ตอนที่ 12 ป้ายหยกร้านชิงเค่อ
เช้า หลังจากวันประมูลหนึ่งวัน...
เพ่ยอิงกับพี่ใหญ่และยังมีหลีตี้มาด้วยอีกคน ออกบ้านมายังแต่ต้นยามเหม่า (5.00-6.59น.) มาที่หมู่บ้านเทียนยี่ไปขึ้นวัวเทียมเกวียนของลุงฉูฮ่ายเพื่อเข้าไปในเมือง
เมื่อถึงกลางยามเหม่าคนก็มารอเข้าไปในเมืองเยอะพอสมควรแล้วลุงฉูฮ่ายจึงขับวัวเทียมเกวียนออกจากหมู่บ้านทันที
หลังจากนั่งวัวเทียมเกวียนมากว่าเกือบสองชั่วยาม ก็ถึงหน้าเมืองหย่งซานซึ่งก็เป็เวลากลางยามเฉิน (7.00-8.59น.)
น้องเล็กที่ไม่เคยได้ออกไปไหนก็ตื่นเต้นมาตลอดทาง สร้างความเอ็นดูให้กับคนอื่นๆ ที่นั่งมาด้วย เมื่อทั้งสามพี่น้องเข้ามาในเมืองก็เป็หลีตี้ที่ตื่นเต้นกับผู้คนและสิ่งของมากมายภายในเมือง
“เดี๋ยวเราไปทำธุระกันให้เสร็จก่อนนะน้องเล็ก แล้วเราค่อยออกมาเดินเที่ยวชมเมืองกัน” เพ่ยอิงบอกกับหลีตี้ที่ดูตื่นเต้นกับทุกอย่างภายในเมือง เพราะั้แ่เกิดมาหลีตี้ไม่เคยเข้ามาในเมืองเลยสักครั้งเดียว ไม่เหมือนกับพี่ใหญ่ที่ได้เข้าเมืองมากับท่านพ่ออยู่บ่อยครั้ง
“ขอรับพี่รอง”
เมื่อทั้งสามคนมาถึงร้านสมุนไพรและยาชินเค่อต้าชุนก็บอกว่าจะยืนรออยู่ด้านนอกกับหลีตี้ ในขณะที่เพ่ยอิงเข้าไปด้านในคนเดียวน่าจะสะดวกกว่า
“ถ้าอย่างนั้นพี่ใหญ่ไปรอที่ร้านน้ำชาข้างๆ กับร้านชิงเค่อตรงนั้นก่อนนะเ้าคะ” เพ่ยอิงชี้ไปที่ร้านน้ำชาร้านข้างๆ ที่ดูธรรมดาร้านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เข้ากับความหรูหราของสิ่งปลูกสร้างรอบๆ เลย
เมื่อเธอเดินเข้าไปในภายในร้าน จิ้นหนิงที่ทำงานต้อนรับลูกค้าอยู่ภายในร้านเมื่อเห็นเพ่ยอิงเดินเข้ามาก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที
“คุณหนูเชิญบนชั้นสามขอรับ ท่านปู๋ไป่จ้วนรออยู่้าแล้ว” จิ้นหนิงที่เปลี่ยนสรรพนามมาเรียกเพ่ยอิงว่าคุณหนูจึงทำให้เธอแปลกใจ
“เรียกข้าเพ่ยอิงก็ได้เ้าค่ะพี่ชายจิ้นหนิง” เธอเอ่ยบอกออกไป
“ถ้าอย่างนั้นถ้าจะเรียกว่าน้องสาวเพ่ยอิงแล้วกันนะ” จิ้นหนิงกล่าวออกมาขณะที่เดินนำขึ้นไปบนชั้นสามซึ่งเป็ที่ไว้สำหรับซื้อขายสมุนไพรและยาที่มีมูลค่าที่ไม่ได้มีขายภายในร้านแต่ต้องสั่งจองล่วงหน้าและการแลกเปลี่ยนซื้อขายสมุนไพรพิเศษเท่านั้น
เมื่อเดินมาถึงชั้นสามจิ้นหนิงจึงเปิดประตูให้ทั้งเพ่ยอิงเดินเข้าไปภายในห้องห้องหนึ่งและตัวของจิ้นหนิงนั้นได้ยืนรออยู่ด้านนอกแทน
เมื่อเข้ามาแล้วเพ่ยอิงก็ทำความเคารพท่านปู๋ไป่จ้วนตามมารยาท
