แคว้นซาตีเป็แคว้นที่ตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล เป็เมืองท่าที่สำคัญเหมาะสำหรับติดต่อค้าขาย เป็ดินแดนอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นทั้งแคว้นพันธุและแคว้นอินนะต่างก็หมายจะดินแดนแห่งนี้ ในอดีตแคว้นซาตีถูกปกครองโดยพ่อหลวงซารัส พระองค์มีเพียงบุตรสาว 3 คน ทำให้พระองค์ไร้ผู้สืบทอด แต่แล้ววันหนึ่งพ่อหลวงล้มป่วยกะทันหันและเป็เหตุให้ท่านถึงกับสิ้นพระชนม์ ดังนั้นอำนาจการปกครองจึงตกแก่เ้าหญิงองค์โต นามว่าซาติกานต์ โดยมีเ้าหญิงซานัสและเ้าหญิงซาริสาคอยสนับสนุนช่วยเหลือ
พ่อหลวงพันอินทร์แห่งแคว้นพันธุหวังที่จะได้แคว้นซาตีในอนาคต จึงขอเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นซาตี โดยในตอนแรกได้ขอเสนอให้เ้าชายพันธุพัฒน์อภิเษกกับเ้าหญิงซาติกานต์ซึ่งมีวัยไล่เลี่ยกัน ทางแคว้นซาตีขอปฏิเสธแต่ได้เสนอให้เ้าชายอภิเษกกับเ้าหญิงซาริสาวัย 19 ปีแทน โดยให้ทั้งสองพระองค์หมั้นกันไว้ก่อนเพื่อรอให้เ้าหญิงซาริสามีความพร้อมกว่านี้ แม้พ่อหลวงจะผิดหวังแต่ก็ยังดีกว่าแคว้นซาตีปฏิเสธโดยไร้เยื่อใย จึงยอมรับขอเสนอนั้น
ข่าวที่แคว้นธารัตถูกยึดโดยพ่อหลวงอินทะราชแห่งแคว้นอินนะได้แพร่กระจายไปทั่ว นั่นหมายความว่าสัญญาสงบศึกที่ตกลงร่วมกันระหว่างสี่แคว้นนั้นได้ถือเป็โมฆะ เ้าหญิงแห่งแคว้นซาตีรู้สึกหวาดหวั่นเป็อย่างมากเพราะเกรงว่าต่อไปน่าจะถึงคราวของแคว้นซาตีเช่นกัน
“พี่จะทำเช่นไรดีล่ะซานัส แคว้นอินนะต้องขยายอำนาจมายึดแคว้นเราแน่เลย” เ้าหญิงซาติกานต์ทรงปรึกษาด้วยพระทัยหวาดหวั่น
“อย่าทรงกังวลเลยเพคะ หม่อมฉันมีวิธีรับมือ แม้ว่ากองกำลังฝั่งเราจะสู้ทางแคว้นอินนะไม่ได้ แต่หม่อมฉันก็มีกลอุบายและสามารถสร้างค่ายกลมากมายเพื่อกำจัดศัตรูเพคะ” เ้าหญิงซานัสตรัสให้กำลังใจ
“น่าเสียดายนะ ซานัส เ้าไม่น่ามีสุขภาพอ่อนแอเลย และใน่เวลานี้เ้าก็เจ็บออดๆ แอดๆ ข้ารู้สึกเป็ห่วงเ้าจริงๆ”
“่นี้อากาศเปลี่ยนน่ะเพคะ แต่หม่อมฉันจะพยายามรักษาตัวเองให้ดีที่สุด”
“เอ้อ พี่สงสัยว่าทำไมเ้าถึงจ้างทหารต่างเมืองมาคอยคุ้มครองเ้าด้วยล่ะ เ้าไว้ใจพวกเขาได้อย่างไร” เ้าหญิงซาติกานต์เป็ห่วงน้องสาว
“หม่อมฉันยอมรับในความสามารถของพวกเขาเพคะ จริงอยู่เราไม่อาจไว้ใจพวกเขาได้อย่างสนิทใจซึ่งมันต้องใช้เวลาพอสมควร แต่จากที่หม่อมฉันได้พบปะพูดคุย พวกเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หม่อมฉันจึงอยากลองเสี่ยงจ้างพวกเขาดูเพคะ”
