บทที่ 16 ไม่อาจทนต่อความอัปยศนี้ได้
ทันทีที่เซียวอวี้เฉินกลับมาถึงจวนโหวด้วยใจที่หวาดผวา ก่อนจะรีบไปยังเรือนของถังซูอี๋ทันที เนื่องจากเข่าของเขาาเ็ เมื่อต้องเดินเร็วก็ทำให้เซไปเซมาตลอดทาง ถังซูอี๋ที่เห็นสภาพเช่นนี้ถึงกับคิดว่าจะมีวิณาณผีร้ายบุกเข้าหมู่บ้านเสียอีก
“เกิดเหตุใดขึ้น” ถังซูอี๋เอ่ยถาม
“ท่านแม่” เซียวอวี้เฉินมองหน้าถังซูอี๋ เขาไม่รู้ว่าจะต้องกล่าวอย่างไร หรือต้องกล่าวสิ่งใด เพราะยามนี้เขากลัวเหลือเกิน เขาคิดมาตลอดว่าสิ่งที่ทำไปนั้นจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ และไม่เคยคิดว่าหากเื่ถูกเปิดเผยขึ้นมาจะเป็เช่นไร?
ยามนี้เขาทั้งกลัว ทั้งรู้สึกผิด ทั้งยังตำหนิตนเองอย่างหนักเสียด้วย
ถังซูอี๋รู้สึกใจหายวาบ ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง “เกิดเหตุใดขึ้น ท่านตาของเ้าดุเ้าหรือ?”
เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า แล้วนั่งนิ่ง ๆ โดยไม่กล่าวสิ่งใด
ยามนี้ชุ่ยจู้ยกถ้วยชาวางไว้ข้างตัวเขา เขายกขึ้นมาดื่มรวดเดียวอยู่หลายอึก สาวใช้ในห้องต่างพากันใ คุณชายใหญ่ผู้สง่างามของพวกนาง เหตุใดจึงกลายเป็คนไร้มารยาทได้ถึงเพียงนี้?
“เกิดเหตุใดขึ้นกันแน่?” ถังซูอี๋ร้อนใจจนอยากแงะปากเขาออก
เซียวอวี้เฉินมองไปยังมารดา ราวกับลูกหมาตัวน้อยที่ตื่นตระหนก “เมื่อครู่… เมื่อครู่คนจากตระกูลเหลียงไปที่ตรอกเหมยฮวา บุกเข้าไปในเรือนหลังนั้น”
ถังซูอี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง พลันสีหน้าร้อนรนจางหายไป
อู๋จิ้งอวิ๋นทำได้ไวทีเดียว
“ท่านแม่ ท่านไม่ใเลยหรือ?” เซียวอวี้เฉินถาม จนถึงบัดนี้มือของเขาก็ยังคงสั่นอยู่
ถังซูอี๋จิบชาแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าเคยบอกเ้าแล้วว่าความลับไม่มีในโลก หากทำสิ่งใดลงไปก็ต้องเตรียมใจว่าอาจมีผู้ล่วงรู้ความลับนี้ ในเมื่อเื่ถูกเปิดเผยขึ้นมาแล้ว จะมีประโยชน์อันใดที่ต้องมานั่งกลัวหรือเสียใจ เพราะสิ่งสำคัญในยามนี้คือจะแก้ไขอย่างไร”
เมื่อเห็นความสงบนิ่งของมารดา เซียวอวี้เฉินก็ตระหนักได้ว่าตนเองนั้นกระวนกระวายเกินงาม เขาจึงตั้งสติ จัดท่านั่งให้เรียบร้อย และมองมารดาด้วยความจริงจัง อยากรู้ว่านางจะทำอย่างไรต่อไป
ทว่าถังซูอี๋กลับถามขึ้น “เ้าว่าตอนนี้พวกเราควรทำเช่นไรดี?”
