ในที่สุดจ้าวซูเซียวก็มาถึงหน้าวัดฝูเก๋อ นางลงจากเกี้ยวพร้อมกับเดินตามฉินกุ้ยเฟยเข้าไปในตัววัด ด้านในเป็เช่นที่นางกำนัลบอกเพราะมีเพียงแม่ชีที่ดูแลวัดเท่านั้นไม่มีพระเลยแม้แต่องค์เดียว
“ข้าได้ข่าวมาว่าหลายวันนี้องค์หญิงประทับอยู่แต่ในตำหนักมู่ตานเพราะยังปรับตัวกับความหนาวเย็นของหานตานไม่ได้ จึงได้อยากชวนท่านมาขอพรให้สุขภาพแข็งแรงที่วัดฝูเก๋อ ที่นี่ขึ้นชื่อนักเื่ขอพรสุขภาพและการมีบุตร ข้าเองก็มาที่วัดฝูเก๋อเป็ประจำเพื่อมาขอพรให้ตนเอง หวังว่าซักวัน์จะเมตตาบันดาลให้เกิดครรภ์ัขึ้น” ฉินกุ้ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มบอกบาง นางมองไปยังพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองสว่างงดงามด้วยความหวัง
“พี่หญิงเปี่ยมด้วยบารมีอีกเพียงไม่นานย่อมต้อมมีข่าวดีแน่นอนเพคะ” เสียงของสนมหรงดังขึ้นคล้ายอยากเอาใจฉินกุ้ยเฟย ฉินกุ้ยเฟยเพียงอมยิ้มเท่านั้น ใจจริงแท้ของคนในวังหลวงล้วนไม่เที่ยงตรงพูดอย่างแต่ใจคิดอีกอย่าง เหล่านี้นางเจอจนชินชาและอยู่ร่วมกันมาอย่างเคยชินเสียแล้ว ในราชวงศ์โอวหยางตอนนี้นอกจากองค์ชายใหญ่โอวหยางิหลงฮ่องเต้ก็ยังไม่มีทายาทผู้อื่นอีก เช่นนี้หากมีการสถาปนารัชทายาทเมื่อใดแน่นอนตำแหน่งนั้นต้องตกเป็ขององค์ชายใหญ่โอวหยางิหลงและนั้นไม่ใช่สิ่งที่นาง้าเช่นการ
จ้าวซูเซียวเหลือบมองใบหน้างดงามของเหล่าพระสนมที่แย้มยิ้มพูดคุยกันนางลอบถอนหายใจ ใบหน้างดงามแต่ด้านหลังอาจถือมีดหมายแทงกันเป็สิ่งที่จ้าวซูเซียวไม่อยากหลุดเข้าไปในวังวนเช่นนั้น นางโชคดีที่ไม่ได้เติมโตมาในวังหลวงอันน่ากลัว แต่ต่อจากนี้เมื่อเข้าสู่ตำหนักชินอ๋องแน่นอนย่อมไม่อาจเป็เพียงสตรีหนึ่งเดียวของโอวหยางหย่งเล่อ ถึงตอนนั้นการแก่งแย่งภายในตำหนักย่อมเกิดขึ้นนั้นเป็ชะตาที่นางไม่อยากพบเจอแต่ก็ไม่อาจหลบหนีอีกเช่นกัน
หึ !
