# บทที่ 24 — ครึ่งกุญแจใต้ลานกระบี่
ลานกระบี่เก่าในยามเช้ามืดเงียบกว่าทุกครั้งที่โม่เฉินเคยเห็น
ครั้งก่อนพวกเขามาที่นี่เพื่อช่วยน้องสาวของเหวินหลัวและพบประตูหินลับใต้พื้น ครั้งนี้ทางเข้าถูกฝ่ายกฎหมายปิดด้วยแผ่นผนึกสามชั้น มีคนคุมรอบลาน และไม่มีใครยอมเรียกมันว่า “การสำรวจ” อีกต่อไป เพราะทุกคนรู้ว่าภายในอาจมีครึ่งกุญแจซึ่งตัดสินชีวิตคนหกคนอยู่
เจียงอวี้หลานมาถึงก่อนพร้อมศิษย์ฝ่ายกฎหมายหกคน ป้าผู้าุโยืนตรวจเส้นอักขระบนพื้น ส่วนเสิ่นเยว่โหรวถือกล่องโอสถสองใบ ใบหนึ่งเป็ยาต้านพิษ อีกใบเป็หมอกประคองจิติญญาสำหรับป้ายทั้งหกหากพวกเขากลับไม่ทัน
“เวลาเหลือเท่าไร” โม่เฉินถาม
“หากโอสถยังออกฤทธิ์ครบ เรามีไม่ถึงยามหนึ่ง” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “หลังจากนั้นโซ่ในห้องป้ายิญญาจะเริ่มดึงพลังเร็วขึ้น”
โม่เฉินพยักหน้า เขาไม่ชอบกำหนดเวลาที่คลุมเครือ แต่คำว่าไม่ถึงยามหนึ่งทำให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์ยืดยาด
ลั่วชิงเสวี่ยยืนข้างประตูหิน มือแตะปิ่นกระบี่ซึ่งส่องแสงเงินอ่อนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา “มันตอบสนองแล้ว แต่ไม่ได้พยายามเปิดประตูเอง”
“เพราะมันกำลังรออีกครึ่งหนึ่ง” โม่เฉินกล่าว
เขาหยิบภาพแผนที่จากหน้าสุดท้ายของคัมภีร์ขึ้นดูอีกครั้ง วงเงินใต้ลานกระบี่ไม่ได้ชี้ไปยังประตูหินตรงหน้า หากชี้ไปยังแนวรอยต่อด้านข้างซึ่งครั้งก่อนถูกบดบังด้วยกองหิน เจียงอวี้หลานให้คนรื้อก้อนหินออกด้วยคีมผนึกจนพบร่องแคบรูปดอกบัวครึ่งซีก
เสิ่นเยว่โหรวมองร่องนั้นแล้วหยิบเข็มดำที่ใช้เปิดห้องเก็บป้ายิญญาออกมา “รอยขนาดพอดีกับเข็มนี้”
“อย่าเพิ่งเสียบ” โม่เฉินห้าม “ห้องป้ายใช้เข็มเป็กุญแจ แต่ที่นี่คงไม่เหมือนกัน”
เจียงอวี้หลานไม่คัดค้าน นางวางแผ่นตรวจผนึกไว้รอบร่อง พลังที่ปรากฏบนแผ่นแรกเป็สีเงินของปิ่นกระบี่ แผ่นที่สองเป็สีดำเย็นจากเข็ม และแผ่นที่สามขึ้นเส้นสีแดงจางจนทุกคนเงียบลง
“เืผู้เปิดทาง” ป้าผู้าุโกล่าว “ประตูนี้้าองค์ประกอบสามอย่างจริง”
“แต่คัมภีร์้าเืเพื่อพิธี ไม่ได้แปลว่าประตูนี้ต้องใช้เืจริง” โม่เฉินตอบ “ถ้ามัน้าเืข้า คนสวมหน้ากากทองคงไม่ทิ้งทางให้เราหาเจอง่ายขนาดนี้”
ป้าผู้าุโสบตาเขา “แล้วเ้ามีข้อเสนอ?”