เซียวอวี้เฉินรู้สึกสงบลงมากแล้ว เขาเม้มริมฝีปากครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ในเมื่อตระกูลเหลียงไปยังตรอกเหมยฮวาแล้วไม่พบสิ่งใด พวกเขาต้องไปสอบถามที่กรมอาญาแน่ ๆ เดิมทีที่พวกเราวางแผนจะพาตัวพานซานออกจากเมืองหลวงในคืนนี้ ข้าคิดว่าจะต้องเร่งแผนให้เร็วขึ้นกว่านี้แล้ว"
ถังซูอี๋มองบุตรชายด้วยสายตาชื่นชม “แต่ตอนนี้ยังลงมือไม่ได้ กลางวันคนเยอะตาแยะ แถมคนของตระกูลเหลียงคงต้องจับตาดูพวกเราแน่ ๆ”
“ก่อนอื่นต้องซ่อนตัวพานซานไว้ก่อน รอจนกว่าตระกูลเหลียงจะคลายความแคลงใจลง แล้วค่อยส่งเขาออกไป” เซียวอวี้เฉินกล่าว
ถังซูอี๋พยักหน้า ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง “ยังมีสิ่งใดอีกหรือไม่?”
เซียวอวี้เฉินดีใจที่ได้รับความเห็นชอบจากมารดา เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังอีกครั้ง “ส่งคนไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลเหลียง รู้เขารู้เราย่อมเป็เื่ดี”
“เยี่ยมมาก” ถังซูอี๋ยิ้มอย่างปลาบปลื้ม บุตรชายของนางมีความก้าวหน้าขึ้นบ้างแล้ว
“ให้พ่อบ้านจ้าวจัดการเื่นี้” ถังซูอี๋กล่าวขึ้นอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็ผู้บังคับบัญชาภายใต้การดูแลของปู่เ้า”
ผู้ที่เคยเป็ทหารมาก่อนทำให้คนวางใจได้มากกว่า
เซียวอวี้เฉินกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะสั่งให้จางเฝิงไปเรียกพ่อบ้านจ้าวมาพบ
ถังซูอี๋ยกถ้วยชาหยกขึ้นจิบชา พลางมองออกไปด้านนอกแล้วกล่าวเบา ๆ “การมาโดยไม่ตอบแทนเป็การไม่สุภาพ ตระกูลเหลียงมาเคาะประตูเรือนเรา เราก็ไม่อาจไม่ตอบโต้ได้”
“จะ…โต้ตอบเช่นไรดี?” เซียวอวี้เฉินมองถังซูอี๋ด้วยดวงตาเป็ประกาย มารดาของเขาเก่งจริง ๆ
“ตระกูลเหลียงบุกเข้ามาในจวนของข้าโดยใช่เหตุ ทำลายข้าวของในเรือน ข้าและจวนโหวหย่งหนิงแห่งนี้ไม่อาจทนต่อความอัปยศนี้ได้” ถังซูอี๋กล่าวช้า ๆ
เซียวอวี้เฉินพลันคิดขึ้นในใจ ‘ดูเหมือนจะไม่ได้ทำลายข้าวของ’
ทว่านั่นก็ไม่ใช่เื่สำคัญ “ท่านแม่ตั้งใจจะทำเช่นไร?”
ถังซูอี๋ตอบ “ไปที่ศาลเพื่อฟ้องร้องพวกเขา จดรายการข้าวของที่เสียหาย แล้วให้พวกเขาชดใช้เป็เงิน”
เซียวอวี้เฉินมีแววตาเป็ประกาย มารดาของข้าจัดการเื่นี้ได้อย่างคล่องแคล่วจริง ๆ
ขณะนั้นที่พ่อบ้านจ้าวเดินเข้ามา ทว่าถังซูอี๋ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เซียวอวี้เฉินจึงเริ่มสั่งการทีละอย่าง พ่อบ้านจ้าวจดบันทึกทุกอย่างด้วยความนอบน้อม จากนั้นจึงถามขึ้น “เรียกค่าเสียหายจากตระกูลเหลียงเท่าใด และมีหลักฐานใดบ้าง?”
เซียวอวี้เฉินมองไปยังถังซูอี๋ เขาไม่เคยใส่ใจเื่เงินทองมาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะให้ตระกูลเหลียงชดใช้เช่นไร
ถังซูอี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้น “คนตระกูลเหลียงบุกรุกเข้ามาในเรือนของข้า ทำลายประตู ทำลายูเาจำลอง ทั้งยังฆ่าปลาของข้าอีกด้วย หินที่ใช้ทำูเาจำลองนั้นส่งมาจากเขาผู่ถัว แต่ละก้อนล้วนผ่านการปลุกเสกโดยพระชั้นผู้ใหญ่มาแล้วทั้งสิ้น
ส่วนปลานั้น ทุกตัวเป็ปลาเกล็ดแดง แต่ละตัวมีค่าถึงพันตำลึงทอง และยังมีเครื่องเรือนล้ำค่าอีก หากคิดรวมกันแล้ว… แม้แต่สามหมื่นตำลึง ข้าก็ยังขาดทุนอยู่มากโข แต่พวกข้าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย ขาดทุนนิดหน่อยย่อมยอมได้ คิดสามหมื่นตำลึงก็พอ”
ภายในห้องเงียบสงัด...
