เมื่อเห็นใบหน้าเ็าและโเี้ที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เฉินเหมียวเหมี่ยวก็หัวเราะเสียงเย็นออกมา
แม้นางจะไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย แต่นางก็ไม่ยอมเป็ฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน
เพียงพริบตา หลี่ฉุนก็ะโมาอยู่ตรงหน้าของเฉินเหมียวเหมี่ยว พลันยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่หน้าท้องของนางอย่างแรง
เพราะคนตรงหน้าเป็เพียงคนธรรมดา ดังนั้นหลี่ฉุนจึงไม่ได้ใช้พลังิญญาแต่อย่างใด นางหาได้คู่ควรไม่
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ภายในพริบตา ยังไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง ร่างของหลี่ฉุนก็กระเด็นไปนอนหงายหลังอยู่ที่พื้นเสียแล้ว
ส่วนเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับยกมือขึ้นปัดเสื้อด้วยท่าทีสบาย ๆ
นางเป็นักล่าค่าหัวที่เชี่ยวชาญศิลปะป้องกันตัวโบราณ หากอีกฝ่ายไม่ใช้พลังิญญา การจะจัดการอีกฝ่ายก็ง่ายดาย ราวกับจัดการเด็กน้อยคนหนึ่งก็มิปาน
หลี่ฉุนรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก ทั้งสะบักสะบอมทั้งตกตะลึง แต่เฉินเหมียวเหมี่ยวกลับเอ่ยด้วยความสงสาร “เด็กน้อย ร่างกายเ้าอ่อนแอเช่นนี้ วันนี้เ้ากินอะไรมาแล้วหรือยัง หากไม่ออกแรงมากกว่านี้ เกรงว่าจะถลกหนังข้าไม่สำเร็จเอานะ”
“เ้า...” คนผู้นี้ถูกเฉินเหมียวเหมี่ยวยั่วโมโหจนถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าของเขาพลันแดงก่ำ เริ่มรวบรวมพลังิญญาไปที่มือ จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ ซัดฝ่ามือใส่เฉินเหมียวเหมี่ยวทันที
พลังิญญาะเิออก ทำให้แขนเสื้อของเฉินเหมียวเหมี่ยวถูกคลื่นพลังพัดอย่างแรงราวกับลมพายุ
เฉินเหมียวเหมี่ยวยืนอยู่ตรงนั้น ในใจตระหนักได้ดีว่าแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับการโจมตีในครั้งนี้!
นางเล็งจังหวะเอาไว้แล้ว ก่อนจะยกมือขึ้นสะบัดเบา ๆ
ปัง!
พลังิญญาที่หลอมรวมถูกนางทำลายได้ในพริบตา ราวกับหยดน้ำที่กระจายกลายเป็เพียงละอองหมอก ทำให้พวกเขาตื่นตระหนกอย่างมาก!
ต้องบอกก่อนว่าหลี่ฉุนถือเป็ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นในตำบลอวิ๋นหลัว ตอนนี้เขามีตบะบารมีอยู่ในระดับรวมชีพจรขั้นเก้า อีกเพียงก้าวเดียวก็จะสามารถสร้างรากฐานปราณได้แล้ว เป็ผู้ที่มีตบะบารมีสูงสุดในบรรดาพวกเขาแล้ว การรวบรวมพลังปราณเพื่อทำร้ายคน จึงสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
แต่…
สตรีชุดขาวผู้นี้ เพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ก็สามารถทำลายการโจมตีของเขาได้แล้ว!
เมื่อเห็นรอยยิ้มสบาย ๆ ของเฉินเหมียวเหมี่ยว หลี่ฉุนก็ได้แต่ตะลึงงัน เมื่อได้สติอีกครั้ง ความโมโหก็เพิ่มพูนขึ้น ไม่รู้ว่าอับอายหรือโมโหกันแน่
เดิมเขาตั้งใจจะแสดงฝีมือต่อหน้าคุณหนูตระกูลเฉิน นางจะได้พาเขากลับตระกูลเฉินด้วย วันหน้าวิถีบำเพ็ญเพียรของเขาจะต้องพัฒนาขึ้นอีกอย่างแน่นอน
คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะถูกคนธรรมดาที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ผู้หนึ่งตบหน้าเช่นนี้ เขาจะทนได้อย่างไรกัน?
“เ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป!”
หลี่ฉุนรวบรวมพลังปราณและเริ่มโจมตีอีกครั้ง พลังิญญากระทบกับแขนเสื้อของเฉินเหมียวเหมี่ยวราวกับสายลมพัดผ่าน แม้แต่ร่องรอยก็ไม่มีทิ้งไว้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเื่ที่จะทำร้ายเฉินเหมียวเหมี่ยวได้
“เป็ไปไม่ได้!”
