หลังจากเสียงโทรศัพท์ที่คิรินใช้กระซิบสั่งการลีโอด้วยน้ำเสียงมัจจุราชสิ้นสุดลงท่ามกลางความมืดมิดของห้องนอนกว้างขวาง ฉันก็นอนลืมตาโพลงสั่นระริกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาแทบไม่กล้ากระดิกตัวหรือพลิกกายเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว... คำว่า 'แก๊งพยัคฆ์ทมิฬ' และ 'หนีออกเดินทาง' มันวนเวียนดังก้องสลับไปมาในสมองจนสติกระเจิดกระเจิงสับสนปนหวาดเสียวอย่างหนัก หัวใจดวงน้อยบีบรัดตัวแน่น นอนมองเสี้ยวหน้าคมคายยามหลับใหลของคิรินในความสลัว กอดท่อนแขนแกร่งแสนอบอุ่นของเขาไปจนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่เริ่มรำไรสาดส่องเข้ามาทางกระจกหน้าต่างบานสูง
ยังไม่ทันที่แสงอาทิตย์ยามเช้าจะโผล่พ้นขอบตึกสูงระฟ้าดีด้วยซ้ำ เสียงเคาะประตูห้องนอนก็ดังรัวระทึกพร้อมกับลีโอ บอดี้การ์ดคนสนิทที่เข้ามาแจ้งสถานการณ์เร่งด่วน คิรินลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ท่าทางของเขากลับมานิ่งขรึมและเฉียบคมไร้รอยเมามายโดยสิ้นเชิงราวกับเป็คนละคนกับเมื่อคืน เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงเข้มงวดสั้นห้วนให้ฉันเก็บกระเป๋าเดินทางใบเล็กแบบเร่งด่วนที่สุดในเวลาเพียงห้านาทีเท่านั้น
"เราต้องออกเดินทางตอนนี้เลยเกล... ห้ามถามคำถาม ห้ามชักช้าเด็ดขาด" คิรินสั่งเสียงเข้มก่อนจะคว้ากุมมือซ้ายของฉันลากกึ่งจูงเดินลิ่ว ๆ ออกจากห้องนอนตรงดิ่งลงลิฟต์ส่วนตัวไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินอย่างรวดเร็ว
ขบวนรถเอสยูวีสีดำสนิทติดฟิล์มทึบกันะุสามคันแล่นมุ่งหน้าออกจากเพนท์เฮาส์ด้วยความเร็วสูง มีบอดี้การ์ดร่างั์ขับรถนำและปิดท้ายหนาแน่นกวดขันคอยวิทยุสื่อสารรายงานเส้นทางตลอดเวลา บรรยากาศในรถตึงเครียดหนักหน่วงจนฉันแทบหายใจไม่ทั่วท้อง ฉันนั่งเบียดข้างคิรินในเบาะหลัง พยายามเลียบ ๆ เคียง ๆ กระซิบถามเขาด้วยความสงสัยระคนกังวลเป็ห่วงสถานการณ์
"เรากำลังจะไปไหนกันคะคุณคิริน? แล้วแก๊งพยัคฆ์ทมิฬอะไรนั่นคือใครกันแน่? พวกเขาจะมาจับตัวฉันเหรอ? ทำไมบอดี้การ์ดถึงได้พกปืนพกอุปกรณ์ดูหน้าเครียดกันขนาดนี้ล่ะคะคุณบอส?"