โม่เฉินมองร่องครึ่งดอกบัว แล้วนึกถึงสิ่งที่เห็นในห้องป้าย—หมุดดำผูกตราสองฝ่าย และปิ่นของลั่วชิงเสวี่ยทำให้อักษรที่ซ่อนในคัมภีร์ปรากฏขึ้น “ใช้พลังตอบรับแทนเื พิษในร่างข้าอาจเป็เพียงสิ่งที่ชายหน้ากากทองใช้เลียนแบบคุณสมบัติของกุญแจ”
“จะทดสอบอย่างไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ไม่ใช้ร่างข้า” เขาหันไปหาเสิ่นเยว่โหรว “เศษผ้าที่มีพิษมารเย็น กับละอองน้ำค้างตะวันที่เราทดลองเมื่อคืน”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอย่างไม่พอใจทันที “ละอองน้ำค้างตะวันมีตราติดตาม”
“ใช้ภายในวงผนึกนี้ และใช้แค่เส้นเดียว”
“ถ้ามันกระตุ้นประตูผิด”
“อย่างน้อยคนที่โดนผลจะไม่ใช่ข้า”
นางหรี่ตา “ประโยคนี้ไม่ได้ช่วยให้ข้าหงุดหงิดน้อยลงเลย”
ลั่วชิงเสวี่ยยกมุมปากเล็กน้อย “ศิษย์น้องโม่ ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหมอโอสถจึงดุเ้า”
“ข้ากำลังถูกคนสองคนรุมกดดัน ทั้งที่พยายามช่วยประหยัดเืของตัวเอง”
“เ้าไม่ได้ประหยัด” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “เ้าแค่หาวิธีเสี่ยงแบบใหม่”
แม้เวลาจะบีบคั้น คำโต้ตอบสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศไม่แข็งจนเกินไป แล้วเสิ่นเยว่โหรวก็เริ่มทำงานโดยไม่เสียเวลา นางวางเศษผ้าพิษลงในจานหยก หยดละอองน้ำค้างตะวันเพียงปลายเข็ม และใช้ด้ายปราณของลั่วชิงเสวี่ยพันรอบเข็มดำ
เมื่อเข็มดำถูกสอดเข้าในร่อง ลายดอกบัวครึ่งซีกก็สว่างขึ้น แต่ไม่ดูดเืหรือพุ่งพลังใส่ใคร แสงสามสี—เงิน ดำ และแดงจาง—หมุนรวมกันเป็วง ก่อนผนังหินด้านข้างจะเลื่อนเปิดออก
ข้างในไม่ใช่ห้องใหญ่ เป็บันไดลงสู่ทางเดินต่ำจนต้องก้มศีรษะ พื้นด้านล่างชื้นจากน้ำใต้ดิน แสงสีเงินจากอักขระบนผนังนำทางไปเป็่ ๆ
“วงผนึกเดิมทำงาน” ป้าผู้าุโกล่าว “อย่าแยกจากกัน”
พวกเขาลงไปตามลำดับ เจียงอวี้หลานนำหน้า ศิษย์ฝ่ายกฎหมายคุมกลาง ลั่วชิงเสวี่ยเดินข้างโม่เฉิน เสิ่นเยว่โหรวมาทีหลังเพื่อคุมกล่องโอสถ ไม่ใช่เพราะนางอ่อนแอ แต่เพราะหากใครได้รับพิษ นางต้องมองเห็นทุกคน
ผ่านไปไม่ถึงสิบก้าว พื้นทางเดินก็จมลงเป็แอ่งน้ำใสระดับข้อเท้า ไม่มีความมืดหรือกลิ่นพิษ ทว่าเม็ดโอสถบนข้อมือของเสิ่นเยว่โหรวเปลี่ยนเป็สีเหลืองทันที
“น้ำนี้กัดผ้าและดูดปราณอ่อน ๆ” นางบอก “อย่ายืนแช่นาน”
ลั่วชิงเสวี่ยเตรียมใช้กระบี่พยุงตัวข้าม แต่เสิ่นเยว่โหรวมองชายกระโปรงยาวที่เริ่มชื้นของตนแล้วถอนหายใจเบา ๆ “หากผ้าดูดน้ำมากกว่านี้ ข้าจะเดินช้ากว่าพวกเ้า”