หลี่ฉุนคำรามเสียงกร้าว ก่อนจะชักกระบี่ที่เอวฟาดฟันใส่เฉินเหมียวเหมี่ยว
กระบี่แหลมคม ไอกระบี่รุนแรง ครานี้เฉินเหมียวเหมี่ยวถึงกับตกตะลึงทันที
ทว่าแม้แต่อสูรเกราะเหล็กยังไม่สามารถทำร้ายนางได้แม้แต่ปลายก้อย แล้วสุนัขรับใช้ตัวนี้จะสามารถทำอะไรนางได้อย่างนั้นหรือ?
สู้ให้เต็มที่ เพราะสิ่งใดก็เกิดขึ้นได้!
นางขอเอาชีวิตเป็เดิมพัน!
เฉินเหมียวเหมี่ยวยกแขนขึ้น สะบัดแขนข้างหนึ่งอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ปัง!
หลี่ฉุนไม่เพียงไม่สามารถทำร้ายเฉินเหมียวเหมี่ยวได้ ยังถูกนางสะบัดจนกระเด็น
ก่อนที่เขาจะกระแทกกับพื้นอย่างแรง และกลิ้งไปกับพื้นอีกเจ็ดแปดรอบ จากนั้นกระอักเืออกมา พร้อมส่งเสียงครวญคราง เห็นได้ชัดว่าเ็ปจนถึงกระดูก
“โอ๊ย...โอ๊ย...ช่วยข้าด้วย...”
พลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวแล่นจากมือข้างที่กุมกระบี่ไปทั่วร่าง ราวกับคลื่นที่ซัดเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า
“โอ๊ย...ช่วยข้า...ช่วยข้าด้วย...”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
เมื่อเห็นสภาพน่าเวทนาของหลี่ฉุน เฉินเหมียวเหมี่ยวก็แน่ใจแล้ว ว่าชุดสีขาวที่นางสวมใส่อยู่เป็เกราะที่สามารถสะท้อนการโจมตีได้
พลังทั้งหมดที่จะทำร้ายนาง ล้วนสะท้อนกลับไปหาผู้ที่ทำร้าย
อสูรเกราะเหล็กเมื่อครู่ ก็คงจะตายด้วยเหตุนี้เช่นกัน
ชิชิ น่าสนใจไม่น้อย!
แม้เสียงร้องคร่ำครวญของหลี่ฉุนจะดังระงมไม่หยุด แต่คนที่มากับเขากลับไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเขาแม้แต่คนเดียว คนเ่าั้เอาแต่จ้องเขม็งไปที่เฉินเหมียวเหมี่ยว กลัวว่าหากทำให้นางไม่พอใจขึ้นมา นางจะหันมาจัดการพวกเขาด้วย หากเป็เช่นนั้นต้องเป็เื่ใหญ่แน่!
ใช่แล้ว!
ท่าน!
บนโลกใบนี้ หากไม่สามารถััได้ถึงไอพลังบนกายของผู้ใดได้ละก็ ถ้าไม่ใช่เพราะคนผู้นั้นเป็คนไร้ค่าที่ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ คนผู้นั้นก็ต้องเป็ยอดฝีมือที่ไม่สามารถััไอพลังได้
สตรีชุดขาวตรงหน้าผู้นี้ยังไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำ เพียงแค่สะบัดแขนก็สามารถทำให้หลี่ฉุนที่มีตบะบารมีระดับรวมชีพจรขั้นเก้าพ่ายแพ้ยับเยินได้ เห็นได้ชัดว่านางไม่มีทางเป็คนไร้ค่า
เช่นนั้น นางก็เป็ยอดฝีมือ!
นางต้องเป็ยอดฝีมืออย่างแน่นอน!
และการที่นางอ่อนเยาว์งดงามเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้นางดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก
กล่าวกันว่า หากผู้บำเพ็ญเพียรบรรลุจากระดับแดนสร้างแก่น ก้าวเข้าสู่ระดับแดนก่อกำเนิดแล้ว ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกได้ตามใจชอบ การทำให้ตนเองอ่อนเยาว์อยู่เสมอก็ย่อมทำได้เช่นกัน
ดังนั้นสตรีชุดขาวที่ดูอ่อนเยาว์และงดงามราวกับไม่มีอยู่จริงตรงหน้า...ความจริงแล้วเป็ผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิด อย่างนั้นหรือ?
หรือเมื่อครู่ที่นางเรียกพวกเขาว่าเด็กน้อยนั้น…
์!
