ในขณะที่เฉินอันหลานกำลังถือถาดใส่ปูที่ต้มสุกแล้วเดินออกมาจากห้องครัวนั้น เขาก็ชำเลืองไปเห็นลานเซลอตที่เดินลงมาชั้นล่างพอดีพร้อมกับกล่องใบหนึ่งที่อยู่ในมือ หลังจากมองอยู่พักหนึ่งคุณชายเฉินก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องครัวเพื่อยกอาหารอื่น ๆ มาวางบนโต๊ะอาหาร
หลังจากที่ลานเซลอตเดินเข้ามาในห้องอาหารแล้ว เขาก็ลากเก้าอี้ออกมาก่อนจะนั่งลงไป
“ฉันเพิ่งทำอาหารเสร็จ นายก็ลงมาซะแล้ว ตรงเวลาจริง ๆ เลยนะ” เฉินอันหลานพูดขึ้นขณะที่ยกไก่โคล่าจานสุดท้ายออกมาจากห้องครัว ‘แก๊ก’ เสียงวางจานลงตรงหน้าของลานเซลอตดังขึ้น “อาหารพวกนี้ กินแก้ขัดไปก่อนนะ”
ผู้นำตระกูลเอสเตกวาดตามองไปยังอาหารหลายอย่างบนโต๊ะ นอกจากปูต้มที่ไม่จำเป็นจะต้องมีทักษะการทำอาหารมากมายแล้ว ก็มีผักกวางตุ้งผัดกุยช่ายที่ดูเหมือนจะไหม้ ๆ มีสีดำแซมสีเขียวจนแทบจะแยกไม่ออก ซุปไข่มะเขือเทศที่มีมะเขือเทศทั้งลูกต้มกับไข่ต้มสองฟอง ส่วนน้ำซุปนั้นไม่มีการใส่น้ำมันลงไปทั้งสิ้น มันน่าอนาถจนยากจะรับได้ ปลาราดซอสกลายเป็นปลาทอดซอส ไก่โคล่ามีน้ำโค้กกระเพื่อมไปมาในจาน ส่วนไก่ก็ลอยโคลงเคลงในนั้น...
“ฉันไม่ได้หุงข้าว นายกินกับข้าวแก้ขัดไปก่อนละกัน” เฉินอันหลานลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามผู้นำตระกูลเอสเต จากนั้นก็เทน้ำส้มสายชูลงในถ้วยก่อนจะยื่นให้กับเขา
“ไว้จิ้มกับปู”
ลานเซลอตลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะเดินเข้าไปทำข้าวผัดไข่ง่าย ๆ ออกมาวางลงตรงหน้าของเฉินอันหลาน ส่วนตัวเองก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารดำ ๆ ที่อีกฝ่ายทำขึ้นมากิน
คุณชายเฉินตกใจไม่น้อย เขามองไปยังข้าวผัดไข่ที่ส่งกลิ่นหอมโชยตรงหน้าของตัวเอง จากนั้นก็มองไปทางลานเซลอตที่กำลังเคี้ยวอาหาร ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วถามขึ้น
“อร่อยไหม?”
“ต้องปรับปรุง”
“งั้นแสดงว่าไม่เลวเลยใช่ไหม?”
ลานเซลอตนิ่งเฉยไม่ได้พูดอะไรออกมา
เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางเขาพักใหญ่ จากนั้นก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อปลาที่อีกฝ่ายเพิ่งกินไปเมื่อสักครู่เข้าปาก มันทั้งเค็มทั้งไหม้ รสชาติแบบที่อธิบายออกมาไม่ได้ คุณชายเฉินฝืนกลืนมันลงไปด้วยความสะอิดสะเอียน จากนั้นก็ปรายตามองไปทางลานเซลอต และพบว่าเขายังคงนั่งกินอย่างสงบนิ่งเช่นเคย
“นายไม่รู้สึกว่ามันกินยากบ้างเหรอ?
“หรือว่าต่อมรับรู้รสชาติไม่ทำงานแล้ว?”
