บทที่ 7 เสร็จสิ้นภารกิจ
“ในเมื่อเ้าคิดจะกลับตัวกลับใจก็ดีแล้วและข้านั้นก็ไม่ใช่คนใจดำสักเท่าใดนัก แต่ก่อนอื่นเ้ารู้หรือไม่เวลาคนอื่นพูดให้เงยหน้ารับฟังไม่ไช่ก้มหน้าแบบนั้นมันเสียมารยาท” ชิว เหวินเจี้ยน ขู่ตะคอกขึ้นมา
เมื่อหัวหน้ากองโจรเงยหน้าขึ้นมาก็โล่งใจที่เห็นจิตสังหารเล็ดลอดออกมาจากตัวของเด็กอายุแค่12ปีเพียงเท่านั้น ‘มันคงจะมีสมบัติหรืออะไรสักอย่างที่สร้างจิตสังหารเทียมขึ้นมาได้อย่างงั้นสินะ’
ในขณะที่หัวหน้ากองโจรกำลังคิดอยู่นั้น ชิว เหวินเจี้ยน ก็ได้ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วและกล่าวว่า “ข้านั้นมีทางเลือกให้เ้าอยู่สองทางเลือกด้วยกันหนึ่งคือ ไสหัวออกไปจากสายตาของข้าให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ส่วนข้อที่สองนั้นง่ายที่สุดแล้วก็คือ เ้าฆ่าตัวตายซะตอนนี้ เลือกมาสักข้อนึงหรือเ้าจะเลือกทั้งสองข้อก็ได้เช่นกัน ข้านั้นจะอนุโลมให้เ้า”
เมื่อหัวหน้ากองโจรได้ฟังดังนั้น ก็หัวเราะขึ้นมา
“ฮ่าฮ่า ฮ่า เด็กน้อยเช่นเ้านะหรือจะมาสั่งข้าได้ นี่คิดว่าข้าเหมือนเป็ตัวตลกมากนักหรืออย่างไรข้าอยู่ที่นี่มานับ60ปี พึ่งเคยเจอเด็กน้อยที่อวดดีเช่นเ้าเป็คนแรกแต่ข้าจะเล่นตามเกมให้ก็ได้ ข้าเลือกข้อที่3 คือฆ่าเ้าทิ้งซะ เ้าเด็กเหลือข...”
หัวหน้ากองโจรยังพูดไม่ทันจะจบคำ ร่างกายของเขานั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยแม้แต่เสียงของเหล่ากองโจรก็ไม่มีให้ได้ยินอีกต่อไป หรือให้พูดในความเป็จริงก็คือณ เวลานี้ ตอนนี้ เมืองทั้งเมืองลับแล ได้หายสาบสูญไปแล้วตลอดกาล
ทั้งสองพี่น้องหุ่ย ถึงกับใดวงตาแทบทะลักออกมาจากเบ้า ที่ได้เห็นพลังที่ไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้พลังที่ทำให้เมืองทั้งเมืองที่มีขนาด1ใน4ของดินแดนเมฆาต้องหายวับไปโดยยังไม่ทันได้กระพริบตาเลยด้วยซ้ำ‘นี่มันพลังระดับใดกัน แล้ว ชิว เหวินเจี้ยน นั้นเขาไช่เด็กอายุ12ปีจริงๆแน่หรือ ทั้งจิตสังหาร และความโเี้เขาฆ่าทุกคนโดยไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไร นี่มันแทบจะเป็ไปไม่ได้ ทุกเื่ในวันนี้มันไช่ความฝันหรือไม่?’
