่ะ ข้าบอกเ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าวันนี้มีเรือสินค้ามาลงห้าลำ ห้าลำใหญ่เชียวนะ! น้ำเต้าหู้กับแผ่นแป้งของเ้าต้องขายดีแน่ เหตุใดจึงไม่ทำออกมาเยอะ ๆ เล่า!” มั่นมั่นเข็นรถของตนเองเดินเข้ามาบ่นถังหลี่มี่ นางสองคนเป็เพื่อนรุ่นเดียวกัน ชักชวนกันออกมาค้าขายั้แ่อายุเพียงสิบหนาว
บิดาของมั่นมั่นทำงานอยู่ที่ท่าเรือ ทำให้นางได้รับข่าวสารแม่นยำเื่จำนวนเรือที่จะเข้ามาเทียบท่าในแต่ละวัน ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าที่ท่าเรือคาดการณ์จำนวนของที่จะทำออกมาขายได้ ลดปริมาณของเหลือจากการขายไม่ออกไปได้มากมาย
“นี่ข้าก็ทำออกมาไม่น้อยเลย แผ่นแป้งหนึ่งร้อยแผ่น น้ำเต้าหู้ร้อยห้าสิบถ้วย มากกว่าปกติตั้งเท่าตัว หากขายไม่หมดข้าต้องแย่แน่!” นางไม่นำของเหลือมาขายซ้ำ หากขายที่ท่าเรือไม่หมด นางจะเข็นไปขายที่ตลาดในอำเภอ บางครั้งเร่ขายตามหมู่บ้าน
แผ่นแป้งนางขายแผ่นละสองอีแปะ น้ำเต้าหู้นางขายถ้วยละหนึ่งอีแปะ หากวันนี้ขายหมดจะได้เงินสามร้อยห้าสิบอีแปะ หักต้นทุนค่าถั่วเหลืองกับแป้งสาลีแล้ว นางจะเหลือกำไรประมาณสองร้อยอีแปะ! ถือเป็เงินก้อนใหญ่ทีเดียว เพราะค่าแรงรายวันของผู้ใช้แรงงานหนักอยู่ที่สามสิบถึงสี่สิบอีแปะเพียงเท่านั้น
“แผ่นแป้งหนึ่งร้อยแผ่น! น้ำเต้าหู้หนึ่งร้อยห้าสิบถ้วย! เ้าบ้าไปแล้วแน่ ๆ เรือลำหนึ่งมีคนมาไม่ต่ำกว่าร้อยห้าสิบคน ห้าลำก็…” มั่นมั่นยกนิ้วขึ้นมาลองคำนวณ “เจ็ดร้อยห้าสิบคน! ยังไม่รวมคนงานที่ท่าเรืออีก! เป็พันคนเชียวนะ! ของเพียงเท่านี้จะไปพอขายอะไร!”