เซียวอวี้เฉินคิดขึ้นในใจ ‘ที่แท้เื่ราวก็ยังจัดการเช่นนี้ได้ด้วย!’
พ่อบ้านจ้าวคิดขึ้นในใจ ‘ไม่คิดเลยว่าฮูหยินจะเป็คนเช่นนี้”
ชุ่ยอวิ๋นและชุ่ยจู้ต่างมองด้วยความชื่นชม
“ข้าน้อยจะไปจัดการเสียตอนนี้” พ่อบ้านจ้าวคำนับ ก่อนจะเปิด ม่านแล้วเดินออกไป ขาของเขาย่างก้าวราวกับพายุพัด ฮูหยินเปลี่ยนไปจริง ๆ หากฮูหยินยังคงเป็เช่นนี้ต่อไป จวนโหวคงไม่ล่มสลายแน่นอน
“์โปรดคุ้มครอง ท่านผู้เฒ่าโหวและท่านโหวโปรดคุ้มครอง”พ่อบ้านจ้าวพึมพำ ทว่าทั่วทั้งร่างกายกลับเต็มไปด้วยพลัง
ทางด้านถังซูอี๋ในยามนี้ นางกำลังเอนกายบนเตียงผ้าไหม ขณะกล่าวกับเซียวอวี้เฉิน “กลับไปยังเรือนของเ้า แล้วทบทวนเื่ราวทั้งหมดอีกครั้ง”
“ทบทวน?” เซียวอวี้เฉินไม่เข้าใจความหมายของคำนี้
ถังซูอี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง นางเผลอใช้คำสมัยใหม่โดยไม่ทันระวัง เช่นนั้นนางจึงอธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หมายถึงให้นึกถึงเื่นี้ั้แ่ต้นจนจบ ดูว่าหากส่วนใดที่ทำได้ดีแล้ว เรายังทำให้ดีกว่านี้ได้อีกหรือไม่ และส่วนใดที่ทำได้ไม่ดี เหตุใดจึงไม่ดี และควรแก้ไขเช่นไร”
เซียวอวี้เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านแม่ใช้คำได้อย่างแยบยล ‘ทบทวน’ ก็คือการคิดคำนวณซ้ำไปซ้ำมา”
ถังซูอี๋โบกมือให้เขาออกไป ทว่าเซียวอวี้เฉินกลับไม่ไหวติง “ข้าจะอยู่เป็เพื่อนท่านแม่ทานอาหารกลางวัน”
ถังซูอี๋มองดูเวลา ใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วจริง ๆ นางจึงให้เขาอยู่ทานอาหารกลางวันด้วยกัน ไม่นานนัก เซียวอวี้ิและเซียวอวี้จูก็กลับมา ทั้งสี่คนได้นั่งทานอาหารด้วยกัน
เซียวอวี้ิและเซียวอวี้จูยังคงทะเลาะกันเป็ครั้งคราว เซียวอวี้เฉินทำทีเป็พี่ชายคนโต บรรยากาศก็ยังดีอยู่ ถังซูอี๋มองพวกเขาแล้วคิดในใจว่าแบบนี้ก็ดีทีเดียว
ชาติก่อนตอนนางเป็เด็ก พ่อแม่หย่าร้างกัน ต่างคนต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่ นางจึงอาศัยอยู่กับคุณปู่คุณย่า ต่อมาเมื่อท่านทั้งสองจากไป นางจึงใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ่เวลาที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา สำหรับนางแล้วเป็ความทรงจำที่เลือนลางจริง ๆ
ถังซูอี๋กำลังระลึกถึงเื่ราวในชาติก่อน ทันใดนั้นเซียวอวี้จูก็ยกจานอาหารขึ้นมาสาดใส่เซียวอวี้ิ จากนั้นเซียวอวี้ิก็ผลักเซียวอวี้จูล้มลงกับพื้น
เซียวอวี้จูร้องไห้โฮ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหยิบจานอาหารบนโต๊ะสาดใส่เซียวอวี้ิอีกครั้ง ทว่าครานี้กลับกระเด็นเปื้อนถังซูอี๋และเซียวอวี้เฉินด้วย
เซียวอวี้ิเป็คนใจร้อนอยู่แล้ว ไม่มีทางที่เขาจะยอมเสียเปรียบ เช่นนั้นจึงเงื้อฝ่ามือหมายจะตบเซียวอวี้จู
สถานการณ์วุ่นวายขึ้นในพริบตา
ถังซูอี๋โกรธจนหน้าแดง นางหยิบชามที่อยู่ข้าง ๆ มือขึ้นมาทุบลงบนโต๊ะจนเสียงดังสนั่น ภายในห้องก็เงียบลงฉับพลัน
ถังซูอี๋คิดผิดไป ครอบครัวของนางไม่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘อบอุ่น’ เลยสักนิด พวกเขามีแต่ความวุ่นวาย!