จ้าวซูเซียวเค้นหัวเราะเบาๆในใจนางคิดไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ไม่แน่ว่านางจะมีชีวิตอยู่จนต้องรบรากับสตรีคนอื่นของโอวหยางหย่งเล่อ บางทีนางอาจตายด้วยคมดาบของชินอ๋องผู้นั้นในอีกไม่นาน
“มาเถอะขอพระกัน”
เสียงของฉินกุ้ยเฟยดังเรียกสติของจ้าวซูเซียว นางคุกเข่าลงนั่งมือบางสองข้างยกขึ้นพนมมือดวงตางามหลับลง ในใจเพียงขอให้บิดาสุขภาพแข็งแรง หาก์มีจริงขอให้นางรอดชีวิตเจอบิดาอีกครั้งให้นางได้มีโอกาสััอ้อมกอดอบอุ่นของจ้าวโม่โฉว และขอให้าสงบเช่นนี้ตลอดไป
เนินนานในการขอพรในที่สุดจ้าวซูเซียวก็ลืมตาขึ้นนางรู้สึกจิตใจสงบมากขึ้นยามได้ยินเสียงสวดมนรอบด้าน แม้ครั้งนี้ฉินกุ้ยเฟยอาจมีแผนการกลั้นแกล้งนางแต่ก็ยังต้องขอบคุณที่ฉินกุ้ยเฟยได้พานางมากราบไหว้ขอพรในครั้งนี้
จ้าวซูเซียวนั่งลงบนโต๊ะร่วมทานอาหารเจกับฉินกุ้ยเฟยและพระสนมอีกสามนาง เมื่อพวกนางทานอาหารกันเสร็จแล้วฉินกุ้ยเฟยจึงพานางจิบน้ำชาแต่งกวีบรรยายธรรมชาติงดงามในเรือนด้านในของวัดฝูเก๋อ
เมื่อวัดนี้เป็วัดที่เหล่าเชื้อพระวงศ์มักมาขอพรแน่นอนย่อมต้องมีเรือนรับรองสำหรับเชื้อพระวงศ์ให้ผ่อนคลายเป็ธรรมดา ใช้เวลาหลายชั่วยามในการต่อกวีชมดอกไม้ฉินกุ้ยเฟยจึงพานางเดินทางกลับหานตาน จ้าวซูเซียวนั่งเกี้ยวหลังเล็กแยกออกมาเช่นครั้งที่เดินทางมานางนั่งนิ่งหลับตาลงผ่อนคลายเล็กน้อย
กึก !!
“ว้าย !!”
จู่ๆเกี้ยวที่นั่งก็หยุดกะทันหันพร้อมกับเอียงไปด้านข้างทำให้ร่างบางทั้งสามที่นั่งอยู่ภายในเซถลาล้มลง จ้าวซูเซียวร้องด้วยความใ ร่างบางของนางกระแทกเข้ากับขอบด้านหนึ่งของเกี้ยวล้มลงไปนั่งอยู่ที่พื้นจนเกิดเสียงดังขึ้น
“องค์หญิง !” เสี่ยวซีที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบเข้ามาประคองจ้าวซูเซียวขึ้นมานั่งบนที่นั่งพร้อมสำรวจเรือนร่างของเ้านายตนเอง จ้าวซูเซียวเพียงส่ายศรีษะเบาๆบอกคนสนิดว่านางไม่เป็อะไร
“ข้าไม่เป็อะไรแค่กระแทกเล็กน้อยเท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกัน” เมื่อเกี้ยวหยุดเคลื่อนตัวจินอี้ฟางจึงเปิดผ่าม่านออกไปถามคนขับด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เกิดอะไรขึ้นกัน หากองค์หญิงาเ็ขึ้นมาจะทำเช่นไร !”
“ขออภัยองค์หญิงเพคะ” เสียงนางกำนัลผู้คุมเกี้ยวเอ่ยด้วยความร้อนรนหวาดกลัว เห็นชัดว่าตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกันรีบโค้งตัวให้จ้าวซูเซียวด้วยความสำนึกผิด
“กราบทูลองค์หญิงจู่ๆล้อด้านข้างของเกี้ยวเกิดหลุดเพคะ !”
“เช่นนี้องค์หญิงจะเสด็จกลับอย่างไรกัน !” จินอี้ฟางเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนกนางหันหลับมามองใบหน้าของจ้าวซูเซียวที่ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม
การหยุดกะทันหันของเกี้ยวองค์หญิงิอานทำให้เกี้ยวหลังใหญ่ของฉินกุ้ยเฟยต้องหยุดลงเช่นกัน เมื่อรับรู้ว่าเกี้ยวขององค์หญิงต่างแคว้นไม่อาจไปต่อได้ทำให้ฉินกุ้ยเฟยเดินลงมาจากเกี้ยวหาจ้าวซูเซียวที่ลงมายืนอยู่ข้างเกี้ยวพร้อมกับมองล้อด้านขวาทั้งล้อที่หลุดหายไปไหนก็ไม่รู้ ยังดีที่คนคุมรถม้ามีฝีมือไม่เช่นนั้นล้อหายเช่นนี้อาจทำให้รถม้าคว่ำจนนางที่อยู่ด้านในได้รับาเ็ !