มือที่กำลังคีบอาหารหยุดชะงักลงทันที หลังจากหยุดค้างไปหลายวินาทีดวงตาคมก็ปรายตามองไปทางเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานเลิกคิ้วสูง
“ฉันพูดถูกใช่ไหม?”
“นี่คือยาระงับของนาย” ลานเซลอตไม่ได้ตอบคำถามของเฉินอันหลาน แต่นำกล่องที่วางอยู่ด้านข้างเลื่อนไปตรงหน้าเฉินอันหลานแทน “หนึ่งหลอดอยู่ได้สิบวัน ในนั้นมีอยู่สามหลอด”
ยอดสายลับแสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็จ้องเขม็งไปทางลานเซลอตอยู่หลายวินาที ก่อนจะวางตะเกียบในมือลง แล้วหยิบกล่องนั้นขึ้นมาเปิด เขาเห็นยาระงับสามหลอด แต่ปริมาณของมันน้อยกว่าที่เขาเคยฉีดเมื่อก่อนเท่าหนึ่งเลยทีเดียว
“หนึ่งหลอดอยู่ได้สิบวัน?”
“นายลองดูก่อนก็ได้”
“เดี๋ยวฉันค่อยกลับไปลอง” เฉินอันหลานปิดกล่องลง หลังจากที่เลื่อนไปไว้ด้านข้างแล้วก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบข้าวผัดไข่ใส่ปาก “นายไม่รับรู้รสชาติจริง ๆ เหรอ?”
หลังจากที่ลานเซลอตกินเสร็จแล้วเขาก็วางตะเกียบลง จากนั้นก็รินน้ำแล้วดื่มอย่างช้า ๆ
เมื่อเห็นว่าลานเซลอตไม่ได้พูดอะไร เฉินอันหลานก็ไม่ได้ถามต่อ หลังจากที่กินข้าวผัดไข่ไปได้ครึ่งหนึ่งเขาก็รู้สึกอิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ในขณะที่กำลังจะรินน้ำเพื่อดื่มนั้นกลับเห็นผู้นำตระกูลเอสเตวางแก้วลงตรงหน้าของเขาแล้ว
เฉินอันหลานอึ้งไปเล็กน้อย เขาเคี้ยวข้าวที่อยู่ในปากจนหมดจากนั้นก็ดื่มน้ำตามลงไป วางแก้วน้ำลงแล้วปรายตามองไปทางลานเซลอตที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“นายไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
“ปัญหาอะไร?”
“ไม่มีอะไร”
หลังจากที่เฉินอันหลานดื่มน้ำหมดเขาก็วางแก้วลงแล้วลุกขึ้นเพื่อจะเก็บจานกับตะเกียบ
“วางไว้นั่นแหละ เดี๋ยวให้หมิงจวงกลับมาเก็บ”
“เขาจะกลับมาเมื่อไหร่?”
“พรุ่งนี้”
“ถึงตอนนั้นของพวกนี้คงได้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบ้านแล้วล่ะ”
เฉินอันหลานเดินไปหยิบถังขยะจากในครัว จัดการเทอาหารที่เหลือลงในถังขยะใบนั้น ก่อนจะหยิบจานกับตะเกียบเดินเข้าไปวางในครัว แขนเสื้อถูกพับขึ้นเพื่อความสะดวกแล้วเขาก็เริ่มการล้างในที่สุด
ลานเซลอตยกมือขึ้นมากอดอก เอนหลังพิงตู้เย็น สายตาจ้องมองไปทางเฉินอันหลานที่กำลังล้างจานอยู่
“นายไปซื้อยาระงับมาจากที่ไหน?”
“อยากรู้เหรอ?”
“นายอยากจะพูดว่า ‘ไม่บอก’ ใช่ไหมล่ะ?”
ลานเซลอตยิ้ม สายตาของเขายังไม่ละไปจากเฉินอันหลานแม้แต่นิดเดียว
“ฉันแค่อยากบอกนายไว้ว่านายหาซื้อไม่ได้จากในตลาดมืดหรอก”
เฉินอันหลานแสยะยิ้มออกมา
“หรือว่านายจะทำเอง?”