“เป็พันคน!” ถังหลี่มี่ทราบเพียงจำนวนเรือ แต่ไม่รู้ว่าเป็เรือขนาดใหญ่ ของเพียงเท่านี้คงไม่พอขายจริง ๆ “งั้นเดี๋ยวข้าไปซื้อแป้งที่ตลาดท่าเรือมาทำแผ่นแป้งเพิ่ม ส่วนน้ำเต้าหู้คงทำไม่ทันแล้ว”
“ขายแค่แผ่นแป้งก็ยังดี แผ่นแป้งของเ้าขายดี คนงานชอบกินกัน ต้องทำกำไรได้มากขึ้นแน่” แผ่นแป้งของถังหลี่มี่ทั้งนุ่มอร่อย แถมได้แผ่นใหญ่ คนงานที่ท่าเรือชอบกินมาก
“อืม! เ้าเองก็เตรียมโจ๊กข้าวโพดมาเสียหลายหม้อ วันนี้คงมีเศรษฐีหน้าใหม่ของหมู่บ้านต้าไห่เป็แน่” ถังหลี่มี่เย้าแหย่สหายคนสนิท หมู่บ้านต้าไห่คือชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ นางและมั่นมั่นมีชีวิตแสนแร้นแค้นเหมือนกัน ตอนเด็กพอหัดเดินเตาะแตะได้ก็จูงมือกันเดินขึ้นเขาไปเก็บผักป่ามาเลี้ยงหมูและไก่ ความสัมพันธ์ของสองคนไม่ต่างจากพี่น้องสายเืเดียวกัน
“อย่าหยอกข้าเลย เพียงทำให้ครอบครัวอิ่มท้อง แค่นี้ข้าก็พอใจมากแล้ว เื่จำนวนเรือที่มาเทียบท่าวันนี้ หวังว่าแม่เลี้ยงเ้าจะไม่รู้นะ!” มั่นมั่นเดินเข็นรถมาข้างถังหลี่มี่ หางตาแอบชำเลืองมองไปด้านหลัง ทิศทางบ้านของสหายรัก
“ข้าว่าไม่น่าพลาด ป้าจวงเป็พวกปากสว่าง บางวันถึงขั้นคาดเดากำไรในแต่ละวันของข้าได้ ถึงขนาดนั่งจ้องของทุกชิ้นที่ข้าขายได้ จากนั้นเอามาคำนวณกำไร แล้วคาบไปบอกแม่เลี้ยงข้า ไม่รู้ไปขุดความขยันนี้มาจากที่ใดกัน ข้าเองยังไม่ทันได้คำนวณต้นทุนกำไรของตัวเองเลยด้วยซ้ำ” ป้าจวงคือเพื่อนบ้านที่ขายของในตลาดท่าเรือด้วยกัน นางเป็มนุษย์ปากสว่างยิ่งกว่าตะเกียง มักจะนำเื่ค้าขายของถังหลี่มี่มาบอกแม่เลี้ยง
พอมารดาเลี้ยงทราบจำนวนเงินที่ได้ นางจะถูกขูดรีดเงินอย่างเืเย็น!
“ฮึ! ยายแก่นั่น ของร้านตัวเองไม่ถูกปากคนที่ท่าเรือเลยมีใจริษยา นางเคยเอาโจ๊กข้าวโพดร้านข้าไปป่าวประกาศว่าทำมาจากข้าวโพดอาหารไก่! ไก่าาที่ไหนกันถึงกินข้าวโพด!” ข้าวโพดเป็ธัญพืชทรงคุณค่า ราคาไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาให้สัตว์กินได้
“อย่าสนใจนางเลย เรารีบไปตั้งร้าน รอเรือมาเทียบท่า แล้วร้องเรียกขายของกันให้เสียงแหบแห้งกันไปเลย!” ถังหลี่มี่เพิ่มความเร็วในการเข็น แม้จะมีที่ประจำเป็ของตัวเองแล้ว แต่บางครั้งหากไปช้า ที่จุดนั้นจะถูกแย่งไป ทั้งที่นางเหมาจ่ายเงินรายเดือน
“จริงด้วย! คราวนี้หากมีผู้ใดมาแย่ง ข้าจะตบพวกมันให้หน้าหงาย เผื่อจะจำได้ว่าที่ของตัวเองอยู่จุดไหน!” มั่นมั่นยกมือที่กำหมัดแน่นของตัวเองขึ้นมาทำท่าต่อยอากาศ
“วันนี้เรามาแต่เช้า พวกนั้นอยู่หมู่บ้านห่างจากท่าเรือออกไปไกลมาก ต้องมาไม่ทันเป็แน่” ถังหลี่มี่กล่าว ความยากจนแผ่ขยายไปทั่วเกาะ ที่เดียวที่พอจะหาเงินได้คือในตัวอำเภอและท่าเรือ ผู้คนมากมายแย่งชิงค้าขายกันอย่างเอาเป็เอาตาย บางครั้งถึงขั้นเข่นฆ่าเอาชีวิตกันอย่างเืเย็น เพียงเพราะขายของเลียนแบบ!