“เข้ามาๆ นั่งลงก่อน ข้ากำลังรอเ้าอยู่เลยทีเดียว”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ” เธอตอบรับแล้วลงไปนั่งเก้าอี้เตรียมเอาไว้
“การประมูลสมุนไพรของเ้าเมื่อวานได้ราคาดีเกินคาดไปมากเลยทีเดียว เป็ท่านหยางสือที่เห็นว่าการขอส่วนแบ่งสองส่วนจากเ้าเห็นทีจะเป็การเอาเปรียบเ้ามากเกินไป จึงลดให้เหลือเพียงแค่หนึ่งส่วนหลังจากหักค่าธรรมเนียมของทางโรงประมูลแล้วหนึ่งส่วน” ปู๋ไปจ้วนที่บอกกับเธอ นี่ก็เท่ากับว่าเหลือเป็เงินมาถึงเธอถึงแปดส่วน นับว่าคุ้มค่า
ทั้งที่ปกติแล้วการที่คิดส่วนแบ่งหนึ่งส่วนก็ถือว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำ เพราะทางร้านจะช่วยแก้ปัญหาในการปกปิดตัวตนของคนที่ส่งสมุนไพรเข้าประมูลด้วย และหากมีปัญหาอะไรขึ้นมาทางร้านก็ต้องเป็คนรับผิดชอบทั้งหมด
ซึ่งถ้าหากเป็ร้านอื่นอาจจะคิดถึงสี่ส่วน หรือไม่ก็ห้าส่วนกันเลยทีเดียว และบางทีอาจจะรักษาความลับของลูกค้าไม่ได้ด้วยการซื้อขายความลับของลูกค้า
ปู๋ไป่จ้วนที่กล่าวบอกเด็กสาวตรงหน้าออกมาเช่นนั้น สาเหตุก็มาจากท่านหยางสือเ้าของร้านสมุนไพรและยาชิงเค่อแห่งนี้
ด้วยเหตุที่ได้ส่งคนไปสืบหาข้อมูลแล้วว่าครอบครัวของเพ่ยอิงนั้นทำอาชีพหาสมุนไพรออกมาขาย แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้เปลี่ยนมาเป็การทำสวนปลูกผักแทน
ชุนเหอที่เป็กำลังหลักของครอบครัวในการเข้าป่าหาสมุนไพรมาขายนั้นพลาดท่าตกเขาขาหักเมื่อปีที่แล้ว ทำให้หน้าที่การหาสมุนไพรมาขายเพื่อเลี้ยงครอบครัวจึงเหลือแค่ลูกชายคนโตคนเดียว ซึ่งคนเป็แม่ก็คอยจัดการดูแลบ้าน ส่วนลูกคนกลางอย่างเพ่ยอิงก็ไม่เคยออกจากบ้านเพราะร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยบ่อยมาั้แ่เด็ก
คนน้องที่ชื่อหลีตี้ก็ยังเด็กนัก แต่ที่หยางสือเจอเพ่ยอิงในวันที่มาขายสมุนไพร เธอดูไม่เหมือนคนที่ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยบ่อยเลยสักนิด และพ่อที่ขาหักเมื่อปีที่แล้วก็เพิ่งจะกลับมาเดินได้เมื่อไม่นานมานี้เอง
แต่ถึงแม้ว่าชุนเหอจะฝึกปราณแต่ก็แค่ระดับสีน้ำเงินขั้นสูงเพียงเท่านั้น ไม่น่าจะใช่คนที่เข้าป่าอสูรเพื่อไปหาสมุนไพรหายากออกมาได้เช่นนี้
ซึ่งข้อมูลที่คนของหยางสือหามาได้นั้นยังคลุมเครืออยู่มากนักเพราะครอบครัวนี้แยกออกไปอยู่ในเขตรกร้างที่ไม่มีบ้านคนจึงทำให้สืบหาข้อมูลได้ลำบาก เพราะวันที่คนของหยางสือไปสอดแนมที่บ้านของครอบครัวนี้ตอนกลางดึกแต่ยังไม่ทันเข้าถึงเขตบ้านก็โดนพลังปราณดีดกระแทกจนกระอักเืออกมาสลบไป