โม่เฉินหันหลังให้ทันที “ใช้ผ้าคลุมข้า”
“อะไรนะ”
“คลุมด้านนอกก่อน แล้วรวบชายกระโปรงให้เดินสะดวก ข้าไม่หันไปดู”
“เ้ากล้าพูดว่าข้าไม่ไว้ใจเ้าเมื่อครู่หรือ” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“ข้าพูดว่าข้าจะไม่หัน”
ลั่วชิงเสวี่ยส่ายหน้าอย่างระอา แต่ก็ขยับมายืนบังอีกด้าน นางยื่นผ้าคลุมกระบี่สีฟ้าของตนให้เสิ่นเยว่โหรว “ใช้ผืนนี้ ผ้าเ้าจะไม่ติดน้ำ”
“ขอบใจ” เสิ่นเยว่โหรวรับไว้ ก่อนหันไปหาโม่เฉิน “หันได้แล้ว”
เขาหันกลับอย่างเชื่อฟัง นางรวบชายกระโปรงไว้ใต้ผ้าคลุมอย่างเรียบร้อย ไม่ได้มีอะไรน่าอึดอัดนอกจากสายตาของเสิ่นเยว่โหรวที่เหมือนเตือนว่า หากเขาพูดกวนอีกแม้แต่คำเดียว นางจะให้ดื่มยาขมทั้งกล่อง
“ข้าคิดว่าข้าเพิ่งรอดพิษรอบใหม่” เขาพึมพำ
“เ้ายังไม่รอด” นางตอบ
ทุกคนข้ามแอ่งน้ำด้วยจังหวะเร็วและเงียบขึ้น ทางเดินนำไปยังห้องทรงกลมเล็กกว่าในแผนที่ ตรงกลางตั้งเสาหินสีขาวดำครึ่งละด้าน บนยอดเสามีช่องว่างรูปครึ่งดอกบัว และมีชิ้นหยกดำขนาดเท่าฝ่ามือฝังอยู่ครึ่งหนึ่ง
เศษหยกดำที่ลั่วชิงเสวี่ยเก็บมาั้แ่ต้นคดีสั่นตอบในแขนเสื้อนาง
“นี่คือครึ่งกุญแจ” เจียงอวี้หลานกล่าว
“หรืออย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของมัน” โม่เฉินตอบ
เขาเดินวนรอบเสาโดยไม่แตะต้อง ข้างฐานมีรอยอักษรโบราณสามบรรทัด ลั่วชิงเสวี่ยอ่านออกทีละคำ
“ผู้พิทักษ์ผนึกประตูด้วยเจตจำนงของตน ผู้สืบทอดจะปลุกเขาได้เมื่อกุญแจสองครึ่งคืนสู่ที่เดิม”
“แล้วอีกครึ่ง?” เสิ่นเยว่โหรวมองหยกที่ฝังอยู่
ลั่วชิงเสวี่ยหยิบเศษหยกดำของตนออกมา มันเข้ารูปกับชิ้นบนเสาพอดี แต่ก่อนนางจะนำเข้าใกล้ อักขระบรรทัดสุดท้ายก็สว่างขึ้น
**ผู้ใดรวมกุญแจ ต้องยอมรับคำถามของผู้พิทักษ์**
“คำถามเดิมอีกแล้ว” เจียงอวี้หลานกล่าว
“ไม่เหมือนเดิม” โม่เฉินมองอักขระ “ครั้งก่อนมันบังคับให้เลือกรับคืนหรือทำลาย ครั้งนี้มันบอกเพียงว่าต้องยอมรับคำถาม ยังไม่ได้บอกว่าต้องตอบทันที”
“เ้าเล่นคำกับผนึกโบราณ?” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“ข้ากำลังอ่านเงื่อนไข”
เขาหันไปหาลั่วชิงเสวี่ย “หากเ้ารวมกุญแจ เราจะได้เปิดการสื่อสารกับผู้พิทักษ์ ไม่ใช่เปิดประตูทั้งหมด แต่ถ้ามันบังคับให้ตอบ เ้าถอยได้ทันที”
“ถ้ามันไม่ให้ข้าถอยล่ะ”
“ข้าจะหาวิธีทำให้มันให้”