พวกเขาล่วงเกินผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิดเข้าหรือเนี่ย!!!
ทุกคนยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัวจนสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด ไม่มีใครกล้าสบตากับเฉินเหมียวเหมี่ยวอีก
บรรดาพวกเขา คุณหนูตระกูลเฉิน เฉินฉู่ชิง ผู้หยิ่งยโสก็คือผู้นำ
ทว่าบัดนี้นางกลับหวาดกลัวอย่างมาก
เพราะนางบอกกับผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิด ว่าจะถลกหนัง ควักลูกตา...
นางกล้าเอ่ยออกไปได้อย่างไรกัน!
หมดกัน นางจะต้องดับสูญอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?
แต่อย่างไรเสีย เฉินฉู่ชิงก็เป็ศิษย์สำนักใหญ่ ผ่านอะไรมามากมาย นางจึงรู้จักยืดหยุ่นเป็อย่างดี ดังนั้นนางจึงพยายามข่มความกลัวของตนเอง ขบกรามพร้อมกับประสานมือและเอ่ยขึ้น “ผู้...ผู้าุโเ้าคะ พวกเรามีตาหามีแววไม่ จึงได้ล่วงเกินผู้าุโเข้า ขอผู้าุโได้โปรดเมตตาด้วยเ้าค่ะ”
ถึงกับยอมเรียกนางว่าผู้าุโ เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้ได้ทันทีว่าตัวเองทำสำเร็จแล้ว
นางจึงเอ่ยด้วยท่าทางสูงส่ง “มีตาหามีแววไม่งั้นหรือ อืม มีตาหามีแววจริง ๆ ไม่เช่นนั้นเ้าคงไม่ชมชอบการควักลูกตา ตัดจมูก และถลกหนังคนถึงอย่างนี้”
เฉินฉู่ชิงใจนเข่าอ่อน ไม่ทันเอ่ยคำใดก็คุกเข่าลงกับพื้นเสียแล้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “ผู้าุโโปรดไว้ชีวิตด้วย ผู้าุโโปรดไว้ชีวิตด้วย”
เฉินฉู่ชิงคุกเข่าลง คนที่เหลือต่างก็อกสั่นขวัญแขวน รีบคุกเข่าตามกันเป็แถว
“ผู้าุโโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
“ขอผู้าุโโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
“พวกเราผิดไปแล้ว!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ได้กล่าวอะไร มุมปากของนางโค้งขึ้นพลางมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง จนคนเ่าั้ขนลุกชันไปทั้งตัว จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ “ลุกขึ้นเถอะ ข้าจะถือสาเด็กน้อยอย่างพวกเ้าได้อย่างไรกัน”
คนเ่าั้ต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะเอ่ยขอบคุณและค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณผู้าุโ!”
“ขอบคุณผู้าุโ!”
แต่เฉินเหมียวเหมี่ยวกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เพียงแต่...”
พวกเขาจึงรีบคุกเข่าโดยพร้อมเพรียงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เสียงเข่ากระแทกพื้นดังจนได้ยินชัด เฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “โอ๊ย พวกเ้าจะคุกเข่าทำไมอีก ลุกขึ้น รีบลุกขึ้นมา หากพวกเ้าไม่รีบลุกขึ้นข้าจะโมโหแล้วนะ”
ได้ยินดังนั้น พวกเขาจึงรีบผุดลุกขึ้นอย่างไม่รอช้า
“เอ่อ...คือ...”
“คือ...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ข้าจะเมตตาพวกเ้าสักครั้ง พวกเ้ายังเด็ก ข้าไม่ถือโทษพวกเ้าหรอก”
“ใช่เ้าค่ะ ผู้าุโมีเมตตา”
“ผู้าุโเป็คนมีเมตตา”
“ได้พบผู้าุโเช่นท่าน เป็บุญของพวกเรายิ่งนัก”
ทุกคนต่างสรรหาคำมาประจบประแจง เฉินเหมียวเหมี่ยวเองก็ดูเหมือนจะชื่นชอบไม่น้อย นางพยักหน้าหงึกหงักพลางเอ่ย “อืม พูดได้ดี แต่ข้าไม่ชอบ คราวหน้าไม่ต้องเอ่ยเช่นนี้อีก”
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรตกตะลึงจนแข้งขาอ่อน ไม่พูดอะไรก็คุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง
เฉินเหมียวเหมี่ยวได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ แสร้งทำเป็ตะคอกออกมา “เหตุใดพวกเ้ายังต้องคุกเข่าอีก ลุกขึ้น รีบลุกขึ้นมา!”