บทที่ 14 ใบหน้าร้อนผ่าว
ทุกคนรู้ว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานองค์ชายหนิงมากที่สุด หากจวนตระกูลฉินได้เกี่ยวดองกับองค์ชายหนิง นั่นคงเป็เื่ง่ายที่สามารถไต่เต้าขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อนึกถึงเื่ดีงามทั้งหมดก็พลอยให้มีความสุขตามไปด้วย ทว่าความเป็จริงมักโหดร้ายและยังคอยตอกย้ำเพื่อให้เราตื่นรู้อยู่เสมอ
“อ๋อ ท่านคือฉินจงเจิ้งใช่หรือไม่? แม้ข้าจะรับคำสั่งจากองค์ชายให้มาที่จวนตระกูลฉิน แต่ผู้ที่ข้ากำลังตามหานั่นไม่ใช่ท่าน ขอถามหน่อยว่าฉินหยวน คุณหนูฉินอยู่ที่ใด?” ปี้ลิ่วถือเป็ที่ปรึกษาคนสนิทขององค์ชายหนิง สิ่งที่เขาชอบทำที่สุดคือการเสนอกลอุบายที่แยบยลและชอบดูสีหน้าผู้คนแปรเปลี่ยน… เฉกเช่นในยามนี้แล
เมื่อได้ยินปี้ลิ่วเอ่ยว่ากำลังตามหาฉินหยวน สีหน้าของฉินจงเจิ้งก็พลันแปรเปลี่ยนไป เขายืนนิ่งเงียบ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมา
ส่วนอนุลี่และฉินอิงที่แอบฟังอยู่ในห้อง พอได้ยินดังนั้นก็โมโหจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
ในขณะที่ฉินจงเจิ้งยังคงนิ่งเงียบ ฉินหยวนที่ใบหน้าบวมช้ำกลับก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนจะก้มศีรษะให้ปี้ลิ่วเล็กน้อย
“ข้าคือฉินหยวนเ้าค่ะ ท่านเดินทางมาเหนื่อยแล้ว ไม่ทราบว่าองค์ชายมีรับสั่งอันใดหรือเ้าคะ?”
ปี้ลิ่วเหลือบมองใบหน้าบวมช้ำของฉินหยวน ก่อนจะหันไปหัวเราะกับฉินจงเจิ้งเล็กน้อย นิ้วของเขาขยับเบา ๆ ตามที่องค์ชายได้รับสั่งไว้ก่อนมา คือให้เขาให้ช่วยเหลือเด็กสาวผู้นี้ ดูเหมือนว่าเขาจะได้ทำตามรับสั่งแล้ว
“องค์ชายทราบถึงวีรกรรมที่เ้าช่วยเหลือท่านชายน้อยที่วัด จึงมีรับสั่งให้ข้านำบัตรเชิญนี้มามอบให้เ้า และเชิญเ้าไปร่วมงานเลี้ยงในอีกสองวันข้างหน้า” เมื่อเอ่ยจบ ปี้ลิ่วก็หยิบบัตรเชิญอันงดงามออกมา ก่อนจะยื่นให้กับฉินหยวน
เมื่อทำธุระเสร็จสิ้นแล้ว ปี้ลิ่วก็ไม่จำเป็ต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป เื่ต่อจากนี้ เื่ที่เหลือก็ขอมอบให้คุณหนูฉินจัดการเอง
ดั่งที่เขาว่า… ผู้ใดตบหน้าเรา ก็จึงตบคนผู้นั้นกลับ
เดิมทีฉินจงเจิ้งคิดจะเชิญปี้ลิ่วเข้าไปดื่มชาเพื่อพูดคุยกันในเรือนต่อ แต่ปี้ลิ่วกลับไม่สนใจไยดีเขาเลยแม้แต่น้อย ฉินจงเจิ้งเป็เพียงผู้ใดกัน เหตุใดเขาต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่ด้วย!