“เกิดเื่เช่นนี้ได้อย่างไร ก่อนออกเดินทางไม่ใช่พวกเ้าต้องตรวจรถม้าและเกี้ยวก่อนหรือ !” เสียงเกรี้ยวกราดของฉินกุ้ยเฟยดังขึ้นพร้อมใบหน้างดงามที่บึ้งตึงเผยความไม่พอใจจนเหล่านางกำนัลที่รับใช้ก้มศีรษะด้วยความหวาดกลัว
“องค์หญิงเป็อะไรหรือไม่” ฉินกุ้ยเฟยรีบเข้ามาสำรวจเรือนร่างจ้าวซูเซียวจนนางต้องส่ายหน้าปฏิเสธ
“หม่อมฉันไม่เป็อะไรเพคะพระสนม เพียงแต่คงไม่อาจนั่งเกี้ยวนี้กลับตำหนักได้แล้ว” จ้าวซูเซียวปรายตามองไปยังเกี้ยวที่ตอนนี้ไม่ต่างกับรถม้าพิการไม่อาจใช้งาน ที่สำคัญล้อที่หลุดก็ไม่รู้กระเด็นหายไปไหนแล้ว
“ทำอย่างไรดี” ฉินกุ้ยเฟยนิ่งคิดก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นบอกกับจ้าวซูเซียว
“เกี้ยวของข้าก็มีพระสนมอีกสามนางนั่งอยู่ด้านในไม่อาจเพียงพอให้องค์หญิงเข้าไปนั่งได้อีก เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่แถวนี้มีศาลาพักผ่อนอยู่เป็ระยะ องค์หญิงรอที่ศาลาพักผ่อนก่อนเมื่อข้าเข้าเมืองหานตานจะรีบให้ทหารกลับมารับองค์หญิงกลับไป เช่นนั้นคงจะดีกว่าการต้องเบียดกันลงเขา หากคนขับบังคับม้าและคุมเกี้ยวไม่อยู่จะเสี่ยงกันทั้งหมด”
จ้าวซูเซียวเหลือบมองเกี้ยวของฉินกุ้ยเฟยด้านหน้าและหันกลับมามองเกี้ยวของตนเอง ในเมื่อฉินกุ้ยเฟยพูดออกมาเช่นนี้นางปฏิเสธได้หรือ ยามนี้ยังไม่เย็นมากหากรออยู่ที่นี่อีกไม่กี่ชั่วยามก็คงมีทหารกลับมารับนางก่อนอาทิตย์จะตกดิน
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะรออยู่ที่ศาลาด้านข้างก่อน คงต้องรบกวนพระสนมให้เรียกทหารมารับหม่อมฉันแล้วเพคะ”
“รบกวนอะไรกันเกิดเื่เช่นนี้เพราะคนของข้าทำงานไม่ได้เื่ พวกเ้าสองคนยังไม่รีบนำเสด็จองค์หญิงไปพักผ่อนที่ศาลาอีก !!” ท้ายประโยคหันไปตวาดใส่นางกำนัลสองคนที่คอยรับใช้ข้างเกี้ยวจ้าวซูเซียว นางกำนัลทั้งสองคนสะดุ้งรีบขานรับคำของฉินกุ้ยเฟย
“เพคะพระสนม เชิญองค์หญิงเสด็จด้านนี้เพคะ ด้านหน้ามีศาลาพักชั่วคราวอยู่หลังหนึ่งเพคะ”
จ้าวซูเซียวยอบกายลงทำความเคารพฉินกุ้ยเฟยก่อนจะเดินตามนางกำนัลทั้งสองคนไปด้านข้างอีกทางพร้อมจินอี้ฟางและเสี่ยวซี เมื่อเห็นเช่นนั้นฉินกุ้ยเฟยจึงเดินกลับขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวของตนเองใบหน้างดงามไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวเช่นตอนแรกอีก