คำตอบนั้นไม่ใช่คำสัญญาเลื่อนลอย เพราะเขาเพิ่งเห็นว่าอักขระทุกชั้นมีเงื่อนไข และเงื่อนไขย่อมมีช่องว่าง ลั่วชิงเสวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
นางนำเศษหยกดำเข้าใกล้เสา หยกสองครึ่งประกบกันโดยไม่ต้องใช้มือ แสงเงินจากปิ่นกระบี่ไหลผ่านลายหยก เกิดเสียงคล้ายกระบี่ถูกชักออกจากฝักลึกใต้ดิน
เสาหินสั่น ห้องทั้งห้องมืดลง เหลือเพียงเงาของทุกคนบนพื้น และในเงานั้น มีเงาร่างสูงผู้หนึ่งยืนอยู่หลังลั่วชิงเสวี่ย
มันไม่ได้แตะต้องนาง ไม่ได้โจมตีใคร เพียงก้มลงมองนางจากด้านหลัง ก่อนเสียงสตรีที่ทุกคนไม่เคยได้ยินจะดังขึ้นจากเสาหิน
“ผู้สืบทอดแห่งสกุลลั่ว เ้ากลับมาเพื่อปลุกข้า...หรือเพื่อตัดสินข้า?”
ครั้งนี้ลั่วชิงเสวี่ยไม่ตอบทันที นางมองโม่เฉินเพียงแวบเดียว แล้วกล่าวอย่างชัดเจน
“ข้ามาเพื่อถามความจริงก่อนตัดสิน”
แสงในห้องสว่างวาบ เงาร่างสูงหายไป แต่ชิ้นหยกที่รวมกันแล้วกลับปลดตัวจากเสาและลอยลงสู่ฝ่ามือของลั่วชิงเสวี่ย
ทันทีที่หยกแตะฝ่ามือนาง เสียงหายใจหนักก็ดังขึ้นจากรอบห้อง ไม่ใช่ของคนในทีม แต่เป็เสียงของกระบี่นับร้อยเล่มที่กำลังสั่นอยู่ใต้ผนัง อักขระสีเงินปกคลุมพื้นเป็วง แล้วภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
มันเป็ภาพสตรีในชุดเกราะกระบี่สีขาวเงิน ผู้มีใบหน้าไม่ชัด นางยืนอยู่หน้าประตูหอหลอมเก่า รอบตัวมีดอกบัวดำลุกไหม้ และชายในหน้ากากทองยืนอยู่นอกวงผนึก แต่รูปร่างของเขาไม่เหมือนคนจริง เหมือนเป็เงาที่ถูกคัดลอกจากกระจก
“ผู้พิทักษ์กระบี่?” เจียงอวี้หลานถาม
เสียงสตรีจากเสาหินตอบ “ข้าคือผู้รักษาผนึก มิใช่ผู้พิพากษา”
“แล้วคนในป้ายิญญา?” โม่เฉินถามทันที
ภาพของสตรีเกราะกระบี่หันมาทางเขา แม้ไม่มีดวงตาชัดเจน แต่เขารู้สึกเหมือนถูกมองผ่านร่างจนถึงพิษในเส้นลมปราณ “พวกเขาคือเชื้อไฟที่ถูกขโมยจากผนึกเดิม ผู้ใช้ค่ายกลทำให้โซ่แห่งการคุ้มครองกลายเป็โซ่บูชายัญ”
“ตัดอย่างไร”
“คืนรากของโซ่สู่บ่อน้ำกำเนิด” เสียงนั้นกล่าว “แต่หากแกนที่ห้องป้ายิญญาถูกทำลายก่อนคืนราก พลังชีวิตทั้งหกจะไหลกลับสู่ผู้ขโมย”
คำตอบนี้ยืนยันว่าโม่เฉินเลือกถูกที่ไม่ให้ใครดึงหมุดดำออกอย่างหุนหัน เขาเหลือบมองเหอจิ้งซึ่งยืนอยู่ด้านหลังวงผนึก สีหน้าของอีกฝ่ายซีดลงเมื่อรู้ว่าน้องสาวไม่ได้ถูกแขวนไว้กับค่ายกลธรรมดา
“ผู้ขโมยคือชายหน้ากากทองหรือไม่” ป้าผู้าุโถาม
ภาพนิ่งไปชั่วครู่ “ผู้สวมหน้ากากถือกุญแจเื แต่ผู้ที่ทำให้โซ่กลับด้าน เป็ผู้มีตราครึ่งดอกบัว”
ลั่วชิงเสวี่ยกำหยกในมือแน่น “สตรีชุดขาว?”