ฉินหยวนยกมือขึ้นมาลูบแก้มที่บวมช้ำของตัวเอง พลางมองไปรอบ ๆ บริเวณ ทุกคนต่างเงียบกริบ รวมถึงสายตาที่เหลือบมามองที่นาง
ทันใดนั้นนางก็ยิ้มออกมา…
“ท่านแม่! ฉินหยวนนางไปรู้จักกับองค์ชายได้อย่างไร ทั้งยังเคยช่วยชีวิต คุณชายน้อยอีก เื่นี้เป็มาอย่างไรกันแน่” ฉินอิงจับแขนของอนุหลี่แล้วขยับไปมา ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ในยามนี้ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวราวกับปีศาจร้าย
อนุหลี่ก็งุนงงเช่นกัน นางสังเกตเห็นท่าทีของนายท่านก็ดูเหมือนกับว่าเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน หรือว่านี่จะเป็ฝีมือของนางเด็กชั่วช้าผู้นี้ที่แอบคบหากับองค์ชายอย่างลับ ๆ
“พอเถิด… เบาเสียงลงหน่อย ท่านพ่อของเ้ากำลังโกรธอยู่ อย่าไปยั่วโมโหท่านในตอนนี้” อนุหลี่มีวิธีสังเกตคำพูดและสีหน้าของผู้อื่นอยู่เป็นิจ
นางรู้ว่าฉินจงเจิ้งถูกทำให้เสียหน้า ในใจของเขาต้องโกรธมากเป็แน่
ดังนั้น ในยามนี้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปร้องไห้หรือโวยวายสิ่งใด
“หยวนเอ๋อร์ เ้าไปรู้จักคนในจวนขององค์ชายั้แ่เมื่อใดกัน น่าอายเสียจริง! เหตุใดเ้าจึงไม่บอกพ่อสักคำเล่า ดูเถิดทำให้แขกที่เพิ่งมาเยือนกลับต้องจากไปเช่นนี้” ฉินจงเจิ้งแสร้งทำเป็สุภาพอ่อนโยน ทว่าความจริงแล้วเขาก็เป็แค่พ่อค้าคนหนึ่ง และพ่อค้าก็ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใด โดยเฉพาะเขา
ฉินหยวนไม่ได้ตอบคำถามของเขา เพียงแต่ประคองแม่นมหลินที่นอนอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นมา
เมื่อมองดูาแบนตัวของนาง เห็นว่าไม่ได้าเ็หนักมากนัก ฉินหยวนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ปลายเท้าที่รุมทำร้ายแม่นมหลินเมื่อครู่นี้อาจจะแฝงยาพิษก็เป็ได้ เพราะสตรีเหล่านี้มักชอบทำเช่นนี้มากที่สุด การได้เห็นผู้ที่ฐานะสูงส่งกว่าตนเองถูกเหยียบย่ำลงไปใต้เท้านั้นราวกับเป็สิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับพวกนาง
“ท่านพ่อ ลูกคิดว่าในยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเื่นี้เ้าค่ะ สิ่งที่ลูก้าคือท่านพ่อจะต้องคืนความยุติธรรมให้ลูก มิเช่นนั้น การที่ลูกถูกตบหน้าในครั้งนี้ก็คงเป็เื่สูญเปล่า และลูกขอรับพวกนางเหล่านี้ไปได้หรือไม่?” บนใบหน้าของฉินหยวนไม่มีสีหน้าตื่นกลัวหรือโกรธเคือง ทว่ากลับตรงกันข้าม นางยิ้มให้ฉินจงเจิ้งราวกับว่านางเป็คุณหญิงจากตระกูลขุนนาง
ตอนนี้ ฉินจงเจิ้งกำลังคิดจะเค้นเอาความลับเกี่ยวกับองค์ชายหนิงจากปากของฉินหยวนอยู่ เื่แค่นี้จะนับประสาอะไร
“ก็แค่ข้ารับใช้เท่านั้น เ้าจะจัดการอย่างไรก็ตามใจเ้า” ฉินจงเจิ้งยิ้มอย่างอ่อนโยน
เหล่าข้ารับใช้ที่เพิ่งลงมือทำร้ายแม่นมหลินไปเมื่อครู่ ใบหน้าไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแต่อย่างใด
พวกนางคาดว่า ฉินหยวนคงแค่ด่าว่าพวกนางสักสองสามคำเท่านั้น เพราะเมื่อก่อนฉินหยวนมีนิสัยขี้ขลาดมาโดยตลอด
แต่ครานี้พวกนางคิดผิดแล้ว…
ฉินหยวนเรียกให้ข้ารับใช้ในลานเอาไม้มา
“ครั้งนี้ถือเป็การสั่งสอนพวกเ้า หวังว่าครั้งหน้าพวกเ้าจะเป็คนดีขึ้น” ฉินหยวนกล่าวกับพวกนางด้วยรอยยิ้ม
ข้ารับใช้ในเรือนบัวหยกต่างก็พุ่งเข้าใส่พวกนางราวกับหมาป่าตะครุบเหยื่อ
พวกเขาใช้ไม้ฟาดลงไปไม่ยั้ง