ทั้งสองใช้เวลาหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงตลาดท่าเรือ ตอนนี้ท้องฟ้าเพิ่งทอแสงสว่าง คนงานที่ท่าเรือเริ่มทำงานกันั้แ่ฟ้ายังไม่สาง หลายคนเป็คนงานอู่ต่อเรือที่มาหาซื้ออาหารเช้า
ถังหลี่มี่และมั่นมั่นรีบตั้งร้านเตรียมขายของ ยังไม่ทันเสร็จมีลูกค้าหลายคนมารอต่อแถวซื้อ เป็ดังที่มั่นมั่นบอก ของที่หลี่มี่เตรียมมาไม่พอขาย ใช้เวลาเพียงสองเค่อ[2]ทั้งน้ำเต้าหู้และแผ่นแป้งก็หมดเกลี้ยง โจ๊กข้าวโพดของมั่นมั่นเองก็หมดไปเกินครึ่ง
แม่ค้าตัวน้อยหลี่มี่รีบไปซื้อแป้งมาทำแผ่นแป้งเพิ่ม ทำไปขายไปไม่ทันใจคนซื้อ บางคนทนรอ บางคนเลือกไปซื้ออย่างอื่นแทน คลื่นมนุษย์มากมายแห่ลงมาจากเรือเพื่อซื้อเสบียงอาหาร และของใช้จำเป็ ใบหน้าบรรดาเ้าของร้านต่างประดับไปด้วยรอยยิ้ม เรือลำใหญ่มาเทียบท่าพร้อมกันทีเดียวถึงห้าลำ เงินจำนวนมหาศาลกำลังเทมาที่เกาะแห่งนี้!
ถังหลี่มี่ทำแผ่นแป้งขึ้นมาอีกร้อยแผ่น มันขายหมดภายในพริบตา ปกติร้านของนางขายดีก็จริง แต่ไม่ถึงขนาดทำไม่ทันเช่นวันนี้ หลี่มี่เก็บแผ่นแป้งไว้สี่ห้าแผ่น
“วันนี้ขายดีกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก!” มั่นมั่นใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แม้จะเหนื่อยจนแทบยืนไม่อยู่ แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“จริงด้วย คนเยอะมาก แถมซื้อของกันมือเติบ หากมีแบบนี้บ่อย ๆ ข้าต้องซื้อบ้านหลังเล็กในตัวอำเภอได้แน่” หลี่มี่ลองคำนวณกำไรของวันนี้ ได้มาเกือบสี่ร้อยอีแปะ!
“เ้ายังไม่เลิกคิดถึงเื่นั้นอีก! การจะแยกบ้านโดยที่ยังไม่ออกเรือน มันเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ เ้าจะถูกตราหน้าว่าไร้คุณธรรม มิหนำซ้ำยังอกตัญญู! ข้าว่าเ้าเลิกหวังแล้วหาครอบครัวดี ๆ ออกเรือนไปเสียยังจะมีหวังกว่า” มั่นมั่นพูดตามหลักความเป็จริงของอาณาจักรนี้ แม้จะไม่เคร่งครัดเท่าแคว้นใหญ่ แต่เื่ที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งจะแยกครอบครัว เป็เื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น!