นัยน์ตาสีดำทมิฬฉายแววประหลาดใจขึ้นมาทันที แต่ไม่นานก็เปลี่ยนกลับมาเป็นปกติดังเดิม ลานเซลอตชำเลืองตามองไปทางซิงค์ล้างจาน และก็เห็นว่าคุณชายเฉินกำลังล้างจานทีละใบ ๆ อยู่
“ถ้าฉันบอกใช่ นายจะเชื่อไหม?”
มือที่กำลังล้างจานอยู่หยุดชะงักลงทันที แต่ไม่นานก็ล้างต่อไปอีกครั้ง
“อื้อ บรรจุกล่องได้ดีด้วย”
ลานเซลอตยิ้ม โดยไม่พูดอะไร
เมื่อล้างจานเสร็จ เฉินอันหลานก็ล้างมือเตรียมจะหยิบกล่องกลับบ้าน
“ตอนฉีดครั้งแรกนายอาจจะเจ็บหน่อยนะ” ลานเซลอตพูดขึ้นโดยที่ยังยืนพิงตู้เย็นเหมือนเดิม
เท้าที่กำลังก้าวออกไปหยุดชะงักลง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองทางลานเซลอต
“นายเคยใช้เหรอ?”
“ไม่เคย แต่พอเข้าใจ”
“มันก็คงไม่ถึงขนาดเจ็บจนต้องระบายเลือดออกมาหรอกมั้ง?”
“นายนี่แค้นฝังหุ่นใช่เล่นนะ”
“ความจำฉันเป็นเลิศอยู่แล้ว”
ลานเซลอตยืนตัวตรง แล้วเดินมาทางเฉินอันหลาน
“แล้วอยากจำอะไรชัดเจนขึ้นกว่านี้หน่อยไหม?”
เฉินอันหลานหรี่ตาลงเล็กน้อย ลานเซลอตในคืนนี้ดูแตกต่างจากปกติมาก แต่จะให้บอกว่าไม่ปกติตรงไหนนั้น เขาเองก็บอกไม่ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ
“ทำไม กลัวเจ็บเหรอ?”
“ฉันไม่เคยกลัว”
ยอดสายลับหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชาออกมา แล้วนำกล่องโยนใส่ลานเซลอต ก่อนจะเดินไปยังห้องรับแขก
ลานเซลอตรับกล่องนั้นไว้ อัลฟ่าหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาจากนั้นก็เดินตามเฉินอันหลานเข้าไปในห้องรับแขก แล้วเริ่มต้นด้วยการหยิบอุปกรณ์ฉีดยาในกล่องยาใต้โต๊ะขึ้นมา และหยิบยาระงับขึ้นมาหนึ่งหลอดฉีดใส่กระบอกเข็มฉีดยาที่โปร่งใสนั้นทันที
“ในยาระงับมีส่วนประกอบของสารเสพติดไหม?”
“มี แต่น้อยมาก”
“แล้วมันจะทำให้ติดไหม?”