จ้าวซูเซียวเดินตามนางกำนัลทั้งสองคนจนมาถึงศาลาพักผ่อนหลังเล็ก ศาลานี้มีขนาดไม่ใหญ่มากภายในแม้ไม่ได้ดูใหม่งดงามแต่ก็ไม่ได้เก่าจนน่ากลัว เห็นชัดว่ายังคงได้รับการดูแลอยู่บ้าง
“องค์หญิงประทับนั่งก่อนเถอะเพคะ คำนวณจากเวลาดูแล้วอาจจะอีกราวเกือบสองชั่วยามจึงมีทหารกลับขึ้นมารับเพคะ” หนึ่งในนางกำนัลของฉินกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นพร้อมจัดเจงให้จ้าวซูเซียวนั่งพัก นางนั่งลงมองบรรยากาศรอบๆที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ของทางขึ้นเขา จุดที่ตั้งศาลาพักผ่อนไม่ได้มีต้นไม้ขึ้นรกมากนักเพราะเป็เส้นทางสรรจร แต่เลยไปอีกไม่กี่จั้งต้นไม้ขึ้นหนาแน่นปกคลุมคงเป็ในส่วนของป่าบนเขาที่ไม่ค่อยมีคนเดินเข้าไป
“แย่จริงเพคะหวังว่าทหารจะมารับเราก่อนมืด องค์หญิงทรงหิวหรือไม่” เสี่ยวซีเอ่ยถามนายของตนจ้าวซูเซียวส่ายหน้าเบาๆ แต่ถ้อยคำนี้ของเสี่ยวซีกลับทำให้นางกำนัลทั้งสองคนรีบพูดแทรกขึ้น
“เช่นนั้นหม่อมฉันทั้งสองจะขึ้นไปนำน้ำและของว่างมาถวายนะเพคะ จากตรงนี้ยังสามารถเดินเท้าขึ้นไปที่วัดฝูเก๋อได้เพคะ” จ้าวซูเซียวมองบรรยากาศโดยรอบแล้วพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ ระหว่างเดินมาที่ศาลาทบทวนดูแล้วกว่ารถม้าหรือทหารจะมาถึงตะวันคงใกล้ตกดิน หากฉินกุ้ยเฟยคิดกลั้นแกล้งนางย่อมไม่พาคนมารับนางกลับโดยเร็วแน่
“ก็ดีเหมือนกันอี้ฟางเ้าก็ไปกับพวกนางเถอะ รีบไปรีบกลับ” จ้าวซูเซียวสั่งการนางกำนัลทั้งสามคน พวกนางจึงยอบตัวลงและเดินออกจากศาลาไป ตอนนี้ในศาลาจึงเหลือเพียงจ้าวซูเซียวและเสี่ยวซีเท่านั้น
“เหตุใดองค์หญิงถึงให้พี่อี้ฟางไปด้วยเล่าเ้าคะ ตรงนี้เหลือเพียงองค์หญิงกับหม่อมฉันไม่ยิ่งอันตรายหรือ” เสี่ยวซีถามด้วยความกังวล แม้นางจะยังไร้เดียวสาอยู่มากแต่นางเข้าใจว่าเหตุการณ์ล้อหลุดเช่นนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญแน่นอน ั้แ่ต้องเดินทางมาวันนี้ทั้งนางและจินอี้ฟางคอยระวังทุกอย่างด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์กลั้นแกล้งจ้าวซูเซียวขึ้น มีเพียงในส่วนเกี้ยวเดินทางเท่านั้นที่พวกนางไม่ได้ตรวจตราจนเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น นึกแล้วนางกำนัลตัวน้อยเจ็บใจยิ่งนัก เ้าซูเซียวกลับต่างกัน นางไม่ได้ดูร้อนรนเช่นเสี่ยวซีหรือกังวลใจมากมายเช่นจินอี้ฟาง เพียงเผยรอบยิ้มสบายๆเท่านั้น