คิรินปรายตาดำมืดเยียบเย็นดุจพญามัจจุราชมามองสบตากับฉันนิ่ง แววตาของเขาเยียบเย็นและปากแข็งข่มอารมณ์ตามฟอร์มบอสใหญ่มาเฟียเช่นเคย "ไม่มีอะไรหรอก... ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศทำงานและพักผ่อนต่างจังหวัดเท่านั้นแหละ ส่วนเื่อื่นเธอมีหน้าที่เป็เลขาฯ ชดใช้หนี้ก็เงียบปากไปซะ ไม่ต้องเสนอหน้าเข้ามาถามหรือยุ่งให้เดือดร้อนรำคาญประสาทโดยใช่เหตุ"
*แหม่... ไม่ระคายผิวเลขาฯ เลยนะคะคุณบอส! เล่นใหญ่นั่งรถเกราะกันะุสามคันแล่นซิ่งฝ่าไฟแดงฝ่าด่านวิทยุสื่อสารกันเคร่งเครียดขนาดนี้ยังจะบอกว่ามาเปลี่ยนบรรยากาศพักผ่อนอีกเหรอ?! ปากแข็งหน้าตายระดับแชมป์โลกไม่มีใครเกินจริง ๆ ค่ะคุณผู้ช๊ม! คิดว่าฉันโง่จนดูสถานการณ์ระดับามาเฟียปะทะกันไม่ออกรึไงกันค๊า?!* ฉันแอบก่นด่าแซะคุณมาเฟียจอมบงการในหัวพลางกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่เขาแล้วหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างรถดูต้นไม้ข้างทางแทน
ขบวนรถยนต์แล่นข้ามจังหวัดมุ่งหน้าสู่ท่าเทียบเรือส่วนตัวที่ค่อนข้างเงียบสงบในจังหวัดชลบุรี ลมทะเลที่พัดเข้ามาปะทะรถพากลิ่นเกลือและกลิ่นคาวปลาจาง ๆ เข้ามาแตะจมูกชวนให้รู้สึกเบิกบานใจปนหวาดเสียว ภาพตรงหน้าทำให้ฉันต้องอ้าปากค้างอีกรอบเมื่อเห็นเรือยอชต์สุดหรูลำั์สีขาวสะอาดตระการตาราคาไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาทจอดลอยลำรออยู่กลางทะเลสีคราม คิรินลากพาร่างของฉันขึ้นเรือทันทีโดยมีลีโอและบอดี้การ์ดอีกสี่ห้าคนตามขึ้นมาคุมเชิงรอบเรืออย่างแ่าราวกับเตรียมออกรบ
เมื่อเดินย่างก้าวเข้าสู่ภายในตัวเรือ ฉันก็ต้องตาค้างกับความหรูหราอลังการที่ซ่อนอยู่ภายใน เรือยอชต์ลำนี้มีส่วนห้องโถงกลางที่บุด้วยไม้เชอร์รี่ขัดมันเงาแวบ โซฟาหนังแท้สีเบจตัวหนานุ่มน่าเอนกาย ห้องครัวขนาดกะทัดรัดแต่มีตู้เย็นที่อัดแน่นไปด้วยอาหารสดระดับพรีเมียม ไวน์ราคาแพง และน้ำดื่มนำเข้าอย่างดี มีบันไดเล็ก ๆ ทอดตัวลงสู่ห้องนอนใต้ดาดฟ้าเรือที่กว้างขวางเหมือนห้องพักโรงแรมห้าดาวไม่มีผิดเพี้ยน
ไม่กี่นาทีต่อมา เครื่องยนต์เรือยอชต์ก็ส่งเสียงคำรามแ่เบาและเริ่มเคลื่อนตัวแล่นออกจากท่าเทียบเรือ มุ่งหน้าสู่ทะเลลึกอันกว้างขวางของอ่าวไทยจนเกาะแก่งและผู้คนรอบข้างค่อย ๆ เล็กลงและเลือนหายไปเหลือเพียงผืนน้ำสีฟ้าครามล้อมรอบตระการตาโยกคลอนเบา ๆ ไปตามเกลียวคลื่น
ฉันยืนงุนงงเกาะราวกระจกบนดาดฟ้าเรือ มองดูฟองคลื่นสีขาวที่แตกกระจายตามแรงเรือยอชต์กักตัวลอยเคว้งลอยคว้างกลางทะเลลึกอย่างสมบูรณ์แบบ แสงแดดสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับสวยงามราวกระจกเงาบานใหญ่ระยิบระยับชวนฝัน