“นางถือครึ่งตรา” ผู้พิทักษ์ตอบ “แต่ตราไม่บอกว่าเ้าของยืนฝ่ายใด”
นั่นไม่ได้ล้างความผิดให้สตรีชุดขาว แต่ก็ชัดพอว่าเธออาจเป็คนที่ถูกผูกเข้ากับผนึกเหมือนเชลยคนอื่น ไม่ใช่ผู้บงการโดยสมัครใจทั้งหมด
โม่เฉินคิดถึงหยดน้ำค้างตะวันที่นางโยนให้ และการตัดการเชื่อมต่อของชายหน้ากากทองในห้องป้าย เหตุการณ์เ่าั้อาจเป็การชักนำ หรืออาจเป็การต่อต้านที่ทำได้เพียงเล็กน้อย เขายังไม่เลือกเชื่อฝ่ายใด
“บ่อน้ำกำเนิดอยู่ใต้ตำหนักกลาง” เขากล่าว “วิธีเข้าไป?”
ผู้พิทักษ์ยกมือในภาพ แผนที่เส้นหนึ่งปรากฏจากลานกระบี่ไปตำหนักบุปผามาร แต่มีเครื่องหมายกากบาททับทางเดินทุกเส้น “เข้าจาก้าไม่ได้ ผู้ขโมยได้วางค่ายกลรอเืผู้เปิดทาง”
“แล้วทางอื่น”
ภาพของผู้พิทักษ์เริ่มแตกเป็ละอองแสง “ใช้กุญแจสองครึ่ง เปิดทางที่ผู้รักษาเคยใช้ แต่ผู้สืบทอดต้องเป็ผู้ถาม ไม่ใช่ผู้สั่ง”
“หมายความว่าอย่างไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
ไม่มีคำตอบทันที หยกในมือนางร้อนขึ้นเล็กน้อย แล้วมีเสียงเล็กกว่าเดิมดังขึ้นในใจทุกคน
“จงพาข้าไปยังบ่อน้ำ แล้วข้าจะบอกเงื่อนไขสุดท้าย”
ภาพทั้งหมดสลายไป เหลือเพียงเสาหินที่แตกร้าวและหยกดำเงินในมือของลั่วชิงเสวี่ย
บนผนังด้านหลังเสา ปรากฏแผนผังใหม่ขึ้นทีละเส้น มันเชื่อมลานกระบี่ ห้องเก็บป้ายิญญา หอหลอม และจุดสุดท้ายที่ไม่อยู่ในแผนที่สำนัก—บ่อน้ำใต้ตำหนักบุปผามาร
โม่เฉินมองตำแหน่งนั้นแล้วเข้าใจทันทีว่าทำไมชายหน้ากากทองถึง้าเืของเขา พิธีจริงไม่ได้อยู่ในห้องป้าย ไม่ได้อยู่ใต้ลานกระบี่
มันอยู่ใต้ตำหนักกลางของวังบุปผามารเอง