“ไม่ได้หรอก ข้าเป็ห่วงท่านแม่ จริงซิ! เมื่อครู่ข้าได้ยินยายอู๋พูดว่า วันนี้มีคนมาที่เกาะนี้เยอะ เป็เพราะมาตามหาซากศพบุตรชายคนโตของเ้าเมืองแคว้นวะที่หายไปจากเรือโดยสารกลางดึก พวกกองสอบสวนสันนิษฐานว่าเขาน่าจะเมาหมดสติจนตกเรือไป คาดว่าศพจะมาเกยตื้นที่เกาะของเราด้วยนะ” ถังหลี่มี่ได้ยินข่าวนี้ตอนไปซื้อแป้งที่ร้านยายอู๋ นี่อาจจะเป็เหตุผลหนึ่งที่มีคนมาเยอะ
“ฮะ! บุตรชายคนโตเชียวหรือ? เหตุใดคนรวยพวกนี้ตายง่ายแท้ แค่นั่งเรือเที่ยวยังรนหาที่ตายได้ พวกเราเข้าป่าออกทะเลกันไม่รู้กี่ครั้งยังรอดมาได้!” มั่นมั่นได้ยินแล้วรู้สึกเสียดายชีวิตสุขสบายที่บุตรชายคนนั้นของเ้าเมืองไม่มีโอกาสได้เสพสุขกับมันอีก
“แต่ข้าได้ยินบางคนพูดว่าเป็ฝีมือโจรสลัด เพราะของมีค่าก็หายไปด้วย” ถังหลี่มี่เล่าเื่ราวที่ตนเองไปได้ยินมาต่อ ตอนขายของไม่มีเวลา ตอนนี้เป็เวลาพูดคุยข่าวสารเื่ชาวบ้านแล้ว
“โจรสลัดมันก็มีกลุ่มที่เลวร้ายอยู่หลายกลุ่ม แต่มันไม่น่าขึ้นเรือพาณิชย์ได้นี่นา ถ้ามีเรือโจรเข้าปล้น ยังไงคนบนเรือก็ต้องรู้ตัว” มั่นมั่นแสดงความคิดเห็น
“แม้จะเกลียดพวกโจรสลัด แต่ข้าก็คิดเช่นนั้น หากจับตัวไปเรียกค่าไถ่ คงไม่รอจนป่านนี้ แถมไม่มีกลุ่มโจรสลัดกลุ่มไหนออกมาเรียกเงินเลย คงจมอยู่ที่ก้นทะเลเป็แน่”
มั่นมั่นกำลังจะพูดต่อ ทันใดนั้นมีเสียงเล็กของเด็กชายคนหนึ่งที่วิ่งกระโจนเข้าใส่ถังหลี่มี่
“ท่านพี่!” เด็กชายเนื้อตัวสกปรกมอมแมมกอดเอวคนที่ตนเองเรียกท่านพี่ ตัวของเขามีแต่กลิ่นมูลหมู ใครเดินผ่านต่างก็มองด้วยสายตาขยะแขยง มือเล็กแห้งของเด็กขาดสารอาหารยังคงกอดผู้เป็พี่ด้วยความคิดถึง
“เสี่ยวสือ! เ้าหายไปไหนมาหลายวัน พี่เก็บแผ่นแป้งไว้ให้เ้ากับท่านแม่ทุกวันเลย รู้หรือไม่!” ถังหลี่มี่กอดน้องชายด้วยความคิดถึงและเป็ห่วง
เสี่ยวสือเป็น้องชายคนเล็กของบ้าน ตอนนี้บิดาหย่าขาดกับมารดาได้เกือบหกปีแล้ว ทำให้มารดาของนางไร้ที่ไปต้องกลับบ้านเดิม ซึ่งไม่ต้อนรับสองคนแม่ลูก บ้านเดิมขับไล่มารดานางให้ไปอยู่เล้าหมู นอนกับหมู กินกับหมูอย่างโหดร้าย
“ข้าคิดถึงท่านจะแย่ ท่านแม่น่ะซิขอรับไม่ยอมให้ข้ามาหาท่าน เอาแต่บ่นกลัวข้าจะรบกวนท่าน” เสี่ยวสือรีบฟ้องพี่สาว เขาอยากมาหาพี่สาวทุกวัน แต่ท่านแม่ห้ามเสมอ บอกว่าทั้งตัวเขาและท่านแม่จะเป็ตัวถ่วงพี่หลี่มี่ไม่ได้
[1]1 ชั่วยาม = 3 ชั่วโมง
[2] 1 เค่อ = 15 นาที