*ปัดโธ่! นี่มันนิยายกักขังหน่วงเหนี่ยวกลางทะเลลึกชัด ๆ เลยค่ะคุณผู้ช๊ม! ยัยเกลคนดวงซวยโดนมาเฟียลากขึ้นเรือยอชต์ลอยทะเลกักขังสองต่อสอง (เออ มีพี่การ์ดแว่นดำยืนเฝ้าห้าคนด้วย) กลางมหาสมุทรกว้างใหญ่หนีไปไหนไม่ได้เลยทีเดียวเชียว... แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรือยอชต์ของเขาหรูเว่อร์วังอลังการมาก ฉันล่ะงงใจกับชะตากรรมตัวเองจริง ๆ แทนที่จะได้วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนนอนห้องเช่าซอมซ่อ แต่ดันได้มาลอยทะเลพักผ่อนบนเรือหรูกลางทะเลลึกซะงั้น!* ฉันแอบคิดประชดแซะคุณพระเอกเปย์หญิงในหัวพลางมองดูคิรินที่กำลังนั่งจิบไวน์แดงทำงานผ่านแล็ปท็อปอยู่บนโซฟาหนังริมดาดฟ้าเรืออย่างเท่ ๆ ราวกับกำลังถ่ายแบบนิตยสารธุรกิจระดับโลก
ฉันก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเขาพลางกอดอกเอ่ยถามเสียงเขียวประชดประชันหวังจะทำลายมาดนิ่งขรึมปากแข็งของเขา "คุณคิรินคะ... ตกลงว่าลากฉันขึ้นเรือลำนี้ทำไมคะ? งานที่บริษัทมีตั้งเยอะแยะลากเลขาฯ มาลอยทะเลทำงานเนี่ยนะ? หรือคิดค่าชดใช้หนี้ห้าล้านรวมค่าเหมาเรือยอชต์นี่ด้วยหรือเปล่าคะคุณบอสขา?"
คิรินละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตวัดสายตาคมกริบสีเข้มมาจ้องมองใบหน้าหวานของฉันนิ่ง แววตาของเขายังคงนิ่งสงบเรียบเฉยแต่แฝงประกายเ้าเล่ห์จาง ๆ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็รอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยปากแข็งหน้าตายสุด ๆ ตามฟอร์ม
"ฉันเป็ประธานบริษัท... ฉันอยากจะทำงานที่ไหนก็เื่ของฉัน เงินห้าล้านนั่นมันแค่เศษเงินของฉัน ไม่จำเป็ต้องคิดหยุมหยิมให้เสียเวลาหรอก อีกอย่าง... ฉันแค่รำคาญตาที่ต้องเห็นเธอเดินเพล่นพล่านป่วนประสาทในออฟฟิศให้เสียสมาธิ เลยลากมาทำงานกลางทะเลให้พ้น ๆ หูพ้นตาพนักงานคนอื่นก็เท่านั้นแหละเกลิตา"
*หนอยแน่ะ! รำคาญตางั้นเหรอ?! ปากแข็งหน้าตายมากค่ะคุณมาเฟียจอมบงการ! กลัวคนอื่นจะมาฉกตัวของเล่นชิ้นโปรดอย่างฉันไปจนอกแตกตายเพราะแก๊งพยัคฆ์ทมิฬจับตาดูอยู่ก็บอกมาตรง ๆ เถอะย่ะ! เล่นกว้านเหมาเรือยอชต์ราคาสิบกว่าล้านพาหนีภัยคุกคามลอยทะเลแบบนี้นี่มันพฤติกรรมคนคลั่งรักหวงของชัด ๆ เลยปะค๊า?!* ฉันแอบเบะปากสบถแซะเขาในหัวอย่างระอาปนขบขันในความฟอร์มจัดไม่มีใครเกินของพระเอกมาเฟียธงแดงคนนี้ ก่อนจะหมุนตัวเดินเลี่ยงไปรับลมชมวิวอีกด้านของเรือเพื่อหลบสายตาจับจ้องของเขา
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่เย็นย่ำ แสงอาทิตย์สีส้มทองอบอุ่นค่อย ๆ ลับขอบฟ้าสะท้อนเงาระยิบระยับสีแสดสลับแดงบนผืนน้ำทะเลกว้างใหญ่ บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนเป็ความหนาวเย็นะเืของลมทะเลที่พัดโชยเข้ามาปะทะกายแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตบาง ๆ ถึงกับตัวสั่นเทา สะท้านหนาวจนต้องโอบกอดตัวเองแน่นพยายามหดคอหนีลมหนาวอยู่ริมระเบียงดาดฟ้าเรือยอชต์ที่กำลังโยกคลอนเบา ๆ ไปตามเกลียวคลื่นทะเลลึก
