"การประลองต่อไป เหลยเจิ้น ปะทะม่อเซียว!"
เมื่อสิ้นเสียงของซุนลี่รอบบริเวณลานประลองพลันเงียบสงัด เพราะไม่ว่าจะเป็เหลยเจิ้นหรือม่อเซียวต่างก็มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักกระบี่เหินฟ้าการประลองระหว่างทั้งสองจึงเป็ที่จับตามองเป็พิเศษ
"การประลองครั้งนี้คงจะน่าตื่นเต้นกว่าครั้งก่อนๆ แต่ศิษย์พี่ม่อเซียวมีโอกาสชนะมากกว่าเพราะเขาบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์เมื่อครึ่งปีก่อน เหลยเจิ้นคงมิอาจต้านทานได้"
"เฮ้!อย่าลืมว่าเหลยเจิ้นเป็บุตรชายของผู้าุโเหลยถิง เขามีไพ่ตายมากมายในมือได้ยินว่าเคล็ดอัสนีพิฆาตที่เขาฝึกฝนนั้นมีอานุภาพรุนแรงอย่างยิ่ง"
เมื่อเสียงประกาศของซุนลี่จบลงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ก็ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน บ้างก็มองว่าม่อเซียวจะชนะบ้างก็มองว่าเหลยเจิ้นจะชนะเช่นกัน
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องอย่างใจจดใจจ่อเงาร่างสีม่วงร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนลานประลอง เส้นผมสีดำปลิวไสวดูสง่างามและหล่อเหลาเป็อย่างยิ่ง
"นั่นเหลยเจิ้น ดูท่าทางของเขาแล้วยังคงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ!" เมื่อมองไปยังร่างสีม่วงที่ปรากฏบนเวทีผู้คนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา
หลังจากเหลยเจิ้นเข้ามาในสนามม่อเซียวที่ไร้ซึ่งสีหน้าก็ก้าวเข้าสู่ลานประลองเช่นกัน เมื่อเทียบกับเหลยเจิ้นม่อเซียวดูสุขุมกว่า เพราะม่อเซียวอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้วในขณะที่เหลยเจิ้นเพิ่งจะสิบเก้าปี ย่อมมีความเยาว์วัยและความคึกคะนองมากกว่า
"เริ่มการประลอง!"
"ตูม!"
เมื่อเสียงประกาศของซุนลี่จบลงพลังปราณอันเข้มข้นก็พลันปะทุขึ้นจากร่างของเหลยเจิ้นและม่อเซียวแต่พลังปราณของเหลยเจิ้นหมุนเวียนอยู่รอบกายในขณะที่พลังปราณของม่อเซียวทะลักออกมาจากร่างกายแรงกดดันอันแข็งแกร่งก็แผ่ออกมาจากทั่วร่าง ทำให้สีหน้าของเหลยเจิ้นเคร่งขรึมขึ้นมาในทันที
ถึงแม้ขั้นจอมยุทธ์กับขั้นปรมาจารย์ยุทธ์จะต่างกันเพียงแค่ขั้นเดียวแต่ความแตกต่างระหว่างทั้งสองนั้นกลับมหาศาล แม้ว่าเขาจะมีไพ่ตายแต่ก็มิอาจเอาชนะม่อเซียวได้ ยิ่งไปกว่านั้น ม่อเซียวก็มีไพ่ตายเช่นกัน
"คมอัสนีพิโรธ!"
เหลยเจิ้นรวบรวมพลังปราณทั่วร่างแล้วชิงลงมือก่อนเขามีระดับขั้นพลังที่ด้อยกว่าม่อเซียว พลังปราณย่อมมิอาจเทียบเท่าหาก้าเอาชนะได้ ก็ต้องรวดเร็วและเด็ดขาด
"ดี!"
เมื่อเหลยเจิ้นใช้วิชาคมอัสนีพิโรธทั่วทั้งลานประลองก็ถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงสีม่วง เสียงอัสนีคำรามดังไม่ขาดสายแสงอัสนีสีม่วงอร่ามตาที่รวมตัวจากพลังปราณ พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันม่อเซียว
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้เสียงเชียร์ก็ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน เหล่าคนหนุ่มสาวในฝูงชนต่างก็ตื่นเต้นอย่างยิ่งเืลมสูบฉีด ราวกับว่าตนเองกำลังต่อสู้เสียเอง
เซียวเฟิงที่พิงอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ในฝูงชนก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มขื่นออกมา กล่าวกันว่าวัยเยาว์นั้นคึกคะนองและเต็มไปด้วยความฮึกเหิมแต่เขาดูเหมือนจะไม่เคยมีความรู้สึกถึงวัยเยาว์มาก่อน ในชาติก่อนของเขาเขาใช้ชีวิตด้วยความเคร่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม เด็ดขาดในการฆ่าฟันโดยมีเป้าหมายคือการแสวงหาเพลงกระบี่และวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่ในชาตินี้เมื่อหลอมรวมเข้ากับร่างของเซียวหาน นิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเงียบๆบางทีนี่อาจเป็ผลมาจากความทรงจำของเซียวหาน รวมถึงนิสัยของตัวเขาเองด้วย
"เมื่อใดกันที่ข้ากลายเป็คนอ่อนไหวเช่นนี้"เซียวเฟิงส่ายหน้า จากนั้นก็หันสายตากลับไปยังลานประลองในขณะนี้ม่อเซียวกำลังเผชิญหน้ากับคมอัสนีพิโรธที่พุ่งทะยานมาทว่าเขามิได้รีบร้อนทั้งยังยื่นมือออกไป
จากนั้นวายุคลั่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาวายุคลั่งที่โหมกระหน่ำหมุนวน นำพาพลังที่จะฉีกกระชากทุกสิ่ง เข้าปะทะกับแสงอัสนี
"นั่นคือวิชายุทธ์ขั้นลึกลับระดับสูงวายุคลั่งแหวกธรณี!"
เมื่อมองไปยังลานประลองที่ราวกับจะถูกวายุคลั่งฉีกกระชากบางคนที่สายตาเฉียบคมต่างก็ร้องอุทานออกมาวิชาวายุคลั่งแหวกธรณีคือวิชาประจำกายของผู้าุโสี่ลี่ม่อเทียนเป็วิชายุทธ์ที่มีอานุภาพสูงส่งอย่างยิ่งใครจะคิดว่าม่อเซียวจะได้รับการถ่ายทอดวิชานี้ แถมยังเป็วิชาวายุคลั่งแหวกธรณีเสียด้วยดูท่าทางเขา้าจะตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
"ครืน!"
เสียงที่บาดหูอย่างยิ่งดังขึ้นแสงอัสนีถูกวายุคลั่งฉีกกระชากจนแหลกละเอียด กลายเป็แสงเล็กๆ น้อยๆแล้วเลือนสลายหายไปในความว่างเปล่า
"วิชายุทธ์ขั้นลึกลับระดับสูงมิใช่มีเพียงเ้าเท่านั้น!"เหลยเจิ้นมองไปยังแสงอัสนีที่ถูกฉีกกระชากอย่างง่ายดายสีหน้าพลันมืดครึ้มลงในทันที สองมือโบกสะบัดพลังปราณทั่วร่างในขณะนี้ก็ทะลักออกมาทั้งหมด
"หมื่นอัสนีทลายพิภพ!"
เห็นเพียงเหลยเจิ้นที่มีสีหน้าซีดเซียวะโอย่างบ้าคลั่งสองมือผลักออกไป หมื่นอัสนีทลายพิภพที่รวบรวมพลังปราณทั่วร่างถูกแสดงออกมาปรากฏการณ์อัสนีบาตนับหมื่นสายส่องประกาย แสงอัสนีส่องสว่างทั่วทั้งลานประลองช่างเจิดจ้าอย่างยิ่ง
และเมื่ออัสนีบาตนับหมื่นสายพุ่งออกมาพลังก็มหาศาลอย่างยิ่ง ทั้งยังมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้อง
"สมแล้วที่เป็บุตรชายของตาแก่เหลยสามารถฝึกฝนวิชาอัสนีพิฆาตได้ถึงระดับนี้ ดูท่าทางตาแก่เหลยมีผู้สืบทอดแล้ว"เหล่าผู้าุโจำนวนมากมองไปยังหมื่นอัสนีทลายพิภพที่เหลยเจิ้นใช้ต่างก็พยักหน้า
ในขณะที่ผู้าุโเหลยถิงนั่งอยู่ในศาลาด้วยสีหน้าที่สงบและเคร่งขรึมจ้องมองไปยังลานประลอง ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกทำให้ผู้คนมิอาจคาดเดาความคิดของเขาได้เลย
"วิชาหมื่นอัสนีทลายพิภพช่างน่าทึ่งยิ่งนักข้าจะใช้ วายุโหมเมฆม้วน รับมือเ้า!"
เมื่อม่อเซียวเห็นอัสนีบาตนับหมื่นสายที่นำพาพลังอันน่าสะพรึงกลัวเข้าโจมตีก็ะโเสียงดัง สองมือโบกสะบัด พลังปราณที่ทะลักทลายออกมาจากร่างกายอย่างบ้าคลั่งจากนั้นก็ก่อตัวเป็พายุหมุนขนาดมหึมาม้วนเข้ากลืนกินอัสนีบาตทีละสายด้วยพลังอันไร้เทียมทาน
"พลังยังไม่เพียงพอหากเหลยเจิ้นมีพลังในขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ ผลแพ้ชนะคงมิอาจตัดสินได้"
เมื่ออัสนีบาตนับหมื่นสายถูกกลืนกินไปผู้คนจำนวนมากต่างก็ถอนหายใจออกมา ทั้งสองใช้วิชายุทธ์ขั้นลึกลับระดับสูงเหมือนกันแต่ม่อเซียวได้เปรียบที่มีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่าในขั้นปรมาจารย์ยุทธ์จึงได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด
"เฮือก!"
เหลยเจิ้นมองไปยังอัสนีบาตนับหมื่นสายที่ถูกกลืนกินก็อดไม่ได้ที่จะกระอักเืออกมา ใบหน้าที่หล่อเหลากลับเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้หากเขามีพลังขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ จะพ่ายแพ้ให้กับอีกฝ่ายได้อย่างไร
"ม่อเซียวชนะ การประลองต่อไป..."
เมื่อซุนลี่ประกาศผล ทั้งสองก็ลงจากเวทีการประลองใหม่ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้นซุนลี่ที่กำลังดำเนินการประลองและเหล่าผู้าุโที่กำลังชมการต่อสู้อยู่ในศาลาต่างก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป
"ฮ่าๆ วันนี้เป็วันอะไรทำไมถึงครึกครื้นเช่นนี้?!" เสียงแหวกอากาศดังขึ้นจากท้องฟ้าปรากฏร่างหลายร่างลอยอยู่บนฟ้า ผู้นำคือชายหนุ่มรูปงามที่โดดเด่นชายหนุ่มสวมชุดคลุมปักลายสีทอง สวมมงกุฎทองคำ ดูราวกับองค์ชายผู้สูงศักดิ์
เื้ัชายหนุ่มสวมชุดคลุมปักลายสีทองคือชายชราผมขาวโพลนสองคนทั้งสองสวมชุดคลุมสีดำหลวมๆ มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาแต่คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างทำให้เหล่าผู้าุโรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ แม้แต่ซุนลี่ผู้าุโรักษากฎที่มีพลังในขั้นราชันยุทธ์ก็ยังขมวดคิ้วมุ่นมองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ที่แท้ก็คือท่านประมุขน้อยแห่งสำนักแปดทิศเสด็จมาสำนักกระบี่เหินฟ้าเสียมารยาทที่มิได้ต้อนรับ" ในขณะที่ทุกคนต่างก็มองหน้ากันเสียงทุ้มต่ำพลันดังขึ้นจากในศาลา
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำนี้เหล่าผู้พิทักษ์าุโต่างก็มีสีหน้าที่ตื่นเต้น
"ฮ่าๆข้ามิบังอาจทำให้ผู้าุโหลินต้องลำบากเช่นนี้ข้าน้อยเพียงแต่อยากจะมาเยี่ยมชมเยาวชนรุ่นเยาว์แห่งสำนักของท่านหากมีโอกาสข้าน้อยก็อยากจะประลองกับศิษย์เอกของท่านสักหน่อยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และปรึกษาหารือเกี่ยวกับวิถีแห่งยุทธ์" เหลิ่งเสี้ยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พลางประสานมือคำนับ
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเหลิ่งเสี้ยไม่ว่าจะเป็ผู้าุโหรือผู้พิทักษ์แห่งสำนักกระบี่เหินฟ้าต่างก็มีสีหน้าที่มืดครึ้มลงในทันที เพราะในวันนี้อีกฝ่ายมาด้วยเจตนาร้าย