ชิว เหวินเจี้ยน เดินมาข้างๆของสองพี่น้องหุ่ย แล้วกล่าวว่า “ภารกิจของพวกเรานั้นจบลงแล้ว ข้าหวังว่าพวกท่านคงจะประทับใจในตัวของข้าบ้างที่ได้ร่วมเดินทางมาด้วยกันถึงข้าจะไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไรนัก แต่พวกท่านก็คงจะได้ประสบการณ์กันมาไม่มากก็น้อยเช่นกันขอให้พวกท่านนั้นจำความรู้ในวันนี้ไปใช้ให้ดีในอนาคตที่พวกท่านจะต้องเผชิญ”
ชิว เหวินเจี้ยน หยุดพูดไปพักหนึ่ง แล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ข้าจะกลับไปหา หลิว เฟ่ย เป็ครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะรอฟังคำตอบของเขา ว่าจะรับข้าเป็อาจารย์ของเขาหรือไม่ แล้วข้าจะเดินทางไปต่อเลยในทันที”
ทั้งสองพี่น้องหุ่ยจึงก้มหัวคารวะและกล่าวตอบว่า “พวกเราขอขอบคุณท่านจริงๆที่ได้ช่วยสอนพวกเราตั้งหลายเื่แต่ว่าท่านจะไม่อยู่ต่ออีกสักหน่อยหรือ ให้พวกเรานั้นได้มีโอกาสได้จัดงานเลี้ยงตอบแทนท่านเป็อย่างไร”
ชิว เหวินเจี้ยน พยักหน้ารับและกล่าวออกมาว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็กลับกันเถิดชักช้าไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเวลาของข้านั้นมีจำกัด ข้าจะต้องรีบเดินทางไปที่อื่นอีก”
จริงๆแล้ว ชิว เหวินเจี้ยน เพียงแค่พูดออกไปเล่นๆเท่านั้นว่าเวลาของเขานั้นมีจำกัด เนื่องจากเขาอยากที่จะพักผ่อนอย่างสบายๆสักทีแล้วก็จะได้ไม่ต้องวุ่นวายเื่ของสำนักอีกต่อไป
ณ ดินแดนต้องห้ามแห่งหนึ่ง ได้มีเสียงเอะอะโวยวายกันทั่วทั้งดินแดนส่วนใจกลางเมืองนั้นมีคฤหาสน์ใหญ่โตตั้งอยู่ แล้วได้มีเสียงเคราะประตูดังขึ้นเป็ทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูคฤหาสน์นั่นเอง
“เข้ามาได้”เสียงนี้ดูเหมือนจะพูดแค่เพียงสั้นๆเท่านั้นแต่ฟังดูแล้วเก่าแก่และทรงพลังเป็อย่างมาก
เรียนท่านจักรพรรดิขณะนี้เมืองลับแลทั้งเมืองที่ตั้งอยู่ในดินแดนเมฆาได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วมีคนผู้หนึ่งได้ฝ่าฝืนกฏของโลกใบนี้ที่ท่านได้เป็คนบัญญัติมันขึ้นมาขอรับ
ก็ได้มีเสียงเก่าแก่ตอบกลับมา “โฮ่โฮ่ โฮ่ ข้าไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะได้ยินข้าวดีเช่นนี้พวกเ้าจงไปเชิญเขามาเป็แขกคนสำคัญของข้า”
ขอรับท่านจักรพรรดิ
ทหารแต่ละคนจึงรีบบินออกตามหาคนที่ทำลายเมืองลับแลให้เร็วที่สุด เนื่องจากท่านจักรพรรดินั้น้าเชิญเขาให้มาเป็แขกคนสำคัญหรือไม่ก็้าที่จะลงโทษคนที่ฝ่าฝืนกฏด้วยตัวของเขาเอง
ทางด้านของ4สำนักใหญ่ต่างๆ ก็ได้เริ่มตั้งข้อสงสัยขึ้นมาจู่ๆก็ได้มีข่าวขึ้นมาว่าเมืองลับแลที่เป็เขตต้องห้ามของทุกสำนักถูกลบให้หายไปในค่ำคืนเดียวเท่านั้น
ประมุขของแต่ละสำนักเมื่อรู้ข่าวเื่การหายสาบสูญของเมืองลับแลก็เกิดอาการตกตะลึงกันทุกคน
จะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไรเนื่องจากเพราะว่าหัวหน้ากองโจรที่เป็ผู้ปกครองของเมืองลับแลนั้นอยู่ระดับเดียวกับประมุขของทั้ง3สำนักใหญ่ ที่ไม่นับรวมสำนักไร้นามนั่นคือระดับที่9เขตแดนปฐีแท้จริง!อีกเพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น พวกเขาจะสามารถบินอยู่บนอากาศได้อย่างอิสระ
