ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 96 ตรวจสอบยา

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้คนต่างตกตะลึงพร้อมกับจ้องมองไปทางเขา

            ทังอวิ๋นฉีที่เดิมทีรอดูเขาขายหน้าก็ขมวดคิ้วขึ้นสีหน้าเหี้ยมอำมหิตจ้องมองเตาหลอมที่อยู่ตรงหน้าเขา แววตานั้นมีไฟปะทุเดือดดาลกำหมัดแน่นจนแดงไปหมด เห็นได้ว่านางใช้แรงมากแค่ไหน

            ผู้เฒ่านั้นคิ้วกระตุกเบาๆพลันเดินมาหาเขา เอ่ยถามเสียงเรียบ “ตรงไหนพังรึ?”

            โหยวเสี่ยวโม่จับเตาหลอมพลิกขึ้นมาด้านล่างนั้นมีรอยแยกออกจากกัน จากเดิมมีเพียงรอยเดียว แต่เพราะช่วงที่เขาหลอมทำให้รอยแยกถึงได้กว้างขึ้น

            ผู้เฒ่ายักคิ้ว ไม่เอ่ยอะไรจากนั้นให้คนเอาเตาหลอมมาเปลี่ยนเพราะเตาหลอมพังจึงทำให้เสียส่วนผสมชุดแรกไปเขาก็ไม่ได้ให้คนหยิบมาเพิ่มให้แต่อย่างใด

            เมื่อรับเตาหลอมจากคนแจกส่วนผสมมาแล้วโหยวเสี่ยวโม่รีบตรวจสอบต่อหน้าเขาก่อนว่าไม่มีรอยแยกตรงไหนอีก จึงวางใจเขาไม่อยากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ตอนนี้ส่วนผสมเหลือแค่ชุดเดียว หากยังไม่ผ่านอีกเขาก็จะไม่ผ่านการทดสอบ

            ชายหนุ่มก้มหน้า ราวกับไม่เห็นท่าทีเขาเมื่อเดินผ่านผู้เฒ่า ฝีเท้าก็หยุดเองอย่างฝืนไม่ได้ พอเดินถึงจุดประจำที่ขอบตาแดงก่ำ

            โหยวเสี่ยวโม่โล่งอก อันที่จริงเขาก็ไม่อยากเป็นคนพิเศษเกินไป

            แต่เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาหากว่าเตาหลอมระเบิด มีความเป็นไปได้ว่าจะระเบิดโดนศิษย์อีกสองคนข้างๆ กันหากพวกเขาเป็นศิษย์ทัพสวรรค์เขาคงไม่ใส่ใจ แต่คนด้านข้างคือศิษย์ทัพพิภพ

            เขาไม่ใช่เทพ ไม่ได้จิตใจดีปานนั้น

            แต่หากเขาทำให้ศิษย์คนนี้ไม่ผ่านการทดสอบเขารับประกันได้เลยว่ากลับไปคงต้องจมกองน้ำลายตายแน่นอนศิษย์คนนั้นเองก็คงโบ้ยที่ตัวเองไม่ผ่านเพราะเขา เขาเองไม่อาจรับผลลัพธ์เช่นนี้ได้ดังนั้นจึงเลือกที่จะหยุด

            เพราะเหตุการณ์นี้เวลานาฬิกาทรายนั้นเหลือไม่ถึงครึ่ง

            โหยวเสี่ยวโม่กวาดตามองผ่านเตาหลอมของคนอื่นๆหลายคนเริ่มขั้นตอนการนวดยาแล้ว

            จากนั้นโยนส่วนผสมสุดท้ายลงเตาหลอมโหยวเสี่ยวโม่ตั้งสมาธิอีกครั้ง ดวงตาหลายร้อยคู่ถูกเขาเมินไว้ด้านหลังอีกครั้งในสายตาเหลือไว้เพียงหญ้าเซียนในเตาหลอม ครึ่งหนึ่งของเวลาก็เท่ากับสิบห้านาทีจากสายตาคนอื่นเวลานี้อาจกระชั้นชิด แต่กับโหยวเสี่ยวโม่แล้วไม่ตื่นเต้นเลย