“งั้นก็ระวังพวกเขาด้วยก็แล้วกัน”
เ้าหญิงซานัส แม้ว่าหน้าตาไม่งดงาม แต่เป็ผู้ฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ ทำหน้าที่เป็กุนซือให้พี่สาว เสียดายที่มีสุขภาพอ่อนแอ ตอนนี้เ้าหญิงรู้ตัวว่าฝ่ายศัตรูหมายชีวิตตน เพราะหากไม่มีเ้าหญิงซานัส แคว้นซาตีก็จะขาดที่ปรึกษาด้านการเมืองและการทหาร ทำให้ไม่สามารถต่อต้านศัตรูได้ พระองค์จึงตัดสินใจจ้างทหารเร่ร่อนต่างเมืองซึ่งก็คือ มินธะและธานันต์ ทหารทั้งสองคนมีฝีมือโดดเด่นและสร้างผลงานไว้มากมาย ดังนั้นเ้าหญิงซานัสจึงแต่งตั้งให้มินธะเป็นายพลมีอำนาจควบคุมกองทหาร ในขณะที่ธานันต์ถูกแต่งตั้งเป็องครักษ์หญิงคอยคุ้มครองตน
ทางด้านเ้าหญิงซาริสามองว่าทหารต่างเมืองทั้งสองอาจจะเป็สายลับให้กับศัตรูก็ได้ จึงพยายามคัดค้านพี่สาวหลายครั้งแล้ว แต่ห้ามพี่สาวไม่ได้ ทำให้เ้าหญิงซาริสารู้สึกหวาดระแวงจึงต้องคอยจับตามองทหารทั้งสองอยู่เรื่อยมา
*****************************************
“ทำไมพระองค์ถึงยอมปล่อยให้พี่ซานัสยอมรับทหารต่างเมืองล่ะเพคะ พวกเขาอาจจะเป็ไส้ศึกก็ได้นะเพคะ” เ้าหญิงซาริสาไม่เข้าใจ
“พี่เชื่อใจการมองคนของซานัสน่ะ แต่อย่างไรพี่ก็ส่งคนจับตาดูทหารทั้งสองอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นพวกเขาจะมีพฤติกรรมน่าสงสัยใดๆ เ้าอย่าห่วงเลย หากพวกเขากระทำการใดๆ ที่เป็ภัยต่อแคว้นเรา พี่ไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่” เ้าหญิงซาติกานต์ตรัสให้น้องสาวคลายความกังวล
“ถ้าอย่างนั้น ก็ได้เพคะ หม่อมฉันก็จะช่วยจับตาดูพวกเขาอีกแรง” เ้าหญิงซาริสายังคงไม่วางพระทัย
*****************************************
ณ ช่องทางลับของแคว้นซาตี เ้าหญิงซานัสได้พาองครักษ์หญิงประจำตัวเข้ามาด้วย
“เหตุใดพระองค์ถึงพาหม่อมฉันเข้ามาที่นี่ด้วยล่ะเพคะ” องครักษ์ยังคงสงสัย
“แค่กๆ แค่กๆ เรารู้ตัวเองดีว่าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ในตอนนี้เราไว้ใจเพียงเ้า ธานันต์ แม้ว่าเ้าไม่ใช่คนของแคว้นนี้ แต่ข้ามองออกว่าเ้าเป็คนดีและจะไม่คิดทรยศต่อแคว้นซาตีแน่นอน” เ้าหญิงซานัสรู้สึกไม่สบายแต่ยังคงฝืนตัวพาองครักษ์มาที่ช่องทางลับ
“หม่อมฉันขอสาบานว่าจะไม่วันคิดทรยศต่อแคว้นซาตีเพคะ” องครักษ์สาบานอย่างแข็งขัน