“ไม่ติดแน่นอน”
ลานเซลอตพับแขนเสื้อให้กับเฉินอันหลาน ใช้สำลีแอลกอฮอล์เช็ดลงไปบนแขน จากนั้นก็ทำการฉีดเข้าไปในเส้นเลือด เฉินอันหลานรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจนต้องขมวดคิ้วออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่นานความเจ็บปวดจากการฉีดยาก็หายไป ความเย็นเข้ามาแทนที่และมันยังรู้สึกสบายมากด้วย โอเมก้าหนุ่มมองไปทางลานเซลอตที่กำลังปล่อยของเหลวในเข็มฉีดยานั้นเข้ามาภายในร่างกายของเขาช้า ๆ
“ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย”
“นั่นเป็นเพราะว่าฤทธิ์ยามันออกช้า” ลานเซลอตฉีดยาระงับทั้งหมดเข้าไปในร่างกายของเฉินอันหลาน “หลังจากนี้หนึ่งถึงสองนาที มันจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ถ้าอดทนได้ก็ไม่เป็นไร”
เฉินอันหลานหยิบสำลีแอลกอฮอล์กดลงไปบนบริเวณที่เลือดออก
“ดูเหมือนนายจะเคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนนะ”
ลานเซลอตยิ้มเล็กน้อย แล้วนำเข็มฉีดยาใส่กลับเข้าไปตามเดิม
หลังจากนั้นหนึ่งถึงสองนาที เฉินอันหลานก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ค่อย ๆ แผ่ขยายออกมาจากแขน ตอนแรกมันก็รู้สึกเหมือนกับมีเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงลงมานั่นแหละ แต่ไม่ถึงหนึ่งนาที ความเจ็บปวดนั้นก็ได้กระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับถูกไฟแผดเผาไปทั่วทั้งแขนอย่างไรอย่างนั้น เจ็บปวดชนิดที่ว่ายอดสายลับต้องขมวดคิ้วอย่างอดกลั้น แต่เขากลับไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมาแต่อย่างใด
ลานเซลอตเดินไปหยิบน้ำแข็งมาประคบไว้บนแขนของเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานปรายตามองไปทางผู้นำตระกูลเอสเตด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ ซึ่งคล้ายกับความรู้สึกที่เขามีให้กับเหลียงลั่วหยินเลยทีเดียว แต่มันมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เหลียงลั่วหยินเป็นเด็ก เฉินอันหลานยอมที่จะทำทุกอย่างเพื่อเขา ดูแลเขา เป็นห่วงเขา รักเขา แต่ทั้งหมดนี้สำหรับลานเซลอตแล้ว ดูเหมือนทั้งหมดจะกลับกัน ——
ตัวเองกลับกลายเป็นคนที่ถูกดูแลแทน
“ยังเจ็บอยู่ไหม?”
“ดีขึ้นมากแล้ว”
“จำไว้ ต้องฉีดทุก ๆ สิบวัน”
เฉินอันหลานมองไปทางผู้ชายที่คุกเข่าประคบเย็นอยู่ตรงหน้าเขา
“แล้วถ้าใช้หมดแล้วล่ะ?”
“ก็มาหาฉัน” ลานเซลอตพูดขึ้น
“มีเงื่อนไขอะไร?”
“มาทำอาหารให้ฉัน”
“แต่ฉันตกลงกับนายแค่หนึ่งเดือน”
“ข้อตกลงกำหนดขึ้นใหม่ได้”
“แต่ฉันทำอาหารไม่อร่อย”
“แค่กินได้ก็พอ”
เฉินอันหลานหาเหตุผลโต้กลับความคิดของลานเซลอตไม่ได้เลย
เมื่อเห็นรอยแดงปรากฏขึ้นมาบนแขนของเฉินอันหลาน ลานเซลอตจึงเอาน้ำแข็งออก แล้วยืนขึ้น ก่อนจะยื่นผ้าขนหนูแห้งให้กับเขา
“เช็ดซะ”
เฉินอันหลานไม่รับ แต่ยังคงจ้องเขม็งไปทางอัลฟ่าหนุ่ม
“นายคงไม่ได้ตกหลุมรักฉันหรอกใช่ไหม?”