            จากที่ได้คุยกับศิษย์พี่ใหญ่เขาเรียนรู้ถึงอีกด้านของพลังปราณวิญญาณ

            เดิมทีเขานึกว่าพลังปราณวิญญาณสามารถส่งออกมาจากทางไหนก็ได้ผ่านร่างกายตอนนี้พึ่งรู้ว่า ความคิดแบบนี้คือผิดมีเพียงคนที่พึ่งหัดเรียนเท่านั้นที่จะคิดแบบนี้ พลังปราณวิญญาณที่แท้จริงนั้นต้องผ่านมือทั้งสิบนิ้ว มีเพียงวิธีนี้ที่จะไม่ฟุ่มเฟือย ทั้งยังไม่ให้คนอื่นได้เห็นถึงพลังที่แท้จริง

            เพราะว่านักหลอมโอสถระดับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเพียงแค่มองแวบเดียวก็อาจรู้ได้ถึงพลังก้นบึ้งของเขาคนนั้น

            ดังนั้นการซ่อนเร้นพลังของตัวเองก็เป็นเนื้อหาหนึ่งที่นักหลอมโอสถต้องเรียนรู้

            หลังปรับสภาพจิตใจได้แล้วโหยวเสี่ยวโม่ใช้พลังปราณวิญญาณหลอมหญ้าเซียนให้เป็นของเหลว ค่อยๆหลอมร้อนทั้งสามก้อนนั้น ผ่านไปชั่วครู่สิ่งแปลกปลอมทั้งหลายหล่นลงไปยังที่รองตรงก้นเตา จากนั้นจึงเริ่มหลอมร้อนรอบที่สอง…

            ตลอดช่วงเขาสมาธิแน่วแน่มากคนอื่นต่างดูออกว่าเขากำลังหลอมร้อนอยู่ แต่ไม่อาจเห็นสถานการณ์ภายในเตาได้

            ต่อมาศิษย์คนแรกก็หลอมเม็ดยาสำเร็จต่อด้วยคนที่สอง คนที่สาม โชคดีคือหนึ่งในนั้นคือศิษย์ทัพพิภพที่อยู่ข้างโหยวเสี่ยวโม่ ใบหน้ายิ้มระรื่นดีใจส่วนด้านศิษย์ทัพพิภพที่เห็นเช่นนั้นก็พากันเฮสีหน้าตึงเครียดของขงเหวินก็อ่อนโยนขึ้นมาบ้าง

            นี่คือศิษย์คนที่สามที่ผ่านการทดสอบเพราะว่าก่อนหน้านี้ล้มเหลวไปสี่คน

            จากความสำเร็จของศิษย์พี่ผู้นี้ศิษย์อีกคนงถูกกระตุ้น ขณะที่เวลาเหลือเพียงหนึ่งในแปดส่วนจึงต้องใช้ส่วนผสมชุดที่สอง

            ตอนนี้เอง เวลาเริ่มคับขัน แท่นหินเก้าอันตอนนี้เหลือเพียงสองคน

            หนึ่งในนั้นคือโหยวเสี่ยวโม่ อีกคนนั้นเหนือความคาดหมายซึ่งก็คือเจียงหลิว จากทัพสวรรค์นั่นเองเขายืนอยู่ตรงแท่นหินอันที่หนึ่งซึ่งห่างจากโหยวเสี่ยวโม่ไปห้าอันทั้งสองอยู่ในขั้นตอนการนวดเม็ดยา เวลากระชั้นชิดเข้ามา แต่ท่าทีทั้งสองนั้นไม่กังวลแต่อย่างใด

            ทัพสวรรค์และทัพพิภพต่างดูกันอย่างตื่นเต้น

            สำหรับทัพสวรรค์นั้นเจียงหลิวนับว่าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด หากเขาไม่ผ่าน คงทำให้ทัพสวรรค์ขายหน้า

            แต่กับทัพพิภพนั้นโหยวเสี่ยวโม่เป็นศิษย์สายตรงของผู้นำ ในฐานะศิษย์หลัก หากไม่สามารถผ่านได้คนที่ขายหน้าก็คือขงเหวินและทัพพิภพ

            โจวเผิงรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อนแม้กระทั่งตอนที่ประลองกับเหลวจวี้บนเวทีก็ตาม เขายังไม่ตื่นเต้นเพียงนี้เลย เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะคนที่หลอมยาอยู่คือโหยวเสี่ยวโม่ “ศิษย์พี่ใหญ่ใกล้ถึงเวลาแล้ว ทำไมศิษย์น้องเล็กของท่านยังไม่เสร็จอีก?”