“เราเชื่อเ้า ธานันต์” “ที่เราพาเ้ามาที่นี่ ก็เพราะเผื่อว่าอนาคตเราไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว และแคว้นซาตีเกิดภัย พ่ายให้กับศัตรู เ้าจะได้พาพวกบรรดาเ้าหญิงและทหารที่จงรักภักดีหลบหนีทางช่องลับนี้ เส้นทางนี้มันจะทะลุไปยังถิ่นกองโจรทะเลทราย”
“แล้วนี่ไม่เท่ากับว่าเราหนีเสือปะจระเข้หรือเพคะ” องครักษ์เห็นว่าต้องหนีไปเจอกับกลุ่มโจร
“เสด็จพ่อมีพระขนิษฐา (น้องสาว) นามว่า พาละตี แต่เพราะพระนางรักชอบกับชายสามัญชนจึงหลบหนีการแต่งงาน เสด็จพ่อทรงตัดขาดและไม่ยุ่งเกี่ยวกับพระนางอีก ในตอนนี้พระนางใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกลุ่มโจรทะเลทราย พระนางยังคงมีความรักในแคว้นซาตีอยู่ หากไปขอความช่วยเหลือ ยังไงพระนางก็ต้องยอมช่วย”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
“เราจะพาเ้าไปอีกที่หนึ่ง”
*****************************************
ณ ห้องลับที่เก็บตำราพิชัยยุทธ์
“แค่กๆ แค่กๆ นี่คือ ห้องลับเป็สถานที่ที่เก็บตำราพิชัยยุทธ์ที่เราเป็คนเขียนขึ้นมาเอง ไม่มีใครรู้จักห้องนี้นอกจากเรากับเ้าเพียงสองคนเท่านั้น” เ้าหญิงซานัสได้เผยความลับกับองครักษ์
“พระองค์ไม่สบายอยู่ อย่าฝืนตัวเองเลยเพคะ” องครักษ์เป็ห่วงพระอาการของเ้าหญิง
“เราไม่เป็ไร อย่าห่วงเลย จงจำไว้ว่าตำราพิชัยยุทธ์อยู่ข้างบนนั่น”
“ทำไมถึงเก็บไว้สูงขนาดนั้นล่ะเพคะ แล้วจะขึ้นไปเอายังไง”
“ตอนที่เรานำไปเก็บข้างบนนั้น เราใช้บันไดไต่ขึ้นไป แต่เพราะเรากลัวว่าหากศัตรูเข้ามาในห้องลับนี้ได้ และเห็นบันไดก็ต้องเข้าใจว่าของมีค่าต้องอยู่ข้างบนนั้นอย่างแน่นอน เราจึงทำลายบันไดทิ้งเสีย ดังนั้นเ้าต้องใช้ปัญญาพิจารณาเองว่าจะนำตำราลงมายังไง”
“หม่อมฉันไม่ใช่คนฉลาดขนาดนั้นเสียด้วยสิ” องครักษ์เริ่มกังวล สักพักก็นึกขึ้นได้ว่า “เหตุใดพระองค์ถึงไม่บอกสถานที่เก็บตำราแก่เ้าหญิงทั้งสองล่ะเพคะ แทนที่จะมาบอกหม่อมฉัน”
“เรามองออกว่าเ้ามีความสามารถเข้าใจตำราที่เราเขียนและนำไปปรับใช้ได้ แต่เสด็จพี่ซาติกานต์ไม่มีความสามารถนี้ และถ้าหากพระองค์ไว้ใจคนผิดแล้วมอบตำรานี้กับคนนั้น แคว้นเราก็ยิ่งจะเกิดภัยใหญ่หลวง และสำหรับน้องสาวเรา เรารู้จักน้องสาวของเราดีว่านางเป็คนใจร้อนมุทะลุ ถึงอ่านตำราได้เข้าใจ แต่อาจจะใช้ผิดทางได้ ยังไงนางก็ไม่สามารถทำให้ทัพของพวกเราไปสู่ชัยชนะได้”
“หม่อมฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอกเพคะ” องครักษ์ยังคงถ่อมตัว
“เราขอเชื่อในตัวเองสักครั้งหนึ่ง ว่าเราไม่ได้มองพลาด” เ้าหญิงซานัสยังคงยืนยันสิ่งที่คิด