โชคดีที่ได้เพื่อนที่มาด้วยอีกคนลากออกมา และเมื่อกลับไปดูอีกครั้งในตอนกลางวันก็เห็นว่าบ้านที่ครอบครัวนี้อาศัยอยู่แปลกตาไม่เหมือนกับที่ชาวบ้านบอกออกมา เพราะดูใหญ่กว่ามากอีกทั้งตัวบ้านก็ทำมาจากเถาวัลย์ทั้งหลัง มีการออกแบบที่แปลกตา ซึ่งคนของเขาก็ได้วาดภาพเหมือนออกมาให้ดูอีกด้วย
จนกระทั่งเมื่อสามวันที่แล้วคนของเขาไปสอดแนมดูอีกครั้งปรากฏว่าได้มีรั้วเถาวัลย์ขึ้นล้อมรอบบริเวณในพื้นที่ของครอบครัวนี้เอาไว้ เมื่อคิดจะแอบปีนรั้วเข้าไปก็พบว่า้าเหมือนมีม่านพลังที่ใช้ปราณกั้นเอาไว้อยู
หยางสือจึงคิดว่าครอบครัวนี้มีอะไรหลายๆ อย่างที่แปลกและไม่สามารถอธิบายได้จึงให้ปู๋ไป่จ้วนทำการผูกมิตรเอาไว้ก่อนก็คงไม่เสียหายเพราะภาคหน้าอาจจะได้มีโอกาสทำการค้าด้วยกันอีก
“แล้วข้าได้มาเท่าไรหรือเ้าคะ” เพ่ยอิงถาม
“ได้ค่าสมุนไพรฉือเป่ยทั้งห้าต้นหลังจากหักค่าธรรมเนียมของโรงประมูลหนึ่งส่วนและท่านร้านชิงเค่ออีกหนึ่งส่วน เหลือทั้งหมดหนึ่งแสนหกพันเก้าร้อยยี่สิบตำลึงทอง และค่าเห็ดหลินจือแดงอายุสองร้อยปีหนึ่งดอก เ้าได้สี่หมื่นห้าร้อยตำลึงทอง รวมทั้งหมดเป็เงินหนึ่งแสนสี่หมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยยี่สิบตำลึงทอง”
เพ่ยอิงที่นั่งตกตะลึงอ้าปากค้างไปั้แ่คำว่าหนึ่งแสนหกพันเก้าร้อยยี่สิบตำลึงทองแล้ว และยิ่งได้ยินต่อก็ยิ่งทำให้ตกตะลึงจนิญญาออกจากร่างไปแล้ว
“แม่หนู เ้าอ้าปากจนแมลงวันบินเข้าไปได้สักหลายสิบตัวแล้ว” ปู๋ไป่จ้วนเอ่ยทักออกมาหลังจากที่ได้เห็นอาการของเด็กสาว
ก็แน่ละเด็กชาวบ้านธรรมดาไหนเลยจะเคยพบเจอเงินแสน จะไม่ให้ตกตะลึงได้อย่างไร แต่ปู๋ไปจ้วนก็ไม่ได้รีบร้อนรอให้เด็กสาวหายตกตะลึงไปก่อนแล้วถึงจะพูดต่อ
ที่เพ่ยอิงตกตะลึงไปเพราะไม่คิดว่าแค่สมุนไพริญญาระดับสีน้ำเงินขั้นสูงจะขายได้แพงถึงเพียงนี้ รู้แบบนี้เธอคงเอาแค่ระดับต่ำออกมาขายดีกว่าจะได้ไม่ต้องถูกสงสัยเอา แต่ตอนนี้คงไม่ทันแล้วเพ่ยอิงคงถูกผู้ดูแลปู๋ไป่จ้วนสงสัยเข้าให้แล้ว
“เพราะเหตุใดจึงได้มากมายถึงเพียงนี้เ้าคะ” เธอถามออกไปด้วยความสงสัย
เพราะเธอไม่รู้ว่าพวกสมุนไพริญญาในโลกนี้นั้นหาได้จากในเขตป่าอสูรเท่านั้น และยิ่งมีพลังิญญาสูงๆ จะอยู่ลึกเข้าไปด้านในป่าอสูร ซึ่งเมื่อเข้ายิ่งลึกเท่าไหร่ก็ไม่ใช่แค่เจอเพียงสมุนไพริญญาที่มีระดับสูงขึ้นอย่างเดียว แต่สัตว์อสูรก็จะมีระดับที่สูงขึ้นตามไปอีกด้วยเช่นกัน