แววตาประหลาดใจสะท้อนออกมาทางดวงตาสีดำทมิฬนั้นทันที ลานเซลอตไม่ได้พูดอะไร แล้วทิ้งเฉินอันหลานให้นั่งอยู่ในห้องรับแขกคนเดียว ส่วนตัวเองก็เดินขึ้นไปชั้นบน
เฉินอันหลานมองไปทางแผ่นหลังของลานเซลอตที่เดินขึ้นไปชั้นบน ก่อนจะหรี่ตาทั้งสองลงเล็กน้อย ——
เขาอาจจะคิดมากไปจริง ๆ ก็ได้
หลังจากที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกสักพัก เพื่อรอให้ความเจ็บปวดบนแขนของเขาบรรเทาลง เฉินอันหลานจึงเก็บกล่องยาระงับให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
※※※※※※※※※※
ณ โรงพยาบาล
ในเวลากลางดึก เว่ยเชียนเฉินกำลังนอนหลับฝันหวานอยู่บนเตียง ในขณะเดียวกันหมิงจวงกลับพลิกตัวไปมาไม่ได้หลับสนิทแต่อย่างใด เมื่อนึกเรื่องที่ลานเซลอตอยู่ในห้องทดลองเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา... หลังจากที่ลังเลครุ่นคิดอยู่สามตลบหมิงจวงก็ลุกขึ้นมานั่ง หยิบกุญแจรถบนตู้หัวเตียง แล้วเดินออกจากห้องไปเพื่อกลับไปตรวจดูสถานการณ์ความเรียบร้อย
เมื่อหมิงจวงกลับมาถึงบ้านก็พบว่าไฟทั้งหมดยังคงสว่างจ้าอยู่ ตอนแรกเขาคิดว่านายน้อยยังไม่นอน จึงตั้งใจจะขึ้นไปเคาะประตูถามสักหน่อย แต่ในขณะที่ยกมือขึ้นมาประตูนั้นก็เปิดเองอัตโนมัติ หมิงจวงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เพื่อไม่เป็นการรบกวนนายน้อยเขาจึงผลักประตูเข้าไปเบา ๆ แต่เมื่อเห็นชุดนอนที่ถูกโยนทิ้งขว้างอยู่บนพื้น หมิงจวงจึงเก็บเสื้อผ้าสีขาวตัวหนึ่งขึ้นมาสำรวจดู บนแขนเสื้อนั้นเต็มไปด้วยคราบเลือด สีหน้าของหมิงจวงเคร่งขรึมลงทันใด เขารีบเดินตามเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นเข้าไปทันที เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าลานเซลอตนั้นได้นอนแน่นิ่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ
“นายน้อย!”
หมิงจวงโยนเสื้อผ้าที่อยู่ในมือออกไป แล้ววิ่งเข้าไปประคองลานเซลอตที่อยู่ในอ่างอาบน้ำขึ้นมา ซึ่งในช่วงเวลานั้นเองผู้นำตระกูลเอสเตได้สลบไสลไปแล้ว หมิงจวงแตะไปที่ปลายจมูกของเขา หลังจากที่พบว่าเขายังมีชีวิตจึงได้รีบลากร่างของนายน้อยของตนขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำ ประคองตัวเขาออกมาจากห้องน้ำมาจนถึงเตียงนอน จากนั้นหมิงจวงก็รีบหายาที่เป็นเนื้อครีมที่อยู่บนตู้มาปาดลงไปบนนิ้ว ก่อนจะนำมาทาบริเวณจมูกของเจ้านาย
ไม่นาน ลานเซลอตก็ค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา
“นายน้อย นายน้อยไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?” หมิงจวงถามด้วยความเป็นห่วง
ลานเซลอตขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างพยุงตัวเองขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เมื่อกี้นายน้อยสลบอยู่ในอ่างครับ”
“เหรอ”
“นายน้อย นายน้อยไม่ควรแตะต้องสารเสพติดนะครับ”
“พอแล้ว” ลานเซลอตเอนกายพิงไปบนหัวเตียง “ไปรินน้ำมาให้ฉันแก้วหนึ่ง”
หมิงจวงรีบรินน้ำให้กับลานเซลอตทันที
ลานเซลอตดื่มน้ำไปสองอึก แต่สีหน้าของเขาก็ไม่ได้ดูดีขึ้นเลย
ทุกอาการของลานเซลอตปรากฏอยู่ในสายตาของหมิงจวง เขากำลังจะอ้าปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ใครจะไปนึกละว่าอัลฟ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูลเอสเต จะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงกับสารเสพติด ——
จนกระทั่งไม่มีแม้แต่แรงจะต้านทานได้แบบนี้?