บรรดาสาวรับใช้ที่โดนโบยต่างนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นดินด้วยความเ็ป พวกนางร้องขอความเมตตา แต่ข้ารับใช้ในเรือนบัวหยกกลับไม่ปรานีแม้แต่น้อย ส่วนฉินหยวนเองก็กำลังยืนมองเืสีแดงฉานที่กระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นดินอันอ่อนนุ่มอย่างเงียบ ๆ
เสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังกึกก้องไปทั่วเรือนหยก ผสมปนเปกับเสียงไม้กระทบเนื้อที่ดังอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
พวกนางที่นอนอยู่บนพื้นถูกตีจนเหลือเพียงลมหายใจ สะโพกถูกตีจนเนื้อปริแตกเป็แผล
“พอเถิด หยุดมือได้แล้ว! อย่างไรก็ไม่อาจทำให้ถึงตาย ท่านพ่อเคยบอกให้พวกเราเคารพผู้อื่น” ฉินหยวนสั่งหยุด คนในเรือนบัวหยกจึงหยุดมือลง
ฉินจงเจิ้งไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ เขามองดูฉินหยวนที่ยืนดูข้ารับใช้ในเรือนของตนเองรุมทำร้ายผู้อื่นจนเกือบปางตาย
ใบหน้าของฉินจงเจิ้งกระตุกเล็กน้อยด้วยความโกรธ แต่ยามนี้เขาไม่สามารถตะคอกด่าบุตรสาวคนนี้เหมือนแต่ก่อนได้อีกแล้ว
คนโง่เขลาอย่างฉินจงเจิ้งผู้นี้คงคิดว่าตัวเองได้เกาะบารมีขององค์ชายหนิงจริง ๆ จึงรู้สึกว่าตัวเองมีเกียรติมีศักดิ์ศรีขึ้นมาแล้ว
“ใช่ พ่อสอนเ้าแบบนี้ทุกวันไม่ใช่หรือ? เหตุใดครั้งนี้ถึงได้ดุร้ายถึงเพียงนี้เล่า ตักเตือนเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว อย่าถึงขั้นเอาชีวิตเลย อย่างไรเ้าก็เป็สตรี วันหน้าต้องแต่งงานออกเรือน…” ฉินจงเจิ้งพูดกับฉินหยวนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่เคยใช้มาก่อน
เขาคิดว่าถ้าพูดกับฉินหยวนอย่างอ่อนโยนแบบนี้ นางก็จะเชื่อฟังคำพูดของเขาอย่างว่าง่าย ฉินจงเจิ้งคิดว่าบุตรสาวตรงหน้าผู้นี้ยังเป็บุตรสาวตัวเล็ก ๆ ที่ขี้ขลาดและมองเขาด้วยสายตาชื่นชมเหมือนเมื่อก่อนที่ยามที่เขาเรียกนางก็จะรีบวิ่งมาทันที
นี่ช่างน่าขันเสียจริง หรือบางทีตอนนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจว่าลูกสาวตัวน้อยของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว… แต่เมื่อเขาตระหนักได้ เขาจะต้องขำขันตนเองอย่างมากเป็แน่
“เ้าค่ะท่านพ่อ ลูกจะเชื่อฟังท่าน แต่ท่านพ่ออย่าลืมเตือนอนุหลี่ด้วยนะเ้าคะ อย่าให้นางทำร้ายตัวเองเช่นนี้อีก ต่อไปก็อย่าทำร้ายตัวเองอีก ถ้าหากนางาเ็อีก เกรงว่าลูกจะต้องเดือดร้อนอีกแน่ ท่านพ่อว่าใช่หรือไม่เ้าคะ?” ฉินหยวนพูดด้วยท่าทางไร้เดียงสาราวกับเด็กสาวทั่วไป
ทว่าคำพูดที่ดูเหมือนจะหวังดีนี้ของฉินหยวน กลับทำให้อนุหลี่และฉินอิงโกรธจนแทบกระอักเื อนุหลี่ปิดหน้าต่างที่แง้มไว้เล็กน้อยลงพลางกุมท้องด้วยความรู้สึกเ็ปมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉินอิงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้าไปประคองนางขึ้นไปนอนบนเตียง
“ท่านแม่ อย่าไปฟังคำพูดของนางเลยเ้าค่ะ ตอนนี้นางดูเหมือนได้ใจที่ท่านพ่อเกิดเอ็นดูขึ้นมา… แต่เมื่อนางถูกท่านพ่อใช้ประโยชน์เสร็จแล้ว สุดท้ายก็ต้องถูกทิ้งเหมือนขยะ ในตอนนี้ท่านแม่ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี รอให้มีบุตรชายอีกคนพอคลอดน้องชายของข้าผู้นี้ออกมาแล้ว เมื่อนั้นพี่น้องคู่นั้นก็คงได้ไปแย่งอาหารกับขอทานที่กองขยะแล้วล่ะเ้าค่ะ” ฉินอิงแอบมองสีหน้าของอนุหลี่อย่างกังวล จากนั้นก็ด่าทอฉินหยวนด้วยคำพูดหยาบคาย