ทุกสำนักจึงได้ส่งคนเข้าไปตรวจสอบเมืองลับแลอย่างรวดเร็วแต่ทุกสำนักก็ได้คำตอบเดียวกันว่า เมืองลับแลนั้นไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้วแม้แต่ซากสักเล็กน้อยก็ไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วใครเป็คนทำเช่นนี้และถ้าเกิดมันไม่ได้ไปทำลายล้างเมืองลับแล แต่กลับเป็สำนักของพวกมันหละอย่างนั้นไม่ไช่ว่าสำนักนั้นๆจะถูกลบหายไปจากดินแดนแห่งนี้แทนหรอกหรือ
เพียงแค่คิด ประมุขของแต่ละสำนักก็ถึงกับตัวสั่นวิตกกังวลกันเป็อย่างมากเนื่องจากไม่รู้เลยว่าสัตว์ประหลาดตนนี้จะไปทำลายสำนักของพวกมันหรือไม่
ณ หน้าประตูสำนักไร้นาม
ก็ได้มีกลุ่มคน3คนกำลังเดินเข้ามาภายในสำนัก นั่นก็คือ ชิวเหวินเจี้ยน หุ่ย เฟิง และ หุ่ย เฟย นั่นเอง
แต่ว่าพอมาถึงหน้าประตูสำนัก ทั้ง3คนก็ต้องรู้สึกแปลกใจเป็อย่างมากเนื่องจากศิษย์ในสำนักมากกว่าหนึ่งหมื่นคนได้ออกมาต้อนรับและทำความเคารพพวกเขาเป็อย่างดีโดยมีท่าทางเหมือนจะมาเคารพฮีโร่ของพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น
หลิว เฟ่ย ได้เป็คนออกหน้ามาต้อนรับ และกล่าวว่า “พวกท่านนั้นได้กลับมาจากเมืองลับแลอย่างปลอดภัยเช่นนี้แสดงว่าที่ข้าสันนิษฐานนั้นมิผิดอย่างแน่นอนข้าขอถามพวกท่านได้หรือไม่ ว่าเมืองลับแลที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับพวกท่านหรือไม่”
เป็ หุ่ย เฟิงที่เปิดปากขึ้น “แน่นอนเื่นี้เป็เื่ที่ข้าคิดว่าข้าอาจจะฝันไปเลยด้วยซ้ำเพียงแค่ท่าน ชิว เหวินเจี้ยน นั้น แค่สะบัดมือเท่านั้นเหล่าพวกกองโจรทั่วทั้งเมืองยังไม่มีใครทันได้รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำพวกมันได้หายสาบสูญกันไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือก็แต่เพียงพื้นที่ ที่ว่างเปล่ามีเพียงพวกเราเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่แค่3คนเป็บรรยากาศที่เงียบสงบอย่างเช่นในฝัน และข้าก็จะต้องขอโทษด้วยที่สามารถบรรยายมันออกมาเป็คำพูดได้เพียงแค่นี้เพราะถ้าท่านประมุขได้ไปเห็นด้วยตาตนเองท่านก็จะไม่อยากที่จะเชื่อว่านี่เป็เื่จริงเหมือนอย่างที่ข้าคิดว่ามันเป็เพียงแค่ความฝันอยู่ในขณะนี้”
เมื่อได้ยินเื่ที่หุ่ย เฟิง เล่ามานั้น หลิว เฟ่ย ก็ได้กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ เขาไม่คิดเลยว่าเพียงแค่เด็กอายุ12ปีที่เขานั้นคิดว่ามีพลังมากกว่าตนเองเล็กน้อยเท่านั้น จะทรงพลังถึงขนาดที่ตัวของเขาเองไม่อาจที่จะใฝ่ฝันถึง