“องค์หญิงยังทรงยิ้มอย่างสบายพระทัยได้อีกนะเพคะ ั้แ่มาถึงหานตานออกจากตำหนักมู่ตานทีไรเราก็ถูกกลั้นแกล้งมาตลอด หม่อมฉันเจ็บใจแทนนักพระองค์เป็ถึงองค์หญิงแห่งเฉียนเหลียงเชียวนะเพคะ !” ท้ายประโยคเสี่ยวซีพูดขึ้นด้วยท่าทางเจ็บใจ
“เ้าพูดถูกครั้งนี้เราก็โดนกลั้นแกล้ง เพราะฐานะองค์หญิงแห่งเฉียนเหลียงนี่แหละจึงเหมาะสมแก่การกลั้นแกล้งยิ่งนัก องค์หญิงที่ถูกส่งมาเป็บรรณาการแคว้นเ้าจะมองหาความสุขสบายอื่นใดได้เล่า”
“องค์หญิง…” เสี่ยวซีมองจ้าวซูเซียวด้วยสายตาเศร้าสร้อย แม้จ้าวซูเซียวจะพูดด้วยท่าทางราวกับไม่คิดสิ่งใดแต่นางที่อยู่ข้างกายจ้าวซูเซียวมาั้แ่จำความได้รับรู้ดีว่าองค์หญิงของตนไม่ได้มีความสุขแม้เพียงนิดเดียว
“ที่ข้าให้อี้ฟางตามพวกนางสองคนไปเพราะป้องกันการกลั้นแกล้งที่มากขึ้น” เสี่ยวซีเอียงคอมองจ้าวซูเซียวนางไม่เข้าใจความหมายนี้ ใบหน้างดงามจึงเผยรอยยิ้มขบขันเมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของคนข้างกาย
“เ้านี่นะ ต่อจากนี้ต้องรู้จักทันคนให้มากขึ้นนะเสี่ยวซี เราไม่ได้อยู่ที่ติ่งอี้อีกแล้วรอบข้างล้วงอันตรายหากพลาดท่าอาจหมายถึงชีวิตเข้าใจหรือไม่” เสี่ยวซีพยักหน้ารับนางทำสีหน้าจริงจังเข้าใจความหมายของจ้าวซูเซียว
“เสี่ยวซีจะจำไว้เพคะองค์หญิง”
“ที่ข้าให้อี้ฟางตามพวกนางไปเพื่อไม่ให้พวกนางยื้อเวลาการเดินทางอย่างไรเล่า หากให้พวกนางไปกันเองอาจอ้างได้ว่าเดินทางล้าช้า รอขนมหรือน้ำชานาน ตอนขากลับจำทางไม่ได้ เพื่อที่จะกลับมาหาข้าล้าช้าและให้พวกเรารออยู่ที่นี่กันเพียงลำพัง พระอาทิตย์ใกล้ตกดินเช่นนี้สตรีเพียงไม่กี่คนยืนอยู่ท่ามกลางป่าเขาในที่ที่ไม่รู้จักจะไม่หวาดกลัวหรือ…หากมีอี้ฟางไปด้วยยอมไม่ยอมปล่อยให้พวกนางล้าช้าได้”
เสี่ยวซีพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจนางเผยรอยยิ้มสดใสทันที
“องค์หญิงรอบคอบนักสิ่งเหล่านี้เสี่ยวซียังไม่คาดคิดเลยเพคะ ว่าแต่…องค์หญิงคิดว่าพวกเราต้องรอคอยนานเท่าไหร่หรือเพคะ”
“ฟ้าใกล้มืดพวกทหารคงมาถึง อย่างไรฉินกุ้ยเฟยย่อมไม่ปล่อยให้ข้ามีอันตรายเพราะทุกคนรับรู้ดีวันนี้ข้าออกนอกตำหนักตามคำเชิญฉินกุ้ยเฟย หากเกิดอันตรายกับข้าทุกอย่างล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของนาง นางคงไม่หาเื่ให้ตัวเองเช่นนั้นแน่นี่คงเป็เพียงการกลั้นแกล้งเล็กน้อย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เสี่ยวซีจึงเผยใบหน้าคลายกังวลมากขึ้น เช่นนี้นางก็เบาใจรอคอยอยู่ตรงนี้แม้จะน่ากลัวก็จริงแต่หากไม่ค่ำมืดก็ถือว่านั่งชมธรรมชาติแล้วกัน !