“เ้าไม่รู้หรือว่าสมุนไพรฉือเป่ยหายากเพียงใด เคยมีคนเอาออกมาจากป่าอสูรเขตกลางได้แค่เพียงสามต้นแต่นั่นเป็ฉือเป่ยที่มีพลังิญญาระดับสีน้ำเงินขั้นต่ำ เทียบไม่ได้กับของเ้าที่เอามาลงประมูล”
เมื่อท่านปู๋ไป่จ้วนกล่าวบอกออกมาเช่นนั้นก็ทำให้เพ่ยอิงตกตะลึงไปอีกรอบทันที เพราะในกำไลมิติของเธอมีมากมายจนนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีระดับพลังิญญาครบทุกสี
“แล้วก็เห็ดหลินจือสองร้อยปี ที่มีพลังิญญาระดับสีน้ำเงินขั้นสูงของเ้า เ้าคงไม่รู้ว่าไม่เคยมีใครเจอเห็ดหลินจือที่มีพลังิญญา” เมื่อได้ฟังสิ่งที่ท่านปู๋ไป่จ้วนพูดออกมาทั้งหมด เพ่ยอิงก็หมดคำที่จะกล่าวกับตนเองทันที
เพราะเธอได้ทำเื่ที่ผิดพลาดที่สุดออกไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อน ทำให้ตอนนี้เพ่ยอิงมองผู้ดูแลร้านสมุนไพรและยาชิงเค่อด้วยความหวาดระแวงทันที
ทางด้านของผู้ดูแลร้านปู๋ไป่จ้วนเมื่อเห็นเด็กสาวมองมาด้วยท่าทางหวาดระแวง จึงกล่าวขึ้นมาว่า
“เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไป ข้าจะไม่สอบถามที่มาที่ไปของสมุนไพรที่เ้านำมาประมูลทั้งนั้น” ท่านปู๋ไปจ้วนบอกออกมาด้วยความจริงใจ
ส่วนคนที่เห็นเหตุการณ์ในวันที่เพ่ยอิงเอาสมุนไพรฉือเป่ยออกมาให้จิ้นหนิงดู ปู๋ไป่จ้วนก็ได้อธิบายไปว่า โชคดีที่เพ่ยอิงเอาออกมาแค่ต้นเดียว และมีคนเห็นแค่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
เมื่อเธอออกไปในวันนั้นทุกคนที่เห็นก็เข้ามาขอซื้อในทันที แต่ปู๋ไป่จ้วนก็ได้บอกออกไปว่าจือเป่ยที่เพ่ยอิงเอามานั้นมีคนสั่งจองไว้ล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว
โชคดีที่วันนั้นเพ่ยอิงเอาสมุนไพรมาส่งแทนพ่อของเธอที่าเ็สาหัสจากสัตว์อสูรที่เฝ้าฉือเป่ยต้นนี้อยู่
ส่วนที่เ้าจิ้นหนิงได้อุทานออกไปว่าเป็ฉือเป่ย ที่มีพลังิญญาขั้นสูง ปู๋ไปจ้วนก็ได้แก้ต่างให้แล้วว่าพวกเขาเข้าใจผิดมันเป็แค่เพียงฉือเป่ย ที่มีพลังิญญาสีม่วงขั้นสูงที่กำลังจะกลายเป็ระดับสีน้ำเงินขั้นต่ำเท่านั้น
จิ้นหนิงไม่ได้มีความชำนานด้านสมุนไพรมากพอจึงได้ดูพลาดไป ทำให้จิ้นหนิงต้องไปขอโทษลูกค้าเ่าั้ทั้งหมดที่ทำให้เข้าใจผิด