หลิว เฟ่ยได้กล่าวเสริมออกมาว่า “ข้าพอเข้าใจเื่ทั้งหมดมาบ้างแล้วขณะนี้ ทั่วทั้งดินแดนเมฆา นั้นได้เกิดเื่ใหญ่โต คือเื่ที่ท่าน ชิวเหวินเจี้ยน ได้ทำลายเมืองลับแลทั้งเมืองให้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วน หุ่ยเฟิง เ้านั้น ไม่จำเป็ที่จะต้องเรียกข้าว่าประมุขอีกต่อไปเพราะั้แ่ที่เ้าได้ก้าวเข้ามาในสำนักข้าก็ได้ตรวจสอบพลังของพวกเ้าทั้ง2คนแล้วผลสรุปก็คือพวกเ้านั้นเดินทางไปทำภารกิจเพียงแค่ไม่กี่วันแต่พลังของพวกเ้านั้นกลับสูงส่งกว่าข้าซะแล้วและอีกอย่าง ข้าก็ได้คิดเื่ที่ ท่าน ชิว เหวินเจี้ยน ได้กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ที่จะรับข้าเข้าเป็ลูกศิษย์ของท่าน ข้าได้ตัดสินใจแล้วว่า ข้าจะยอมเริ่มนับหนึ่งใหม่เริ่มจากการที่เป็แค่เพียงลูกศิษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งเหมือนอย่างที่ข้าเคยเป็มาก่อนตอนที่ข้าได้เริ่มเข้าสู่สำนักใหม่ๆ”
ทั้ง2พี่น้องหุ่ย ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาแต่อย่างใด แล้วได้พูดออกมาว่า“ท่านนั้นจะเหมือนกับศิษย์ธรรมดาอย่างเช่นคนอื่นๆได้อย่างไรเพราะอาจารย์ที่รับท่านเป็ลูกศิษย์นั้นมีความสามารถราวกับปีศาจที่สามารถสร้างสรรค์อาหารพิเศษขึ้นมาได้เพียงแค่คิดพวกเราก็อยากที่จะกลายเป็ลูกศิษย์ของท่าน ชิว เหวินเจี้ยนขึ้นมาบ้างแล้ว”
ชิว เหวินเจี้ยน ทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวตอบว่า “พวกท่านอย่าได้คิดเช่นนั้นข้านั้นรับลูกศิษย์เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ส่วนพวกท่านทั้ง2คนจะต้องช่วยกันดูแลสำนักนี้ให้เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กับสำนักอื่นๆในดินแดนแห่งนี้ให้ได้ข้านั้นเชื่อมั่นในตัวของพวกท่าน”
“ถูกต้องอย่างที่ท่านอาจารย์บอกแล้วหละ” เป็เสียงของ หลิว เฟ่ย นั่นเอง ที่พูดกล่าวเสริมให้แก่ชิว เหวินเจี้ยน
ชิว เหวินเจี้ยน ได้หันมาหา หลิว เฟ่ย แล้วกล่าวว่า “ส่วนเ้านั้นข้าจะเปลี่ยนชื่อให้กับเ้าใหม่ เป็หลิว เฟ่ยหงส์ เ้าคิดว่าเช่นนี้ดีหรือไม่”
หลิว เฟ่ย แปลกใจเล็กน้อย แล้วได้กล่าวตอบว่า “ขอรับท่านอาจารย์ เป็ชื่อที่ไพเราะเป็อย่างมากถึงแม้ว่ามันอาจจะฟังดูเหมือนชื่อผู้หญิงไปหน่อยก็เถอะ แฮร่ๆ”
ชิว เหวินเจี้ยน จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกเ้าก็ไปทำหน้าที่ของตนเองกันได้แล้ว ส่วนเ้า หลิวเฟ่ยหงส์ ข้าจะเริ่มฝึกฝนเ้าเดี๋ยวนี้เลย ตามข้ามา”
ชิว เหวินเจี้ยน ได้นำทาง หลิว เฟ่ยหงส์ ให้เดินตามเขาไปยังสถานที่ที่ฝึกฝนของศิษย์สายนอก
เมื่อมาถึงแล้ว ชิว เหวินเจี้ยนก็ได้เขียนกระดาษแผ่นหนึ่งแล้วยื่นมันให้กับ หลิว เฟ่ยหงส์ เพื่อให้ หลิว เฟ่ยหงส์ได้ทำความเข้าใจภายในเนื้อหาของกระดาษแผ่นนั้น
“ข้าให้เวลาเ้าฝึกฝนเพียงแค่1คืนเท่านั้น ถ้าเ้าไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้1ใน10ส่วน ของกระดาษแผ่นนี้ ข้านั้นจะไม่สอนอะไรให้แก่เ้าอีก”
ในกระดาษแผ่นนั้นเขียนวิชาฝึกยุทธ์ ขั้นจักพรรดิ ไว้อยู่ซึ่งถ้าผู้ใดสามารถเข้าใจความหมายของมันทั้งหมดได้แล้ว คนผู้นั้นก็จะสามารถทะลวงพลังยุทธ์ข้ามเขตแดนไปถึงเขตแดนเมฆาแท้จริงได้เลยทีเดียว!
ชิว เหวินเจี้ยน จึงได้ไล่ให้ หลิว เฟ่ยหงส์ ไปฝึกฝนไวๆ “เ้าควรที่จะเริ่มฝึกได้แล้ว หลิว เฟ่ยหงส์เวลานั้นมีไม่มากนักเ้าควรที่จะใช้มันให้เป็ประโยชน์”
“ขอรับท่านอาจารย์” หลิว เฟ่ยหงส์ตอบกลับในทันที