            “คนหลอมไม่ใช่เจ้าซะหน่อยตื่นเต้นอะไรกัน” หลิงเซียวจ้องโหยวเสี่ยวโม่หน้านิ่ง

            “ข้าก็ตื่นเต้นแทนท่านไงยังไงก็เป็นศิษย์น้องเล็กของท่าน หากเป็นคนอื่นข้าคงไม่สน” โจวเผิงรู้สึกว่าตัวเองตื่นเต้นจนตัวบิดเป็นเกลียวแต่ศิษย์พี่ใหญ่กลับไม่มีท่าทีอะไร อารมณ์ประมาณ ‘ฮ่องเต้ไม่ร้อนรนแต่ที่ร้อนรนจะเป็นจะตายคือขันที’

            พูดถึงโจวเผิงก็ยังไม่รู้จักหลิงเซียวดีพอ

            หากโหยวเสี่ยวโม่เห็นหลิงเซียวตอนนี้ ต้องรู้แน่ว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี

            “อ่ะฮ้า ศิษย์น้องเจียงสำเร็จแล้ว!”

            เสียงดีใจดังขึ้นจากกลุ่มคนหลิงเซียวได้ยินเสียงเฮดังมาจากฝั่งทัพสวรรค์ จึงยักคิ้วทีหนึ่ง

            ตอนนี้ เจียงหลิวที่ยืนอยู่บนหน้าแท่นหินก็หลุดยิ้มท่าทางภูมิใจในมือถือเม็ดยาที่สมบูรณ์แบบไว้ สีของเม็ดยาเป็นสีฟ้าอ่อนแต่ก็เข้มกว่าสีฟ้าอ่อนทั่วไปเล็กน้อย เมื่อเทียบกับของศิษย์คนอื่น ก็ดีกว่ามากถึงว่าเขายิ้มไม่หุบทีเดียว

            คนของทัพสวรรค์ก็ดีใจส่วนทัพพิภพเริ่มหน้าถอดสี

            มองไปยังฝั่งทัพสวรรค์ที่ดีใจออกนอกหน้าศิษย์ทัพพิภพหน้ามืดมัว จากนั้นทอดสายตาไปทางโหยวเสี่ยวโม่

            ขณะนี้เวลาบนนาฬิกาทรายนั้นเหลือเพียงน้อยนิด

            หลิงเซียวหน้าตึงเครียดเห็นไหล่โหยวเสี่ยวโม่ที่ผ่อนคลายลงก็โล่งอกตาม มุมปากค่อยๆ โค้งขึ้น แต่โจวเผิงที่อยู่ข้างๆ ยังคงตื่นเต้นแทบตาย

            “หมดเวลา!” ผู้เฒ่าขานเสียงประกาศ

            เวลาเดียวกันนั้นยาเซียนตันเม็ดสีแดงอ่อนเด้งออกมาจากเตาหลอม โหยวเสี่ยวโม่รีบยื่นมือไปรับไว้

            คนของทัพพิภพเหมือนได้หัวใจกลับคืนมาน่าใจหายจริงๆ ยังนึกว่าโหยวเสี่ยวโม่จะหลอมไม่ทัน ดีที่เขาทำสำเร็จ

            “ให้ตายสิ!” ทังอวิ๋นฉีขบริมฝีปากล่าง สายตาไม่อาจซ่อนความอำมหิตสีหน้าชิงชังมองเม็ดยาสีแดงอ่อนในมือโหยวเสี่ยวโม่ นางอุตส่าห์วางแผนซ้อนสองชั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

            คนข้างๆ มองหน้ากันไปมาพูดปลอบใจไม่ออกแม้แต่คำเดียว พวกเขาตอนนี้ทำได้แค่ภาวนาว่ายาของโหยวเสี่ยวโม่จะเป็นยาที่ใช้การไม่ได้

            เจียงหลิวเดินไปหน้าโหยวเสี่ยวโม่ใบหน้าใสซื่อส่งยิ้มกว้างแล้วเอ่ย “ศิษย์พี่โหยว ยินดีด้วยนะ!”