“เหตุใด?” ถังซูอี๋ถามด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ขณะมองเซียวอวี้ ิและเซียวอวี้จู
“เขาจะแย่งกุ้งข้ากิน” เซียวอวี้จูชี้ไปยังเซียวอวี้ิพลางร้องไห้ เซียวอวี้ิกำหมัดแน่น “กุ้งในจานนั้นก็มิใช่ของเ้าผู้เดียว ข้าจะกินไม่ได้หรือไร?”
"นั่นเป็เพราะข้าสั่งไว้เมื่อเช้า มันต้องเป็ของข้าผู้เดียว”
“มันเป็ของเ้าแล้วจะอันใดไปเล่า ข้าอยากกินข้าก็กิน”
“อาหารของข้า ท่านห้ามกิน”
“ข้าจะกินข้าก็กิน”
…
ถังซูอี๋ไม่เคยเห็นพี่น้องทะเลาะกันรุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ กลั้นความรู้สึกอยากตีเด็กพวกนี้เอาไว้ แล้วกล่าวอย่างใจเย็น “พวกเ้าทั้งสาม จงคัดลอกบท ‘ตี้จื่อกุย’*[1] ห้ารอบ และท่องจำสิบรอบ”
เซียวอวี้เฉินแสดงสีหน้างุนงง “ข้าด้วยหรือ?”
“พวกเ้าสามคนพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ไม่ว่าจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำก็ต้องเป็ไปด้วยกัน” ถังซูอี๋กล่าวทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วเดินเข้าห้องด้านใน ทว่าไม่กี่ก้าวนางก็หยุดแล้วหันกลับมาสั่งอีกครั้ง “ห้ามล้างหน้าล้างตัว คัดลอกไปทั้งอย่างนี้แหละ”
หากไม่ลงโทษ สักวันคงต้องปีนขึ้นไปเปิดหลังคาเรือนเล่นเป็แน่!
ถังซูอี๋เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องด้านใน ชุ่ยอวิ๋นพาทั้งสามพี่น้องไปยังห้องหนังสือ ห้องหนังสือของถังซูอี๋กว้างขวางมาก โต๊ะหนังสือก็ใหญ่พอที่จะให้ทั้งสามคนนั่งได้อย่างสบาย
“สองสามวันนี้ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยนัก แทบไม่ได้พักเลย” ชุ่ยอวิ๋น กล่าวพลางจัดเตรียมพู่กันและหมึกให้ทั้งสามคน “ไม่ว่าจะเื่เล็กหรือเื่ใหญ่ที่เกิดภายในจวน ฮูหยินต้องคอยดูแลทั้งสิ้น คุณชายคุณหนูทั้งหลายก็คงสงสารฮูหยินใช่หรือไม่เ้าคะ?”
เซียวอวี้เฉินได้ยินเช่นนั้นพลันใบหน้าแดงก่ำขึ้นมา มารดาล้วนเหน็ดเหนื่อยกับเื่ราวของเขา เซียวอวี้ินิ่งเฉยไม่กล่าวสิ่งใด เซียวอวี้จูยื่นปากน้อย ๆ พลางน้ำตาไหล
ชุ่ยอวิ๋นไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือไป
หมายเหตุ: เริ่มตีกันแล้ว!
ว่ากันว่าเรือนที่มีพี่น้องเยอะ ๆ แทบจะไม่มีเรือนใดที่พี่น้องจะไม่ทะเลาะกันเลย
[1] ตี้จื่อกุย = ชื่อหนังสือจีนโบราณที่สอนหลักการประพฤติปฏิบัติและจริยธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับเด็ก