ทันใดนั้นเอง ััอุ่นหนาและน้ำหนักแ่เบาก็ทาบทับลงมาจากด้านหลัง เสื้อสูทโค้ตไหมพรมขนสัตว์หนานุ่มสีน้ำตาลเข้มราคาแพงลิบลิ่วของคิรินถูกคลุมสวมทับบ่าบางของฉันไว้อย่างแเี พร้อมกับท่อนแขนแกร่งหนาหนาพญาอสูรที่เอื้อมมาโอบกอดสวมไหล่บางประคองฉันไว้จากทางด้านหลังอย่างแสนหวงแหน แผ่นหลังบางของฉันแนบชิดติดกับแผงอกกว้างร้อนระอุของเขาจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นหนัก ๆ ดังตึกตักเป็จังหวะชัดเจนชวนให้อบอุ่นชวนวาบหวามไปทั้งกายจนลืมความหนาวเย็นรอบตัวไปจนสิ้น
ฉันหันหน้าไปลอบมองเสี้ยวหน้าคมคายดุจเทพบุตรของเขาที่ก้มลงมองสบตาั์ตาสบตากับฉันนิ่ง แววตาคมกริบสีเข้มยามนี้ฉายประกายไออุ่นและความปรารถนาลึกล้ำท่ามกลางคลื่นลมทะเลหนาวที่พัดโชยจนกลิ่นกายหอมละมุนปนไม้สนซีดาร์และกลิ่นอายบุหรี่จาง ๆ ของเขาโชยแตะจมูกกลบกลิ่นเกลือทะเลจนหมดสิ้น
"หนาวแล้วยังจะดื้อมายืนตากลมตากน้ำค้างอยู่ตรงนี้อีก..." คิรินเอ่ยบ่นดุเสียงทุ้มต่ำแ่เบาข้างหู ทว่าการกระทำกลับโอบรัดเอวบางของฉันแน่นขึ้น แววตาสั่นระริกสะท้อนแสงไฟดาดฟ้าเรือชวนสปาร์กไฟเคมีระอุร้อนขึ้นมาระหว่างเราสองคนอย่างน่าอัศจรรย์ใจจนฉันลืมขยับถอยหนี
"ก็... ก็นึกว่าคนแถวนี้จะรำคาญตาจนไม่อยากสนใจฉันแล้วนี่คะ เลยหนีมาอยู่ตรงนี้คนเดียวดีกว่า" ฉันเอ่ยตอบประชดแก้เขินก้มหน้าหลบสายตาร้อนแรงที่จ้องตรงมา
คิรินไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่กระชับท่อนแขนแกร่งกอดรัดตัวฉันแน่นเข้ากับแผ่นอกกว้างของเขาประครองสบตาสบตาั์ตาหวานนิ่งงัน ลมหายใจร้อนระอุของเขาเป่ารดข้างแก้มใสสลัดความหนาวเย็นออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความใกล้ชิดสั่นสะท้านทรวงกระตุ้นความรู้สึกเสน่หาระอุร้อนขึ้นมากลางทะเลลึกชวนใจเต้นระรัวอย่างยากจะห้ามใจ
คิรินก้มลงกระซิบเสียงแหบพร่าชิดใบหูของฉัน แววตาของเขาในตอนนี้ช่างดำมืดเย้ายวนเป็ประกายปรารถนาดิบกระหายอยากขั้นสุดจนคนฟังหน้าร้อนวาบและเนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกสยิวปนตื่นเต้น "ไปอาบน้ำชำระร่างกายให้อุ่นซะเกล... เดี๋ยวฉันจะตามลงไปจัดการ 'เด็กดื้อ' ในห้องนอนใต้ดาดฟ้าเรือเอง"
คำสั่งแหบพร่าและสายตาร้อนแรงของเขาทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกรัวเต้นผิดจังหวะ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวแดงก่ำขึ้นมาทันควันในความสลัวของดาดฟ้าเรือยอชต์... เอาแล้วไงเกล! พายุลูกใหม่กลางฝั่งยังไม่ทันตั้งเค้าดี พายุรักระอุร้อนกลางเรือยอชต์ใต้ดาดฟ้าเรือนี่ท่าทางจะตั้งเค้าถล่มเกาะพังยับเยินคืนนี้แน่นอน ยัยเกลเอ๊ย เตรียมตัวรับบทหนักอีกรอบได้เลย โดนบอสกลืนลงท้องแน่ ๆ!