            โหยวเสี่ยวโม่กำลังจ้องเม็ดยาอย่างจอจ่อเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ถึงกับเอะใจจนหันมองไปพึ่งเห็นว่าเป็นเจียงหลิวที่มาจากบ้านเกิดเดียวกัน ตั้งแต่การประลองที่สายกลางจบไปพวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย คิดไม่ถึงว่าจะมาอยู่นี่

            โหยวเสี่ยวโม่จ้องยาในมือเขา แล้วเอ่ย่ “ศิษย์น้องเจียงข้าก็ยินดีกับเจ้าด้วย ดูเหมือนว่าเจ้าจะผ่านการทดสอบด้วยสินะ”

            เจียงหลิวแลบลิ้น เอ่ยอย่างดีใจ “ศิษย์พี่โหยวรอพูดคำนี้กับข้าหลังจากตรวจสอบเม็ดยาแล้วดีกว่านะแบบนั้นข้าจะดีใจกว่า”

            แม้จะพูดเช่นนี้แต่น้ำเสียงดีใจนั้นชัดเจนมากพอแล้ว

            เนื่องจากมีแค่พวกเขาที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเม็ดยาดังนั้นทั้งสองจึงไปยังหน้าผู้เฒ่า เจียงหลิวยื่นยาไปให้ก่อนสีฟ้าอ่อนกลิ้งไปมาบนอุ้งมือเขา ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ

            ผู้เฒ่านั้นเป็นนักหลอมโอสถขั้นหกแม้ความสามารถไม่เท่าพวกขงเหวิน แต่การตรวจสอบเม็ดยาเซียนตันเขาช่ำชองกว่าพวกนั้นดังนั้นเมื่อเขาตรวจสอบยาเม็ดใดแล้ว ก็ไม่มีใครครหาได้อีก

            เห็นเพียงเขาหยิบยาของเจียงหลิวมาดูสายตาหลักแหลมจ้องมองยานั้นเพียงครู่เดียว ใบหน้าเผยความใจดีจากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ยาธาตุฟ้าคราม หลอมร้อนสองรอบ เป็นยาชั้นล่างคุณภาพระดับกลางข้าขอประกาศว่า เจียงหลิวศิษย์ทัพสวรรค์ผ่านการทดสอบ”

            เมื่อกล่าวจบคนของทัพสวรรค์ก็เฮลั่นขึ้นมา

            การจำกัดส่วนผสม เม็ดยาที่หลอมออกมาจึงเป็นยาชั้นล่างแต่ถึงแม้เป็นยาชั้นล่าง แต่เพราะจำนวนการหลอมร้อนต่างกันก็ส่งผลให้คุณภาพที่ได้นั้นต่างกัน ดังนั้นการหลอมร้อนหนึ่งรอบคือคุณภาพระดับล่างสองรอบคือระดับกลาง และสามรอบคือระดับสูง

            ทว่าศิษย์คนอื่นจะหลอมแค่รอบเดียวดังนั้นสำหรับเจียงหลิวที่หลอมร้อนสองรอบและสำเร็จในคราวเดียวถือได้ว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าชื่นชม

            เจียงหลิวเจ้าตัวเองก็ปลื้มปริ่มอย่างมากแววตาเผยให้เห็นถึงความโอ้อวดเล็กๆ จนนึกได้ว่าโหยวเสี่ยวโม่ยังอยู่ข้างๆจึงรีบเก็บแววตาโอ้อวด แล้วหันมายิ้มกับเขา “ศิษย์พี่โหยว ถึงตาท่านแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน