เซซิลเล่าเื่ราวความเป็มาของผนึกศิลาโซดิแอคและเป้าหมายของตัวเขาให้กับชูล่าและจาฮาได้ฟัง ทั้งคู่พอเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีในหลาย ๆ จุด ทั้งเื่ราวของคีย์มาสเตอร์ที่ยังไม่กระจ่างชัดนัก และเื่ราวของโครงการเซอเพนทาเรียส
“เซอเพนทาเรียสคือโครงการเสริมความแข็งแกร่งให้กองกำลัง พูดง่าย ๆ ก็คือโครงการพัฒนาอาวุธร้ายเพื่อต่อกรกับประเทศอื่นนั่นแหละ… ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบโครงการนี้ก็คือดร. กุสตาฟ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ”
เซซิลมองดูสร้อยเฟืองสีเงินของตนเองด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง ในฐานะที่เป็วิศวกรด้านอาวุธแล้วนั้น เขาไม่อาจพูดได้ว่าแนวทางของโครงการนั้นผิดทั้งหมด บางครั้งแล้วมนุษย์ก็จำเป็ต้องมีอาวุธไว้เพื่อปกป้องตนเอง แต่ทว่าสิ่งที่ผิดคือแิที่จะการนำอาวุธเ่าั้มาใช้เพื่อรุกรานผู้อื่นของคนบางกลุ่มต่างหาก
“แล้วอาวุธที่ว่านั่นร้ายแรงแค่ไหนกัน?”
จาฮาถามขึ้น ซึ่งจากการประเมินคร่าว ๆ ของเซซิลแล้วนั้น อาวุธที่ดร.กุสตาฟใช้เวลาถึงเกือบสิบปีในการพัฒนามันขึ้นมานั้นจะต้องไม่ใช่อาวุธธรรมดา ๆ เป็แน่ บางทีแล้วอาณุภาพของมันคงรุนแรงจนสุดที่จะประมาณได้ ซึ่งถ้าเป็ไปได้เซซิลเองก็คงไม่อยากให้มันสำเร็จและได้สำแดงเดชออกมาเท่าไหร่นัก
“ฉันว่าฉันเคยเห็นมัน…”
ชูล่าพูดขึ้น ความทรงจำในฝันนั้นยังคงแจ่มชัด แผ่นภาพขนาดใหญ่และโครงสร้างอันมโหฬารที่ปรากฏอยู่ในนั้นคงเพียงพอที่จะบอกได้ถึงความน่ากลัว อีกทั้งสิ่งนั้นยังต้องปกปิดเป็ความลับถึงขนาดลงมือฆ่าคนที่จะเปิดโปงความจริงของโครงการ
“ในความฝันนั้น… ไม่ผิดแน่ สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้น้าคือแบบสร้างอาวุธมหากาฬแผ่นนั้น”
ชูล่าพูดอยู่คนเดียวดูราวกับคนละเมอ จาฮาสงสัยจึงคิดจะเอ่ยปากถามแต่ก็ถูกเซซิลห้ามเอาไว้และเฝ้าดูชูล่าไปอย่างเงียบ ๆ
“เอลฟิ… เอล… ใช่แล้ว! เธอชื่อเอลฟิเอน่า ผู้หญิงคนนั้น”
“ใครคือเอลฟิเอน่า?”
เซซิลเป็ผู้ถาม
“ผู้หญิงที่อยู่ในความฝันของฉัน ไม่รู้จักว่าเธอเป็ใคร รู้แค่ว่าเหมือนมีความรู้สึกผูกพันแปลก ๆ อยู่ในใจ”
เมื่อนึกถึงเื่ความฝันเมื่อคืน ชูล่าก็เจ็บหน้าอกขึ้นมาในทันทีและพาลให้คิดถึงสายตาอันน่ารังเกียจของชายผู้นั้น เสียงหัวเราะ รวมถึงความเ็ปของเอลฟิเอน่าที่ชูล่าไม่มีวันลืม
“โยฮัน… เ้านั่นเป็คนฆ่าเธอ”
“โยฮัน!?”
คราวนี้ทั้งจาฮาและเซซิลต่างก็พูดพร้อม ๆ กัน ชูล่าพยักหน้าพร้อมกับเล่าเื่ราวทั้งหมดในความฝันให้ฟัง เสียงหัวเราะและใบหน้าสุดท้ายที่เขาเห็นในความฝันนั้นคือโยฮันแน่นอนไม่ผิดเพี้ยน เซซิลใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะถอนหายใจ อาลูลุรินน้ำชาจากกาน้ำให้ทุกคนด้วยความลำบากลำบนเพราะขนาดตัวของเธอ เซซิลยกแก้วชามาจิบและพูดต่อ
“โยฮัน เดอ ลาลูฟ อย่างนั้นหรือ… ถ้าเป็เขาคนนั้นก็คงไม่แปลก ตระกูลเดอ ลาลูฟเป็ขุนนางชั้นสูงที่มีอิทธิพลมากมาย อีกทั้งตัวโยฮันเองก็เคยมีส่วนในการกดดันตุลาการคนอื่น ๆ ในการผ่านร่างโครงการเซอเพนทาเรียสมาแล้ว”
“หมายความว่า ตัวโยฮันเองก็น่าจะมีส่วนรู้เห็นกับโครงการนี้สินะ”
เซซิลพยักหน้า อันที่จริงนั้นตัวเซซิลเองก็เคยมีปัญหากับโยฮันมาก่อนในอดีต และรู้ดีว่าหากโยฮัน้าอะไรแล้วก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มาแม้ว่ามันจะเป็เื่ผิดก็ตาม และหากโยฮันมีอาวุธร้ายอยู่ในมือและกำลังวางแผนบางอย่างอยู่ เื่นั้นต้องไม่ใช่เื่ที่ดีอย่างแน่นอน
“ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการค้นหาความจริงเกี่ยวกับโครงการนี้และหยุดยั้งมันให้ได้”
“แต่ว่า คนที่รู้ความจริงก็ตายไปแล้วนี่นา?”
“อาจจริงอยู่… แต่ทว่าหากใช้พลังของคีย์มาสเตอร์เพื่อปลดผนึกโซดิแอคได้แล้วล่ะก็… บางทีนายอาจจะเจอกับเอลฟิเอน่าก็ได้นะ ชูล่า”
เซซิลชี้ไปยังกุญแจที่อยู่ในมือของชูล่าด้วยแววตาอันมุ่งมั่น ชูล่าจ้องมองกุญแจที่เซซิลมอบให้กับเขาโดยที่ไม่รู้ว่ามันมีพลังอันยิ่งใหญ่แค่ไหนซ่อนอยู่ ชูล่าเองก็อยากจะเจอเอลฟิเอน่า อยากจะรู้ว่าเธอเป็ใคร แต่ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ เสียงสัญญาณก็ดังขึ้นในห้อง เซซิลรีบวิ่งไปที่หน้าต่างและพบว่าด้านล่างของนอกของตึกนั้น เต็มไปด้วยกองกำลังของทหารมากกว่ายี่สิบนายเข้าล้อมรอบและพร้อมที่จะบุกจู่โจมได้ทุกเมื่อ
และที่น่าใกว่านั้นคือผู้ที่นำทหารเ่าั้มาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือโยฮันนั่นเอง จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงะเิดังสนั่นเพื่อเคลียร์พื้นที่ชั้นล่างก่อนจะพวกทหารจะบุกเข้ามา ชูล่าเลื่อนผ้าม่านปิดอย่างแ่เบาก่อนที่จะหันกลับมาถามเซซิล
“แย่ล่ะสิ พวกนั้นตามกลิ่นมาเร็วกว่าที่คิดเอาไว้”
“แล้วจะทำยังไงต่อดีล่ะ?”
จาฮาถามขึ้นอย่างหัวเสีย ในขณะที่เซซิลกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ปัญหาสำคัญคือจะฝ่าวงล้อมพวกทหารออกไปยังไง ในเมื่อคนที่มีกำลังพอจะต่อสู้ได้ในตอนนี้มีเพียงแค่ชูล่าคนเดียว และห้องนี้อยู่บนชั้นสิบ แม้จะสูงพอควรแต่ก็มีเวลาให้คิดและตัดสินใจได้ไม่นานนัก ระหว่างที่กำลังระดมความคิดกันอยู่นั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังมาจากห้องด้านหลัง ชายหนุ่มที่ชูล่าช่วยเอาไว้ลุกขึ้นและออกมาในสภาพไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังโชคดีที่เขาฟื้นขึ้นมาแล้ว
“ถัดไปจากที่นี่ มีทางลับซ่อนอยู่… รีบตามฉันมา…”
ว่าแล้วชายหนุ่มก็ล้มลงไป ทุกคนจึงรีบเข้าไปดูอาการ ชายหนุ่มบอกกับทุกคนว่าให้รีบไปก่อนที่ทหารพวกนั้นจะบุกเข้ามาถึง ทุกคนมองหน้าราวกับจะปรึกษากัน แต่ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเชื่อในคำพูดของชายหนุ่ม ชูล่าพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นและวิ่งออกจากห้องไปพร้อมๆกับทุกคน ก่อนที่พวกทหารจะบุกเข้ามาพบกับห้องอันว่างเปล่าเพียงไม่กี่อึดใจ
ชายหนุ่มชี้ทางให้พวกชูล่าจนมาถึงกำแพงตัน หากว่าชายหนุ่มไม่ทันบอกวิธีเปิดทางลับออกมาเสียก่อน ในวูบหนึ่ง ชูล่าคงคิดจะโยนชายหนุ่มผู้นี้ทิ้งลงข้างทางเป็แน่
“เหยียบที่กระเบื้องแผ่นที่สามจากซ้าย… จากนั้นก็ถัดไปอีกสองแผ่น แล้วก็อีกสามแผ่น้า”
จาฮารีบทำตามที่ชายหนุ่มบอก เมื่อกระเบื้องแผ่นสุดท้ายถูกเหยียบลง เสียงลั่นของฟันเฟืองก็เคลื่อนตัวอยู่ภายในชั้นคอนกรีตที่กำลังเลื่อนออกจากกันเผยให้เห็นบันไดหินทอดยาวลงไปในความมืดเบื้องล่าง เมื่อประตูผนังนั้นเลื่อนออกจนสุดเสียงก็เงียบลง เซซิลได้แต่มองอย่างตกตะลึง ที่นี่เป็บ้านของเขา และเขาก็อยู่ที่นี่มาตั้งเกือบสิบปี แต่ไม่เคยรู้ว่ามีกลไกที่อึกทึกและมหัศจรรย์แบบนี้ซ่อนอยู่
“อย่ามัวแต่ยืนทึ่งอยู่เลยน่า รีบไปกันเถอะ”
ชูล่าพูดตัดบท และนำทุกคนวิ่งลงบันไดเข้าไปในความมืด ก่อนที่ผนังหินจะปิดตัวลงอีกครั้ง พวกทหารที่มาถึงช้ากว่านั้นจึงเห็นเพียงผนังธรรมดา ต่างก็มองหน้ากันอย่างแปลกใจ เพราะพวกทหารไล่ตามพวกชูล่ามาติดๆ และไม่น่าจะมีที่จะหลบหนีอีกแล้ว โยฮันก้าวเดินอย่างเชื่องช้าและยื่นมือมาัักับกำแพงหินนั้นด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์นัก
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
ภายในนั้นช่างมืดและเหม็นอับ ตอนนี้ไม่มีใครมองเห็นอะไรกันเลย ชายหนุ่มบอกให้ทุกๆคนก้าวอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงของใครสักคนหกล้มและกลิ้งเสียงดังจนฝุ่นบนพื้นคละคลุ้ง
“อาลูลุ ขอแสงหน่อย”
เซซิลบอกกับอาลูลุ เพียงครู่เดียว ประกายแสงสีเงินก็เปล่งออกมาจากร่างกายของเธอ แม้จะไม่สว่างมากแต่ก็เพียงพอที่จะมองเห็นจาฮานอนคว่ำหน้าเลอะฝุ่นอยู่บนพื้นด้านล่างบันได เบื้องหน้าของเซซิลเป็อุโมงค์ทอดยาวลึกลงไป เซซิลมองโครงสร้างของทางลับปริศนาที่อยู่ภายในตึกของตนอย่างพิศวง จากร่องรอยของฝุ่นแล้วดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ถูกใช้งานมานานแล้ว อีกทั้งโครงสร้างกลไกรวมถึงสภาพภายในนั้นดูโบราณ
“เหลือเชื่อจริงๆ… บางทีอุโมงค์นี้อาจถูกสร้างมานานกว่าเมืองนี้ซะอีกนะเนี่ย”
“อุโมงค์หลบภัย สมัยาน่ะ… รีบไปกันต่อเถอะ…”
ชายหนุ่มพูดขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะรู้อะไรบางอย่างดีทีเดียว ดีจนเซซิลรู้สึกสงสัยในตัวชายหนุ่มขึ้นมาเล็กน้อย
“เดี๋ยวก่อน พวกเรายังไม่รู้เลยว่านายชื่ออะไร”
“ฉันชื่อ บรูช ขอให้คุณเชื่อใจและตามฉันมาโดยไม่ถามอะไรต่อ เพราะนั่นคือหนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้”
ชายหนุ่มหันกลับมามองเซซิลและพูดกับเขาก่อนที่จะหันกลับไปโดยไม่มีใครซักถามอะไรอีก ทุกคนเดินเท้าท่ามกลางความเหม็นอับและอบอ้าวต่อเนื่องมากว่าสองชั่วโมงในทางเดินที่คดเคี้ยวและซับซ้อน
ตอนนี้บรูชแข็งแรงพอที่จะเดินเองได้โดยไม่ต้องให้ชูล่าช่วยพยุง แต่กลับกัน อาลูลุดูสีหน้าย่ำแย่มาก แสงสว่างก็เริ่มที่จะน้อยลงเรื่อย ๆ จากนั้นไม่นานเธอก็หมดแรงตกลงไปกับพื้น เซซิลจึงรีบเข้าไปดูอาการ แต่เพียงแค่แตะร่างกายเธอ เขาก็ต้องรีบชักมือกลับด้วยความร้อน อาลูลุหันมายิ้มให้เซซิล ควันจาง ๆ ลอยออกมาจากด้านหลังของเธอ
“สงสัยว่าคอร์ยูนิทจะโอเวอร์ฮีทซะแล้ว ช่วยไม่ได้… อาลูลุปิดระบบนำทางด้วยแสงแล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบแสตนบายแทน”
“แต่ว่า นายท่าน…”
“ทำตามคำสั่งของฉัน อาลูลุ”
อาลูลุทำตาละห้อยทันทีที่ถูกดุ ก่อนที่จะบินมาเกาะบนศีรษะของเซซิลและปิดระบบทั้งหมดตามคำสั่ง แสงสว่างเพียงแสงเดียวที่มีตอนนี้หายไปแล้ว เหลือเพียงความมืดที่เข้าปกคลุม จาฮาจึงถามเซซิลขึ้น
“ถ้าไม่มีแสงไฟ เราก็คงเดินทางต่อในอุโมงค์ที่มืดและซับซ้อนขนาดนี้ไม่ได้ จะทำยังไงดี?”
“ถึงเวลาที่นายจะทดลองใช้พลังของมาสเตอร์คีย์แล้ว ชูล่า”
ในความมืดนั้น ชูล่าหยิบกุญแจที่เซซิลให้มาออกจากกระเป๋า กุญแจดอกนี้มีบางสิ่งที่พิเศษกว่ากุญแจทั่วไป สิ่งที่เขารู้จากปากของเซซิลนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เื่ที่ตัวเขาเป็คีย์มาสเตอร์ผู้มีภารกิจในการเปิดผนึกจักรราศีที่สำคัญยิ่ง
“มาสเตอร์คีย์นั้นถูกสร้างจากหัวใจของนาย ซึ่งเป็ความสามารถพิเศษของฉัน”
ชูล่าหลับตาและนึกถึงสิ่งที่เซซิลเคยอธิบายตอนที่คุยกันก่อนหน้านี้
“ฟังนะชูล่า… นอกจากจะเป็กุญแจที่ใช้เปิดผนึกแล้ว ที่สำคัญมันยังเป็ตัวแทนของหัวใจนายอีกด้วย ถ้ากุญแจดอกนี้เสียหายไปก็เท่ากับว่านั่นคือชีวิตของนาย”
ชูล่าถามเซซิลว่ากุญแจดอกนี้ยังมีความลับอะไรอยู่อีกบ้าง แต่เซซิลก็ไม่อาจตอบได้นอกจาก
“นายต้องรู้จักใช้จิตในการสื่อสารกับมัน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของร่างกายนาย ปลดปล่อยพลังที่มีให้ไหลเวียนออกมา และควบคุมมันให้ได้ เมื่อทำได้แล้ว ตอนนั้นนายก็จะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง”
คำตอบของเซซิลดูคลุมเครือ แต่เหมือนจะจุดประกายบางอย่างในความคิดของชูล่า เขาหยิบกุญแจขึ้นมามองดูในความมืด ไม่มีอะไรอยู่ข้างหน้านอกจากม่านสีดำ ชูล่าเพ่งมองอย่างตั้งใจเหมือนที่เคยทำ และแม้ว่าจะมองไม่เห็นก็สามารถััได้ถึงความรู้สึกที่เคยเป็ ชูล่าหลับตาและจินตนาการรูปทรงของกุญแจ ฝ่ามือของเขารู้สึกร้อนวูบวาบกว่าที่เคย ท่ามกลางความเงียบงันนั้นเอง ภาพที่ชูล่าเห็นคือกุญแจสีแดงที่ลุกเป็ไฟ
แสงสว่างก็บังเกิดขึ้นจากฝ่ามือของชูล่า เมื่อกุญแจลุกเป็ไฟอยู่บนมือเขา น่าแปลกที่ไฟนั้นไม่รู้สึกถึงความร้อนและความน่ากลัวเลย ดูเหมือนชูล่าจะควบคุมพลังได้ในระดับหนึ่งแล้ว
“สุดยอด!”
ชูล่าอุทานขึ้นเมื่อพบว่าตนเองทำในสิ่งที่เหนืุ์ เซซิลทดสอบสิ่งที่เห็นด้วยการหยิบเศษไม้ที่พื้นมาลองเผาดู ไฟในมือของชูล่าลามเลียเศษไม้นั้นจนกลายเป็ขี้เถ้าอย่างรวดเร็ว เป็ข้อยืนยันว่าไฟที่อยู่ในมือของชูล่านั้นไม่ใช่ภาพลวงตา
“นี่มันน่าทึ่งกว่าที่คิดเอาไว้นะเนี่ย…”
แม้แต่เซซิลก็ยังอดชื่นชมไม่ได้ที่ชูล่าควบคุมพลังของตัวเองได้เร็วกว่าที่คิด ชูล่าเองก็หัวเราะด้วยความรู้สึกภูมิใจ แสงสว่างกลับคืนมาอีกครั้งส่องให้เห็นใบหน้าของเซซิลและบรูช ชายหนุ่มลึกลับ แต่กลับไม่เห็นจาฮาแม้แต่เงา
“อ้าว… จาฮาหายไปไหนล่ะ?”
ทุกคนมองหารอบตัวแต่ก็ไม่มีใครเห็นจาฮา จะว่าไปก็ไม่ได้ยินเสียงของเขามาแล้วั้แ่เมื่อครู่ น่าแปลกที่จาฮาจะหายไปไหนได้ ทั้งที่ทุกคนต่างก็รู้ดีถึงความวกวนของอุโมงค์แห่งนี้ และถ้าเป็จาฮาก็จะไม่มีทางเดินไปไหนโดยไม่บอกใครก่อน
“แย่ล่ะสิ! หรือว่าจะถูกเ้าอินวิซิเบิ้ลลากตัวไป!”
บรูชอุทานขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับจาฮา ชูล่าซักไซ้ถามบรูชอย่างร้อนรน
“อินวิซิเบิ้ลเป็จักรกลาเคลื่อนที่เร็วและไร้เสียง มันถูกตั้งโปรแกรมไว้เพื่อลักพาตัวโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัวได้ ถูกสร้างรุ่นทดลองเมื่อหลายปีที่แล้วก่อนที่จะถูกทำลายไปเพราะมีปัญหาด้านการควบคุม”
ยังไม่ทันทีบรูชจะตอบคำถามของชูล่า เซซิลก็พูดถึงประสิทธิภาพของมันออกมาเสียยืดยาวราวกับรู้จักมันเป็อย่างดี
“ยังไงตอนนี้ก็ต้องรีบตามหาจาฮาให้เจอก่อน ตามหลักการแล้วอินวิซิเบิ้ลจะถูกตั้งโปรแกรมให้สังหารเหยื่อ เฉพาะเมื่อเหยื่อนั้นหมดประโยชน์ในภารกิจ ดังนั้นจาฮาคงยังไม่เป็อะไร”
ชูล่านั้นร้อนใจกว่าทุกคน เพราะจาฮาเป็ทั้งพี่และเพื่อนสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา และหากว่าจาฮาเป็อะไรไปแล้วล่ะก็ชูล่าคงไม่มีหน้ากลับบ้านไปพบกับยายของเขาเป็แน่ แต่ว่าเส้นทางมากมายที่ชวนให้หลงได้ง่ายๆ ทุกคนจึงจำเป็ต้องวางแผนในการออกตามหาตัวจาฮา
ระหว่างที่กำลังปรึกษากันอยู่นั้นเอง อาลูลุก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผูกติดอยู่กับเข็มขัดของชูล่า และคนอื่นๆ เซซิลช้อนมันขึ้นมาดูและพบว่าสิ่งนั้นคือเชือกป่านเส้นเล็ก ๆ ที่ผูกเชื่อมกับทุกคนเอาไว้ บางทีจาฮาคงแอบผูกเอาไว้ในตอนที่ทุกคนอยู่ในความมืดด้วยความกลัวว่าจะมีใครหลงทางไปจากกลุ่ม น่าขอบคุณในนิสัยอันรอบคอบของจาฮา ชูล่าไม่รอช้าจึงเริ่มออกวิ่งไปตามเส้นทางของเชือกป่านอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นเอง บรูชก็ถามเซซิลขึ้นด้วยความสงสัย
“ว่าแต่ว่า ทำไมคุณถึงรู้เื่ของอินวิซิเบิ้ลได้ละเอียดนัก?”
เซซิลไม่อยากตอบ แต่ก็จำเป็ที่จะต้องตอบไป
“เพราะฉันเป็คนสร้างมันขึ้นมากับมือน่ะสิ…”
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
“อะไรนะ?”
บรูซถามซ้ำ
“ฟังไม่ผิดหรอก ฉันเป็คนสร้างมันขึ้นมา และก็เป็คนล้มเลิกแผนการสร้างด้วยตัวเอง อินวิซิเบิ้ลเป็จักรกลที่ชั่วร้ายเกินกว่าที่จะผลิตออกมาใช้งาน…”
เซซิลเล่าความรันทดของตนเองพลางนึกถึงภาพของตนเองในอดีตที่ซ้อนทับกับปัจจุบัน จู่ ๆ ชูล่าที่วิ่งนำหน้าคนอื่นอยู่ก็หยุดวิ่งลงกะทันหัน และก้มลงมองที่ปลายเชือกป่านที่ขาดสะบันลงตรงทางแยกซ้าย-ขวา ชูล่าหลับตาและฟังเสียงท่ามกลางความเงียบงันของอุโมงค์ เขานั่งอยู่แบบนั้นครู่หนึ่งก่อนจะลุกพรวดพราดขึ้น
“ทางนี้!”
ชูล่าชี้ไปทางขวาและออกวิ่งต่อ ทางในอุโมงค์ที่ทางค่อย ๆ กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เสียงะโของจาฮาที่ได้ยินมาแต่ไกลทำให้รู้ว่าเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว ทุกคนวิ่งไปตามทางตรงจนพบกับห้องทรงกลมกว้าง มีน้ำไหลออกจากท่อน้ำที่ล้อมรอบกำแพงอิฐดูเหมือนน้ำตกขนาดย่อม ตรงกลางห้องนั้น จาฮาถูกมัดอยู่ด้วยของเหลวเหนียวหนืดสีเขียวเข้ม จาฮาเมื่อเห็นชูล่าและคนอื่นๆก็ะโอย่างดีใจ
“เฮ้ย! ชูล่า ฉันอยู่ตรงนี้!”
ชูล่าจะวิ่งเข้าไปหา แต่เซซิลกลับรั้งเอาไว้เพราะไม่มั่นใจว่านี่อาจเป็กับดักของอินวิซิเบิ้ล เพราะเป็ผู้สร้างจึงย่อมต้องเข้าใจในตัวของสิ่งที่ตนเองสร้างเป็อย่างดี นี่เป็หนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกป้อนให้กับระบบสมองกลเบื้องต้นของมัน
“ระวังด้วยนะ อินวิซิเบิ้ลมีระบบอำพรางตัวแบบพิเศษ มันต้องรอเราอยู่แถวนี้แน่ ๆ”
เซซิลมองไปรอบห้องพร้อมกับเตือนทุกคนไปด้วย ชูล่าผู้เพิกเฉยต่อคำเตือนและมุ่งที่จะช่วยเพื่อนเป็สำคัญ กลับเดินเข้าไปหาจาฮาที่ถูกอินวิซิเบิ้ลจัดฉากเตรียมไว้โดยไม่เกรงกลัว ชูล่าใช้ไฟเผาของเหลวที่พันตัวจาฮาไว้กับพื้นอย่างเหนียวแน่นและดูเหมือนว่าจะได้ผล ระหว่างที่กำลังช่วยจาฮาอยู่นั้นเอง อินวิซิเบิ้ลที่ซุ่มรอท่าทีอยู่เหนือผนังนั้นก็พุ่งจู่โจมลงมาทันที สีตัวที่โปรงใสสำหรับการพรางตัวลอกออก
“ชูล่า!”
จาฮาะโได้ทันท่วงที ชูล่ากลิ้งหลบการโจมตี ขาหน้าเหล็กของมันเจาะกระแทกพื้นอิฐจนทะลุลงไป ขาทั้งแปดของมันคร่อมตัวจาฮาเอาไว้ อินวิซิเบิ้ลแยกเขี้ยวพร้อมกับจ้องใบหน้าของชูล่าเขม็ง มันดูเหมือนกับแมงมุมั์ที่มีมือทั้งสองข้างเป็เคียวขนาดใหญ่คล้ายตั๊กแตน
“ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย…”
เซซิลเผลอสบถออกมาเบา ๆ อาจเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกอย่างนั้นกับชูล่า ในขณะที่อินวิซิเบิ้ล สะบัดขาหน้าของมันไปมาเพื่อโจมตี ชูล่าก็หลบเลี่ยงไปมาอย่างคล่องแคล่ว
“โจมตีมันที่ข้อพับสิ!”
เขามุดเข้าไปใต้ท้องมันในขณะที่หลบแขนซ้ายที่เหมือนกับเคียว จากนั้นก็เตะที่ข้อพับขาหลังของมันเต็มแรงตามคำแนะนำของเซซิล ข้อพับนั้นหักหลุดในทันทีและกระเด็นไปปักอยู่บนพื้น อินวิซิเบิ้ลยกขาข้างที่เหลือของมันกระแทกไปรอบ ๆ ขาหนึ่งของมันเฉี่ยวไปข้างแก้มของจาฮาห่างไปไม่กี่มิลลิเมตร จากนั้นมันก็ะโไปเกาะกับผนังและเริ่มพรางตัวอีกครั้ง
“เอาฉันออกไปจากตรงนี้ เร็ว ๆ !”
“อาลูลุ เปิดโหมดแสกนความร้อน”
จาฮาเริ่มโวยวาย เซซิลสั่งอาลูลุที่นั่งหลับอยู่ั้แ่เมื่อครู่ตื่นขึ้นตามคำสั่งพร้อมกับฉายจอภาพขึ้นมาเบื้องหน้าเซซิลและบรูช ในขณะที่ชูล่าหมุนมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างระแวดระวัง ในตอนนั้นเอง อินวิซิเบิ้ลพุ่งลงมาอีกครั้ง เซซิลที่รู้การเคลื่อนไหวล่วงหน้าะโได้ทันท่วงที ชูล่าะโถอยหลังออกมา
แมงมุมอินวิซิเบิ้ลอาจรู้สึกโมโหที่ถูกขัดจังหวะถึงสองครั้ง มันพ่นของเหลวใส่เซซิลและบรูซให้ขยับไม่ได้ก่อนที่จะหันกลับมาเล่นงานชูล่า
“เข้ามาเลยไอ้เป๋”
ชูล่ากวักมือท้าทายก่อนที่จะวิ่งล่อแมงมุมเหล็กไปรอบห้อง เขาดึงขาข้างที่ขาดของมันออกจากพื้นและวิ่งต่อไปจนสุดกำแพง อินวิซิเบิ้ลเงื้อขาที่คมดั่งเคียวทั้งสองพุ่งเข้าใส่หวังปลิดชีพ ชูล่าอาศัยจังหวะนั้นก้มหลบและนั่นเองทำให้เขากลายเป็ฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่าตรงนั้นเป็ท่อส่งน้ำ เมื่อขาทั้งสองข้างของอินวิซิเบิ้ลแทงเข้าไปในกำแพง น้ำจำนวนมหาศาลก็พุ่งทะลักออกมาใส่ตัวของมัน
“จุดอ่อนของมันอยู่ที่่ท้อง โจมตีตรงนั้น!”
เซซิละโบอก อินวิซิเบิ้ลที่ละสายตาจากชูล่าไปเพียงสามถึงสี่วินาทีหันกลับมา แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้มันพ่ายแพ้ เมื่อชูล่าะโขึ้นไปบนตัวของมันและแทงขาอันแสนคมทะลุร่างเหล็ก สายไฟที่ระโยงรยางค์ทะลักออกมาจากช่องท้องที่เปิดอ้า ชูล่าลากคมเคียวกรีดร่างของมันไปจนถึงก้นป่อง ๆ จนกระทั่งขาดออกจากกัน
เมื่ออินวิซิเบิ้ลสิ้นฤทธิ์ ชูล่าจึงจัดแจงใช้ไฟของตนเองลอกคราบเหนียว ๆ ที่ติดอยู่กับจาฮาและพวกเซซิลออก ทุกคนเดินเข้ามาดูซากของอินวิซิเบิ้ลที่ยังมีประกายไฟทิ้งไว้บนร่างกาย จาฮาวิ่งเข้าไปเตะอย่างโมโห แต่แล้วก็ต้องกุมเท้าด้วยความเจ็บเพราะความแข็งของร่างกายมัน
“คราวนี้ คนในอันเดอกราวน์คงเดินทางกันได้ปลอดภัยโดยไม่ต้องพะวงกับมันเสียที
บรูชตบไหล่ชูล่าเพื่อเป็การขอบคุณ
“บางที… คงมีใครสักคนลักลอบนำมันออกมาใช้งาน”
เซซิลก้มลงมองดูหมายเลขของรหัสรุ่นการผลิตที่ประทับอยู่บนส่วนหน้าผากของมัน หมายเลขถูกลบเลือนออกไปอย่างจงใจ แสดงให้เห็นว่าต้องมีผู้ที่บงการมันอยู่ และคน ๆ นั้นคงไม่ใช่คนอื่นไกลนัก
“โยฮัน เดอ ลาลูฟเป็คนนำอินวิซิเบิ้ลเข้ามาภายในนี้ และสร้างความลำบากให้กับผู้คนที่สัญจรไปมาภายในอันเดอกราวน์มานานหลายเดือนแล้ว”
“ว่าแต่ พวกคุณได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า… เสียงดังเหมือนนกร้อง จิ๊บ ๆ”
เมื่อจาฮาถามทุกคนก็รู้สึกว่าตนเองได้ยินเหมือนกัน เซซิลเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงนั้นดังมาจากภายในส่วนหัวของอินวิซิเบิ้ล เขารีบดึงชิ้นส่วนตรงหน้าผากของมันออกมาและพบว่าภายในนั้นมีแผงวงจรกับแท่งทรงกลมสีขาวที่ต่อเชื่อมกับนาฬิกาตัวเลขที่กำลังนับถอยหลังอยู่
“ะเิ! ทุกคนรีบไปจากที่นี่ ด่วนเลย!”
เซซิลสั่งให้ทุกคนรีบวิ่งหนีออกมา โดยมีบรูชนำหน้าและจาฮากับเซซิลวิ่งตาม ปิดท้ายด้วยชูล่า แต่ว่าบางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้น เมื่ออินวิซิเบิ้ลที่ยังไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ง่าย ๆ กลับลุกขึ้นมาและใช้ขาข้างที่เหลือลุกขึ้นเพื่อวิ่งเข้ามาหาชูล่าที่ไม่ทันระวังตัว จาฮาหันกลับไปพอดีและพบว่าอินวิซิเบิ้ลกำลังเงื้อขาของมันเพื่อโจมตีชูล่า จาฮาตัดสินใจวิ่งสุดแรงและผลักชูล่าออกจากระยะของการโจมตีได้อย่างทันท่วงที ชูล่ากลิ้งล้มลงและลุกขึ้นมาโดยไม่มีาแ แต่จาฮากลับไม่โชคดีเช่นนั้น ขาของอินวิซิเบิ้ลปักเข้าที่กลาง่ท้องของจาฮา มันเหวี่ยงร่างของจาฮาที่ติดอยู่กับขาไปมาและฟาดลงกับพื้นราวกับผู้ชนะในตอนสุดท้าย
ชูล่าที่ได้เห็นจาฮาที่แน่นิ่งไป บางอย่างในร่างกายก็ขาดสะบั้นลง เขารู้สึกราวกับว่าตนเองสิ้นสติที่จะควบคุมตัวเองได้ เมื่อโทสะและโมหะมหาศาลกำลังครอบงำความคิด ชูล่าก็พุ่งเข้าหาอินวิซิเบิ้ลอย่างบ้าคลั่งและกระชากสายไฟที่ห้อยระโยงรยางค์จากท้องของมันเพื่อรั้งตัวของมันเข้ามาใกล้เขา ด้วยแรงอันมหาศาลจนอินวิซิเบิ้ลไม่อาจต้านทานได้ ชูล่ากำหมัดที่กำลังลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงพร้อมกับต่อยไปที่ส่วนท้องของมันเต็มแรง และใช้มืออีกข้างฉีกร่างของมันออกเป็สองส่วนอย่างง่ายดายราวกับฉีกเศษผ้า
อินวิซิเบิ้ลส่งเสียงแหลมเล็กออกมาพร้อมกับสำรอกน้ำมันสีดำออกจากปาก เปลวไฟของชูล่าเผาผลาญกัดกร่อนร่างกายโลหะของมันอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับน้ำกรด แต่มันเองก็ยังพยายามที่จะดิ้นรน ท่ามกลางการต่อสู้นั้นเอง เซซิลและบรูชได้แต่ยืนมองด้วยความตื่นตะลึง จาฮายังคงนอนอยู่โดยมีขาของมันปักอยู่กับร่างและกดลงกับพื้นหมดหนทางที่จะเอาตัวรอด
อินวิซิเบิ้ลใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระแทกชูล่ากระเด็นมาหาพวกเซซิลจนเขาสลบไป จากนั้นตัวมันก็สิ้นสุดการทำงานอย่างสมบูรณ์ เซซิลสั่งให้อาลูลุเปิดแสงไฟอีกครั้งและรีบวิ่งไปกับบรูซเพื่อช่วยจาฮาในทันที แต่ไม่ว่าจะพยายามดึงขาข้างนั้นออกเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำได้
“ทำยังไงดี…”
เมื่อบรูชถาม เซซิลก็ทำได้เพียงส่ายหน้า เพราะขาของมันฝังแน่นอยู่ในพื้น บวกกับน้ำหนักตัวของอินวิซิเบิ้ลที่กดทับลงมา จาฮาลืมตาฟื้นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของทั้งสองคน เืยังคงไหลไม่หยุด จาฮาส่งเสียงแ่เบาดูเหมือนกำลังจะบอกอะไรบองอย่างกับเซซิล นี่อาจเป็คำพูดสุดท้ายในชีวิตของจาฮา
“…รีบหนีไป… พาชูล่าไปด้วย… ฝากสิ่งนี้ให้กับเขา… บอกเขาให้มีชีวิตอยู่ เผื่อในส่วนของฉัน…”
จาฮาบอกให้เซซิลหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อของเขา มันเป็สายหนังที่ร้อยด้วยลูกปัดทำจากไม้ถักเป็ลายสวยงาม เซซิลรับปากจาฮาเป็มั่นเหมาะและกุมมือเขาแน่นแทนคำสัญญา ในขณะที่เสียงนับถอยหลังยังคงดังอยู่ เลขบนหน้าปัดเหลืออยู่ไม่ถึงหกสิบ อาลูลุบินจากศีรษะของเซซิลมาจูบที่แก้มของจาฮาพร้อมกับสีหน้าเศร้าหมอง
“นายท่านจาฮา…”
“อย่าเศร้าไปเลย… ถ้าเห็นเธอทำหน้าจะร้องไห้แบบนี้ ฉันคงตายตาไม่หลับแน่…”
จาฮาหัวเราะและพยายามปลอบอาลูลุและเธอก็พยายามฝืนยิ้มให้กับจาฮาเช่นกัน
“ขอบคุณมากนะ จาฮา เราจะไม่ลืมคุณเลย…”
จาฮาพยักหน้ารับ เซซิลปล่อยมือจากเขาและเดินถอยออกมา ในขณะที่บรูชแบกชูล่าขึ้นหลังเหมือนกับที่ชูล่าเคยแบกเขาเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนหันมามองจาฮาเป็ครั้งสุดท้ายเพื่อไว้อาลัยก่อนที่จะวิ่งจากไป
ลับแสงไฟของพวกเซซิล จาฮาหัวเราะด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเองที่ผ่านการเดินทางอันน่ากลัวและยากลำบากจนได้เหยียบนครยูโทเปียอย่างที่เคยใฝ่ฝันไว้มานาน แต่สุดท้ายกลับต้องมาทิ้งชีวิตในอุโมงค์ใต้ดินอันมืดมิดโดยที่ยังไม่ทันได้ริเริ่มทำอะไรเลย ดวงตาของจาฮาเริ่มพร่ามัว อาจเป็เพราะความมืด เพราะเสียเืมาก หรืออาจเป็เพราะดวงตาชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตา
เขายังไม่อยากตาย ยังมีเื่อยากทำอีกตั้งมากมาย จาฮาหวนคิดถึงภาพของบ้านเกิด กลิ่นของฝุ่นทรายที่คุ้นจมูก เสียงเพลงจากเครื่องดนตรีโบราณที่เคยเล่น และบรรดาชาวหมู่บ้านที่ร้องรำทำเพลงท่ามกลางกองไฟอย่างมีความสุข จาฮามองเห็นตัวเขากำลังเล่าถึงเื่ราวการผจญภัยของตนเองให้กับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านฟัง สีหน้าของเด็กๆดูตื่นเต้นสุขสันต์ ก่อนที่ภาพนั้นจะค่อย ๆ เลือนรางหายไปในความมืด
“ลาก่อน… ชูล่า… น้องรัก…”
เป็ถ้อยคำสุดท้ายของจาฮาที่เลื่อนลอยออกมาจากลำคอ พร้อมกันกับเสียงร้องยาวของะเิเวลา แสงสว่างวาบตามด้วยแรงสั่นะเืดังกึกก้อง พลังทำลายของมันทำให้ท่อส่งน้ำะเิและถล่มลงมา เปลวไฟพุ่งไปทั่วทางเดิน บรูชบอกให้เซซิลหมอบให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เศษอิฐกับมวลความร้อนพุ่งผ่านศีรษะของพวกเขาไป อาลูลุหันกลับไปมองทางเดินอันมืดมิดพร้อมกับน้ำตา
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