ประจวบเหมาะกับในอีกสามวันต่อมาทางโรงประมูลฉินช่ายประกาศรายการประมูลประจำเดือนออกมาซึ่งในนั้นมีฉือเป่ยที่มีพลังิญญาระดับสูงอยู่ด้วยถึงห้าต้นจึงทำให้ไม่มีใครติดใจและสงสัยเด็กสาวเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ปูJไป่จ้วนอธิบายความออกมาทั้งหมดจึงทำให้เพ่ยอิงสบายใจขึ้นมาได้บ้าง และไว้วางใจขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ยังไม่เลิกระแวง
“เ้าจะรับเป็เงินตำลึงหรือตั๋วเงินดีล่ะ ซึ่งตั๋วเงินก็สามารถเอาไปแลกเป็เงินตำลึงได้ที่ร้านแลกเงินในเมืองนี้ได้” ปู๋ไป่จ้วนถามเพ่ยอิง
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอเป็เงินตำลึงสี่ร้อยยี่สิบตำลึงทองแล้วกันเ้าค่ะ แล้วที่เหลือเป็ตั๋วเงินเ้าค่ะ”
เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบท่านปู๋ไป่จ้วนก็หยิบเงินตำลึงออกมาให้เพ่ยอิงสี่ร้อยยี่สิบตำลึงทอง แล้วก็ทำการนับตั๋วเงินให้เพ่ยอิงโดย
ตั๋วละหนึ่งแสนตำลึงทองจำนวนหนึ่งใบ
ตั๋วละหนึ่งหมื่นตำลึงทองจำนวนสี่ใบ
ตั๋วละหนึ่งพันตำลึงทองจำนวนเจ็ดใบ
รวมทั้งหมดเพ่ยอิงได้ตั๋วเงินมาทั้งหมดสิบสองใบ เธอจึงนำทั้งเงินตำลึงและตั๋วเงินทั้งมาใส่ไว้ในย่ามที่สะพายมา ซึ่งเมื่อเข้ามาอยู่ในย่ามแล้วทั้งหมดก็หายไปไปอยู่ในกำไลมิติของเธอทันที
ในด้านของปู๋ไปจ้วนที่เห็นว่าเพ่ยอิงเอาเงินเก็บไว้ในย่ามแล้วก็เอ่ยออกมา
“ให้คนของทางร้านไปส่งดีหรือไม่”
“ไม่รบกวนดีกว่าเ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเ้า แล้วนี่เ้าเอาป้ายนี้ไปด้วย” ปู๋ไป่จ้วนยื่นป้ายหยกกรอบสีเงินแล้วสลักคำว่าชิงเค่อไว้บนป้ายมาให้เพ่ยอิง
“ป้ายหยกสลักชื่อร้าน ให้ข้าทำไมหรือเ้าคะ” เพ่ยอิงถามขึ้นมาพร้อมกับมองพิจารณาป้าย ซึ่งก็เห็นว่ามันเป็ป้ายหยกวงกลมสีขาว หุ้มกรอบด้วยเงินและสลักชื่อร้านเอาไว้ตรงกลางด้วยความปราณีต
“ป้ายนี้เป็ป้ายที่ลูกค้าทุกคนที่ทำการค้ากับทางร้านชิงเค่อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เ้าเมื่อเ้าไปทำการค้ากับร้านชิงเค่อสาขาของเมืองอื่น เมื่อยื่นป้ายนี้ออกมาจะมีคนออกมาดูแลเ้าอย่างดี อีกทั้งสินค้าบางอย่างก็มีส่วนลดให้เ้าด้วย” ปู๋ไป่จ้วนที่อธิบายบอกเด็กสาวตรงหน้า
ทั้งที่จริงแล้วคนที่จะได้ป้ายนี้ต้องซื้อสินค้าภายในร้านหรือทำการใด กับทางร้านครบห้าแสนตำลึงทองขึ้นไปเท่านั้น แต่หยางสือกับให้สิทธิพิเศษนี้กับเด็กสาวตรงหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบพระคุณนะเ้าคะ ข้าลาแล้วเ้าค่ะ”